
ไม่ถอย!สรยุทธเจาะข่าวเด่นจัดปกติ
ไม่ถอย!สรยุทธเจาะข่าวเด่นจัดปกติ ขณะที่ผู้บริหารช่อง3หนุนทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการและต่อสู้คดีศาลอุทธรณ์ ช่อง3หนุนจัด-ต่อสู้ศาลอุทธรณ์ อนุฯกสทช.เรียกผู้บริหา
ตามที่ศาลอาญา มีคำพิพากษาจำคุก นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรข่าวชื่อดังในคดียักยอกเงินค่าโฆษณาของสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท เมื่อครั้งจัดรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ปี 2548-2549 เป็นเวลา 13 ปี 4 เดือน ขณะที่ นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด พนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท ขณะนั้น ถูกลงโทษจำคุก 20 ปี โดยไม่รอลงอาญา ขณะที่ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ได้ประชุมหารือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่าจะยังคงให้นายสรยุทธเป็นผู้จัดรายการต่อไปหรือไม่
หลังจากช่วงของวันที่ 1 มี.ค.2559 นายสรยุทธยังคงทำหน้าที่จัดรายการเรื่องเล่าเช้านี้ตามปกติแล้วและตอนเย็นก็ยังคงจัดรายการ"สรยุทธเจาะข่าวเด่น"ตามปกติเช่นกัน
ช่อง3หนุน“สรยุทธ”จัดพร้อมต่อสู้ศาลอุทธรณ์
ขณะที่นายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการและผู้ปฏิบัติการแทนรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ผู้บริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง3เปิดเผยว่าในการประชุมคณะผู้บริหารช่อง3กรณีนายสรยุทธ มีการพิจารณาอย่างรอบคอบในทุกแนวทางการดำเนินงานหลังจากนี้ โดยข้อสรุปของช่อง3พร้อมสนับสนุนนายสรยุทธ ดำเนินรายการทางหน้าจอช่อง3ต่อ เพื่อให้โอกาสนายสรยุทธใช้สิทธิต่อสู้คดีในศาลอุทธรณ์ ตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป
“ช่อง3ให้เกียรติคุณสรยุทธ ที่ทำงานร่วมกันมากกว่า12ปี เป็นเหมือนคนในครอบครัวช่อง3ตามชื่อรายการครอบครัวข่าวที่พัฒนาร่วมกัน พร้อมให้กำลังใจและสนับสนุนการทำงานของคุณสรยุทธต่อไป”นายสุรินทร์ กล่าวและว่า
อย่างไรก็ตามช่อง3เคารพคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด ซึ่งตามกระบวนการยุติธรรมเปิดโอกาสให้ทุกคนต่อสู้คดีในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา ในการพิจารณาและการสนับสนุนการทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการทางช่อง3ของนายสรยุทธ ต่อไปนั้น ช่อง3น้อมรับกระแสสังคมในทุกมุมมอง ทั้งกรณีที่ไม่เห็นด้วย แต่ต้องพิจารณามุมมองของผู้ชมที่ชื่นชอบนายสรยุทธ ไปพร้อมกัน
อนุฯกสทช.เรียกช่อง3แจงจันทร์นี้
นายไพศาล กุวลัยรัตน์ อนุกรรมการ ทำหน้าที่ประธานการประชุม คณะอนุกรรมการกำกับผังรายการและเนื้อหารายการ กสทช. เปิดเผยว่าหลังการประชุมว่าคณะอนุฯ ได้หารือกรณีนายสรยุทธ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการข่าว ทางช่อง 3 ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการจาก กสทช. ในกรณีนี้ คณะอนุ กรรมการ พิจารณาจากกฎหมายที่เกี่ยวกับการกำกับดูแลผู้รับใบอนุญาต คือช่อง3 ตามประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการให้บริการกระจายเสียง หรือ โทรทัศน์ พ.ศ.2555 ข้อ 14 ที่ระบุให้ผู้รับใบอนุญาต ต้องกำกับดูแลรายการเป็นไปตามจริยธรรมและความเหมาะสม
ในการประชุมของคณะอนุฯ วันนี้ (1 มี.ค.) ยังไม่มีข้อสรุปต่อการพิจารณากรณีดังกล่าวในด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมอบหมายให้ สำนักงาน กสทช. เชิญผู้บริหารช่อง3 ในฐานะผู้รับใบอนุญาตจาก กสทช. มาชี้แจงกรณีดังกล่าว ในวันจันทร์ที่ 7 มี.ค.นี้
ทั้งนี้ แนวทางการพิจารณากรณีนี้ ใช้หลักการพิจารณาทั้งด้านกฎหมายจากประกาศฯ กสทช. และด้านจริยธรรมของสื่อมวลชน
ส.สื่อออกแถลงการณ์จี้ทบทวนทำหน้าที่พิธีกร
ทางด้านสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้ออกแถลงการณ์ร่วม เรื่อง การทบทวนการทำหน้าที่ของพิธีกรข่าวความว่า
