ข่าว

‘สรยุทธ’จัดตามปกติ‘เรื่องเล่าเช้านี้’

‘สรยุทธ’จัดตามปกติ‘เรื่องเล่าเช้านี้’

01 มี.ค. 2559

‘สรยุทธ’จัดตามปกติ‘เรื่องเล่าเช้านี้’หลังศาลตัดสินจำคุกเวลา 13 ปี 4 เดือนไม่รอลงอาญาคดีเบี้ยวจ่ายค่าโฆษณา อสมท กสทช.ถกผู้บริหารช่อง3วันนี้จี้ให้ยุติหน้าที่

            ตามที่ศาลอาญา มีคำพิพากษาจำคุก นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรข่าวชื่อดังในคดียักยอกเงินค่าโฆษณาของสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท เมื่อครั้งจัดรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ปี 2548-2549 เป็นเวลา 13 ปี 4 เดือน ขณะที่ นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด พนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท ขณะนั้น ถูกลงโทษจำคุก 20 ปี โดยไม่รอลงอาญา ขณะที่ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ได้ประชุมหารือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่าจะยังคงให้นายสรยุทธเป็นผู้จัดรายการต่อไปหรือไม่

            เมื่อเวลา 06.00น.ของวันที่ 1 มี.ค.2559  นายสรยุทธยังคงทำหน้าที่จัดรายการเรื่องเล่าเช้านี้ตามปกติ

            ทั้งนี้สำนักข่าวอิศรารายงานเมื่อตอนบ่ายหลังมีคำพิพากษาว่า ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายการสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 3 ว่า คำพิพากษาตัดสินจำคุกนายสรยุทธจะไม่มีผลกระทบต่อผังรายการของช่อง เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล รายการที่ผลิตโดยบริษัท ไร่ส้ม ทุกรายการ ไม่ว่าจะเป็น รายการเรื่องเล่าเช้านี้ หรือรายการเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ ยังคงออกอากาศตามปกติ ส่วนจะเปลี่ยนแปลงผู้ดำเนินรายการหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ผลิตอีกครั้งหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับช่อง

กสทช.ถกปมสรยุทธจี้ยุติหน้าที่

            ขณะที่พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการ กสทช. ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาผังรายการและเนื้อหารายการ เปิดเผยว่า วันที่ 1 มีนาคม คณะอนุกรรมการฯ จะประชุมเพื่อพิจารณาคดีที่นายสรยุทธ ผู้ดำเนินรายการของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ถูกศาลตัดสินในคดี บริษัท ไร่ส้ม ไม่ได้จ่ายเงินค่าโฆษณาให้แก่ อสมท ส่งผลให้เกิดความเสียหายกว่า 138 ล้านบาท แม้กฎหมายของ กสทช.ไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าต้องเอาผิดกับผู้ดำเนินการ ที่โดนคดีอาญา แต่ กสทช. มีกฎที่ใช้บังคับกับผู้ประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์ ที่รับใบอนุญาตกับ กสทช. ตามมาตรา 29 พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ปี 2551 และ ประกาศ กสทช.เรื่องหลักเกณฑ์ และวิธีการอนุญาตการให้บริการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ ปี 2555 มาตรา 14 ที่มีเนื้อหากำหนดให้ผู้ถือใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ ต้องดูแลเนื้อหา และผู้ผลิตรายการของทางสถานีด้วย

            พล.ท.พีระพงษ์ ระบุว่า ผลเป็นทางการต้องรอการประชุมของคณะอนุกรรมการฯ แต่หากความเห็นส่วนตัวมองว่าผู้ที่เป็นสื่อสารมวลชนและมีบทบาทมีชื่อเสียงในสังคม หากโดนศาลตัดสินเช่นนี้แล้วก็ไม่เหมาะสมอีก หากจะต้องมานั่งดำเนินรายการ