
คำพิพากษาคดีสรยุทธ-ไร่ส้ม
คำพิพากษาคดีสรยุทธ- ไร่ส้มเบี้ยวเงินค่าโฆษณา อสมท.
จากกรณีที่ ศาลอาญา แผนกคดีทุจริต ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ในคดีที่อัยการสูงสุดได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด จำเลยที่ 1, บริษัท ไร่ส้ม ที่ 2, นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ที่ 3, น.ส.มณฑา ธีระเดช ที่ 4 เรื่องความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 นั้น
“คม ชัด ลึก” จึงขอนำเสนอคำพิพากษาในคดีดังกล่าวอย่างละเอียด ดังนี้
พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยที่ 2-4 มีความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพื่อความสะดวกจะวินิจฉัยรวมกันไป
จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่า การจัดคิวโฆษณากระทำโดยสุจริตเปิดเผย ฝ่ายสนับสนุนและบริการลูกค้า สำนักงานกลยุทธ์การตลาดและฝ่ายอื่นๆ รับรู้การโฆษณาเกินวันต่อวัน มิได้มีเจตนาปกปิดไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลาแก่ผู้บริหาร คือ น.ส.อัญญา อู่ไทย จำเลยที่ 1 ได้รับเงินตามเช็คเป็นค่าช่วยประสานโฆษณาโดยชอบ
จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อสู้ด้วยว่า จำเลยที่ 2 กับผู้เสียหายมีสิทธิได้ค่าโฆษณาในส่วนเกินเวลาคนละกึ่งหนึ่ง (50:50) ตามลักษณะของสัญญา Time Sharing การขอหรือสั่งซื้อโฆษณาไม่มีรูปแบบตายตัว ผู้เสียหายและเอเยนซีหรือเจ้าของสินค้าผู้ซื้อโฆษณาสามารถตรวจสอบการออกอากาศโฆษณาจากเอกสาร Master Control หรือ BR ได้ จำเลยที่ 2 ไม่ได้จัดทำใบคิวโฆษณาไม่ตรงกับความเป็นจริง จำเลยที่ 3 ไม่ได้ใช้ให้จำเลยที่ 1 ลบคิวรายการโฆษณาเกินเวลาออกจากใบคิวโฆษณารวม
สมควรวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิได้ค่าโฆษณาเกินเวลาคนละ 50:50 หรือเท่าๆ กับผู้เสียหายหรือไม่ พิจารณาจากสัญญาร่วมดำเนินรายการโทรทัศน์ รายการ “คุยคุ้ยข่าว” อันเป็นสัญญาหลักทั้ง 2 ฉบับแล้ว สัญญาข้อ 6 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่จำเลยที่ 2 โฆษณาเกินกว่าที่กำหนดในวรรคแรก จำเลยที่ 2 ยินยอมที่จะชำระเงินค่าโฆษณาให้แก่ผู้เสียหายในอัตรานาทีละไม่ต่ำกว่า 220,000 บาท ส่วนลดเป็นไปตามนัยสัญญาข้อ 5 วรรคแรก สัญญาข้อ 6 วรรคหก ระบุว่า การจัดคิวโฆษณาหรือแก้ไขคิวโฆษณาในรายการให้เป็นไปตามความเหมาะสมและความตกลงของคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่าย สัญญาข้อ 3 วรรคสอง กำหนดว่า การเปลี่ยนแปลงแก้ไขเวลาการแพร่ภาพกระทำโดยผู้เสียหายเท่านั้น การร่วมดำเนินกิจการตามสัญญาอยู่ในความควบคุมกำกับดูแลและตรวจสอบของผู้เสียหาย
ดังนี้ เห็นว่าสัญญาได้กำหนดส่วนแบ่งค่าโฆษณาเป็นค่าตอบแทนในการผลิตรายการแก่จำเลยที่ 2 อย่างตายตัวตามข้อ 5 จากอัตราค่าโฆษณาจำนวน 2 นาที 3 วินาทีต่อวันของรายการวันจันทร์-วันศุกร์ และจำนวน 5 นาทีต่อวันของรายการวันเสาร์ อาทิตย์ การขอโฆษณาเกินเวลา จำเลยที่ 2 จะต้องชำระค่าโฆษณาให้แก่ผู้เสียหายไปฝ่ายเดียว ส่วนที่ผู้เสียหายจะโฆษณาเกินเวลาที่กำหนดในสัญญาข้อ 5 ก็เป็นสิทธิที่ผู้เสียหายจะกระทำได้ เพราะเป็นเจ้าของสถานี ในปัญหาข้อนี้ ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 แพ้คดี มีคำวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 จะต้องชำระค่าโฆษณาส่วนเกิน ไม่มีสิทธิเรียกให้ผู้เสียหายชำระ ข้อวินิจฉัยมีผลผูกพันจำเลยที่ 2 และผู้เสียหายซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้น ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ พ.