จากการที่ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ให้จำคุก นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการข่าวของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไร่ส้ม จำกัด เป็นเวลา 13 ปี 4 เดือน ในข้อหาที่เกี่ยวกับการทุจริตค่าโฆษณาของ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และต่อมา นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวเพื่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ คำพิพากษาดังกล่าวได้ก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องให้ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ยุติการปฏิบัติหน้าที่เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ในเวลาต่อมาผู้บริหารของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ได้มีมติให้ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ทำหน้าที่ต่อไป โดยนายสุรินทร์ กฤตยา-พงศ์พันธุ์ ปฏิบัติการแทนรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด หรือ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ให้เหตุผลว่าเนื่องจากกรณีนี้ได้เกิดขึ้นก่อนนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา มาร่วมงานกับสถานี และคดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด
สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพที่มีสมาชิกระดับบุคคลและระดับองค์กรของของสถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุต่างๆ ทั่วประเทศ ได้ร่วมหารือถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นประกอบกับความคิดเห็นและปฏิกิริยาของส่วนต่างๆ ในสังคม และมีความเห็นว่ากรณีดังกล่าวมีผลกระทบไม่ใช่เฉพาะต่อความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อวงการสื่อมวลชนไทยในภาพรวมซึ่งกำลังอยู่ในภาวะที่ถูกสังคมตั้งคำถามต่อความรับผิดชอบและจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่
ถึงแม้กรณีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการอุทธรณ์ แต่คำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นการพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรมว่ามีหลักฐานเพียงพอว่า นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นความผิดทั้งทางด้านอาญาและด้านจริยธรรม เพราะฉะนั้นสังคมจึงมีความคาดหวังว่า สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 จะแสดงความรับผิดชอบและเป็นตัวอย่างในการวางมาตรฐานจริยธรรมด้วยการให้ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ยุติบทบาทหน้าจอ อย่างน้อยเป็นการชั่วคราวจนกว่าคดีจะสิ้นสุด
สื่อมวลชนไทยได้ยึดมั่นในหลักการของการกำกับและดูแลกันเองเพื่อสร้างหลักประกันสำหรับเสรีภาพในการรายงานข้อมูลข่าวสารและแสดงความคิดเห็นมาตลอด แต่จุดยืนของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ต่อกรณี นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ทำให้หลักการของการกำกับดูแลกันเองของสื่อถูกตั้งคำถามมากขึ้น และเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับความพยายามของกลุ่มคนที่ต้องการให้มีกลไกที่มีอำนาจทางกฎหมายในการควบคุมและลงโทษสื่อที่ละเมิดจริยธรรม
สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จึงขอเรียกร้องให้ผู้บริหารของ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ทบทวนการทำหน้าที่ของ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เพื่อเป็นแบบอย่างในการสร้างบรรทัดฐานด้านจริยธรรมให้กับวงการสื่อมวลชนไทย
คปป.แนะปฏิรูปสื่อรวมตัวเข้มแข็งสร้างข้อต่อรองเหนือระบบทุน
พ.ท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี ประธานเครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ (คปป.) กล่าวว่า สื่อมวลชนนั้นเปรียบเสมือนอาวุธของปฏิรูปประเทศ และเปรียบเสมือนครูใหญ่ของมวลชน เพราะทุกวันมีสื่อมากมายทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เผยแพร่ไปสู่ประชาชนเป็นล้านๆคน รวมทั้งเด็กและเยาวชนก็มีโอกาสได้รับข้อมูลข่าวสารทั้งดีและร้าย ซึ่งที่ผ่านมาจะพบว่ามีระบบทุนเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้สื่อดีๆ ที่นำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ สุดท้ายเรื่องนั้นๆก็เงียบหายไป เพราะฉะนั้น ตนเห็นว่า องค์กรวิชาชีพสื่อจำเป็นต้องมีระบบป้องกันตนเอง ทั้งจรรยาบรรณวิชาชีพ และป้องกันระบบทุนด้วย
“องค์กรวิชาชีพสื่อควรมีระบบป้องกันตนเอง ซึ่งดิฉันเคยเสนอว่าในการปฏิรูปประเทศ ควรต้องปฏิรูปสื่อด้วย อาทิ ตั้งกองทุนพัฒนาสื่อเพื่อสนับสนุนการทำงานของสื่อดีๆ รวมถึงในรัฐธรรมนูญก็ควรมีการกำหนดบทบาทหน้าที่สื่อมวลชนด้วย แต่พบว่าในร่าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ยังกำหนดเรื่องเหล่านี้น้อย อย่างไรก็ตาม หากองค์กรวิชาชีพรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งจะช่วยสร้างข้อต่อรองเหนือระบบทุน หรืออิทธิพลช่วยจรรโลงไว้เรื่องคุณธรรม จริยธรร มในวิชาชีพ”พ.ท.พญ.กมลพรรณ กล่าว
สปท.ซัดร่างพ.ร.บ.คุมสื่อออนไลน์
เมื่อเวลา 11.00 น. มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) มีนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสปท.คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เรื่อง ข้อสังเกตในการแก้ไขร่างพ.ร.บ.ว่าด้วย การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่...) พ.ศ... โดยพล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานกมธ.ชี้แจงว่า ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการใช้สื่อออนไลน์ ซึ่งถือเป็นสื่อที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว เป็นเรื่องการใช้งานบนอินเตอร์เน็ตที่แสดงความเห็นการทำกิจกรรมต่างๆบนสื่อออนไลน์ แม้จะมีประโยชน์แต่หากใช้ไม่ถูกต้องก็อาจจะเป็นปัญหาได้ เนื่องจากขาดจริยธรรมในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร บิดเบือน ใส่ร้าย ปลุกระดม มีผลกระทบต่อสังคมและความมั่นคงของชาติ ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากผู้ใช้งานสื่อออนไลน์ เจ้าของสื่อออนไลน์ในต่างประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือในการปิดกั้น ควบคุมปัญหาบนอินเตอร์เน็ตที่อยู่ในความดูแลของภาคเอกชน และปัญหานโยบายของรัฐที่เน้นการขยายเครือข่ายการใช้งานอินเตอร์เน็ต ทำให้การป้องกันและปราบปรามไม่สามารถดำเนินการได้ครอบคลุมและทั่วถึง
พล.อ.อ. คณิต กล่าวต่อว่า คณะกรรมาธิการได้มีการตั้งข้อสังเกตว่าการใช้ พ.ร.บ.ดังกล่าวจะมีปัญหาในทางปฏิบัติหรือไม่ ในกรณีการใช้กฎหมายอิเล็กทรอนิกส์ ประเภทฟรีอีเมล์ เช่น Hotmail Yahoo Gmailไม่อาจสร้างระบบเพื่อให้ผู้รับสามารถบอกยกเลิกการรับอีเมล์นั้นได้ รวมทั้งในกรณีการส่งข้อความอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอพลิเคชั่น ไลน์ หรือ MSN Whats app หรืออื่นๆ ถือว่าเป็นการส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยวิธีการสื่อสารออนไลน์รบกวนระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นก็อาจมีความผิดตามมาตรา 11 ที่ระบุว่า ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้อื่นโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าวอันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่น โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์สามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้ ซึ่งก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และรัฐมนตรีอาจประกาศกำหนดแนวทางเกี่ยวกับลักษณะและวิธีการส่ง และลักษณะ ปริมาณ ข้อมูลความถี่และวิธีการของผู้ส่งซึ่งไม่ถือเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้ได้รับ รวมถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศหรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกและปรับ
ทั้งนี้สมาชิกส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่าหากแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าวรัฐจะใช้อำนาจอะไรไปบังคับให้ผู้กระทำผิดเปิดเผยข้อมูลหรือบังคับให้ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารหรือผู้ให้บริการเครือข่ายถอดรหัสข้อมูลออกมา เพราะเวลานี้เราไม่สามารถไปบังคับใครได้อยู่แล้ว ดังนั้นหาก ส.ป.ท.ปล่อยให้ พ.ร.บ.นี้ผ่านไปจะเป็นการหน้าแตกหรือเสียหน้ามากกว่า จึงอยากให้กมธ.พิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบ
จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบต่อรายงานข้อสังเกตดังกล่าวด้วยคะแนน 157 ต่อ2 เสียง เพื่อให้คณะกรรมาธิการฯ นำข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นของสมาชิกไปปรับปรุงแก้ไขภายใน 7 วันก่อนส่งให้ประธานสปท.และ ครม.ต่อไป