ศ. 2542 มาตรา 70 วรรคหนึ่ง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ศาลนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ถือว่าการขอคิวหรือขอซื้อโฆษณาส่วนที่เกินเวลาของจำเลยที่ 2 เป็นสิ่งที่จำเลยที่ 2 จักต้องแสดงความประสงค์ออกมาด้วยวิธีการใดๆ เพื่อความสะดวกในการจัดคิวโฆษณารวมของผู้เสียหายก่อนรายการจะออกอากาศ ใบคิวโฆษณารวมจึงถือเป็นเอกสารสำคัญสำหรับการจัดคิว กำกับรายการและการตรวจสอบเวลาการออกอากาศ กรณีนี้คือ การโฆษณาสินค้าและบริการต่างๆ ควบคู่ไปกับการตรวจสอบจากเอกสาร master control และ BR
ข้อเท็จจริงได้ความจากผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนชุดนายพลชัย วินิจฉัยกุล เป็นประธาน และชุดที่มี พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ เป็นประธาน ว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ในการจัดทำใบคิวโฆษณา รายงานการโฆษณาเกินเวลาของจำเลยที่ 2 แก่ผู้บังคับบัญชาทราบ ระหว่างเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ไม่ได้รายงานการโฆษณาเกินเวลาของจำเลยที่ 2 ให้ผู้บังคับบัญชาตามสายงานทราบ โดยจำเลยที่ 1 อาศัยช่องโหว่การปล่อยปละละเลยไม่สอบทานใบคิวโฆษณารวมของหน่วยงานผู้เสียหาย
ต่อมากรกฎาคม 2549 จำเลยที่ 1 ได้ใช้น้ำยาลบคำผิด ลบรายการโฆษณาเกินเวลาของจำเลยที่ 2 ประมาณครึ่งหนึ่งของรายการที่เกินเวลาทั้งหมด การสอบสวนของคณะกรรมการทั้งสองชุดกระทำโดยการสอบปากคำพนักงานเจ้าหน้าที่ของบริษัทมหาชนผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานและผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 รวม 11 คน กับมีการสอบปากคำบุคคลภายนอกเพิ่มเติมของคณะกรรมการชุดที่ 2 รวมพนักงานและบุคคลภายนอก 23 คน พยานเหล่านั้นต่างรู้วิธีการทำงานข้อปฏิบัติต่างๆ เกี่ยวกับการจัดคิวโฆษณาของสถานีในขั้นตอนก่อนออกอากาศ เมื่อออกอากาศแล้วมีขั้นตอนตรวจสอบเรียกเก็บค่าโฆษณา มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ จำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับมอบหมายให้จัดคิวโฆษณาของจำเลยที่ 2 และของผู้เสียหาย นำไปจัดใบคิวโฆษณารวม จำเลยที่ 2 เคยขอซื้อโฆษณาส่วนเกินเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2558 จากผู้เสียหาย แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 น่าจะทราบถึงการโฆษณาเกินที่จะต้องมีการทวงถามเรียกเก็บ
พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ถือว่า จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานมีหน้าที่จัดการทรัพย์ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การผู้เสียหายโดยทุจริต เอื้อประโยชน์แก่จำเลยที่ 2 การรับเงินตาม เช็ค 6 ฉบับ ตามฟ้องเป็นการกระทำโดยมิชอบ ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 6, 8 เนื่องจากมีระเบียบการจ่ายเงินรางวัลนำเข้าของผู้เสียหายตอบแทนผลประโยชน์ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ไว้โดยเฉพาะแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิรับเงินใดๆ จากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สัญญาของผู้เสียหายอันเป็นหน่วยงานของรัฐได้อีก และเป็นความผิดตามมาตรา 11 ดังฟ้อง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท รวม 6 กระทง ลงโทษตามมาตรา 6 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90
ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจจัดการแทนบริษัทจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็ค 6 ฉบับ ตามฟ้องในนามจำเลยที่ 2 มอบให้จำเลยที่ 4 นำไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินตามเช็คแล้วนั้น จำเลยที่ 2 เป็นคู่สัญญากับผู้เสียหายซึ่งเป็นองค์การหน่วยงานของรัฐ การร่วมดำเนินรายการในฐานะผู้ผลิตจะต้องปฏิบัติตามระเบียบและข้อปฏิบัติ รวมทั้งการตรวจสอบจากฝ่ายผู้เสียหายด้วย
การที่จำเลยที่ 1 ปกปิดไม่รายงานโฆษณาที่เกินเวลาให้ผู้บริหารของหน่วยงานผู้เสียหายทราบ จำเลยที่ 2 ย่อมได้รับประโยชน์อย่างน้อยไม่ต้องชำระค่าโฆษณาเกินเวลา ซึ่งปกติต้องชำระภายใน 30 วัน ตามตัวอย่างสัญญาซื้อโฆษณา การชำระล่าช้าย่อมทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย ทำให้การรับรู้รายได้ของผลประกอบการผิดเพี้ยนไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
จำเลยที่ 3 เป็นพิธีกรผู้จัดดำเนินรายการด้วยตนเอง ย่อมทราบถึงการโฆษณาออกอากาศในรายการที่จำเลยที่ 2 ขายโฆษณาไปได้เป็นอย่างดี การดำเนินกิจการของบริษัทจำเลยที่ 2 ย่อมแสดงออกโดยทางผู้แทนนิติบุคคล จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้แทนบริษัทและในฐานะส่วนตัวมีเจตนาจะชำระเงินตามเช็คแก่จำเลยที่ 1 เป็นการจูงใจให้จำเลยที่ 1 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการรายงานการโฆษณาเกินเวลาของจำเลยที่ 2 โดยมิชอบด้วยหน้าที่ และการรับเงินของจำเลยที่ 1 เป็นความผิด จำเลยที่ 3 ถือเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1
สำหรับจำเลยที่ 4 ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานส่งใบคิวโฆษณาของจำเลยที่ 2 จัดทำเช็คและนำไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เช่นกัน ความผิดที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษอาศัยคุณสมบัติของผู้กระทำว่าต้องเป็นพนักงานในหน่วยงานของรัฐ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ได้เป็นพนักงานตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 3 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง การผลิตรายการของจำเลยที่ 2 สร้างรายได้จากการโฆษณาแก่ผู้เสียหาย หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าโฆษณาส่วนเกิน 138,790,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายครบถ้วน ถือเป็นการบรรเทาผลร้าย จึงสมควรลงโทษจำเลยทั้งสี่สถานเบา
พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 8, 11 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีความผิดฐานสนับสนุนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 8, 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 6 ซึ่งเป็นบทเฉพาะและเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 6 กระทง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบ จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 5 ปี ปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 30 ปี ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 120,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 20 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสี่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 13 ปี 4 เดือน ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 80,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ไม่มีเหตุอันสมควรรอการลงโทษแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4



