ข่าว

สปท.ถกปฏิรูปตำรวจชงก.ตร.เลือกผู้นำสีกากี

สปท.ถกปฏิรูปตำรวจชงก.ตร.เลือกผู้นำสีกากี

01 มี.ค. 2559

สปท.ถกปฏิรูปตำรวจชงก.ตร.เลือกผู้นำสีกากี

           กลายเป็นปมร้อนกรณี พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ส่งไลน์พาดพิง “พล.อ.” มีส่วนเกี่ยวข้องการรับผลประโยชน์โยกย้ายข้าราชการตำรวจ ส่งผลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกหมายเรียกมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และอาจถึงขั้นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติฟ้องร้องกระทำให้เสื่อมเสียหมิ่นประมาทอีกด้วย

           ขณะเดียวกันการปฏิรูปตำรวจก็กำลังอยู่ในขั้นหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะสรุปส่งให้รัฐบาลพิจารณา ซึ่งทิศทางการปฏิรูปตำรวจก็ยังมีความเห็นต่างกันอยู่

           เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยมี ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท.เป็นประธานในที่ประชุม เพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง “ความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลของตำรวจจากการแทรกแซงทางการเมือง”

           พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน โฆษก กมธ.สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ชี้แจงว่า การปฏิรูปตามแนวทางรายงานฉบับนี้ ยอมรับว่าเป็นการย้อนยุค เพราะได้นำเอาแนวทางการปฏิรูปตำรวจตั้งแต่ปี 2405 มาปรับใช้ เพราะตั้งแต่สมัยรัฐบาลปี 2547 เป็นต้นมา ต้องการทำให้องค์กรตำรวจอ่อนแอ สร้างรัฐตำรวจและย่ำยีองค์กรตำรวจโดยการให้นายกรัฐมนตรีมานั่งเป็นประธานสำนักงานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เพื่อแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และยังตั้งนายกฯเป็นประธานสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) เพื่อให้ตั้งนายพลทั้งหมด เราจึงมักเห็นรองผบ.ตร.ของไทยเดินตามนายกฯ ไปทุกที่

           ดังนั้น กมธ.จึงเสนอแนวทางการปฏิรูปโดยปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของ ก.ตร. โดยทำให้ ก.ตร.เป็นองค์กรบริหารงานบุคคลเพียงองค์กรเดียว มีความเป็นอิสระ ปราศจากการถูกครอบงำทางการเมือง และให้ ก.ตร.เป็นผู้พิจารณาแต่งตั้ง ผบ.ตร.ด้วย และให้การบริหารงานบุคคลในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เป็นไปในทำนองเดียวกับคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ของสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.)

           ทั้งนี้ ยังปรับให้ ก.ตร.เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.ตร. แทน ก.ต.ช. รวมทั้งให้มีหน้าที่ติดตามตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานของ ผบ.ตร.ด้วย ส่วนบทบาทของ ก.ต.ช.ได้กำหนดให้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารบุคคลอีกต่อไป แต่ยังให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก.ต.ช. เพื่อขับเคลื่อนการทำงานเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลเหมือนเดิม

           พล.ต.ท.อำนวย กล่าวอีกว่า สำหรับกระบวนการสรรหาบุคคลแต่งตั้งผบ.ตร. แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งที่ 44/2558 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2558 แก้ไขเพิ่มเติมให้ ผบ.ตร.เสนอรายชื่อบุคคลที่จะเป็น ผบ.ตร.คนใหม่ต่อ ก.ต.ช.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนเสนอนายกฯ ให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง แต่กระบวนการก็ยังคงต้องให้ ก.ต.ช.พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน ซึ่งประธาน ก.ต.ช.ก็คือนายกรัฐมนตรี ซึ่งยังเป็นฝ่ายการเมืองอยู่ดี ดังนั้น กมธ.จึงเสนอให้การแต่งตั้ง ผบ.ตร. ควรดำเนินการโดย ก.ตร.เพียงองค์กรเดียว โดยให้ ก.ตร.พิจารณาคัดเลือกตำรวจจากตำแหน่ง จเร และรอง ผบ.ตร. หรือเทียบเท่ายศ พล.ต.อ. เข้าสู่กระบวนการสรรหา

           ทั้งนี้ ผู้เข้ารับการสรรหาต้องแสดงวิสัยทัศน์ จากนั้นให้ ก.ตร.พิจารณาผู้ที่เหมาะสมเป็น ผบ.ตร.มา 1 รายชื่อ เสนอให้นายกฯดำเนินการนำรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ ต่อไป โดย กมธ.ได้กำหนดระยะเวลาการปฏิรูปให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ภายในรัฐบาลนี้ หากมีปัญหาในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ก็ให้นายกฯ ใช้มาตรา 44 แก้ไขความใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางการปฏิรูปที่ กมธ.เสนอ

           ขณะที่ สมาชิก สปท.ได้ลุกขึ้นแสดงความเห็น โดย “นิกร จำนง” อภิปรายว่า ที่ผ่านมาเรามองว่าองค์กรตำรวจถูกแทรกแซงจากภายนอก โดยอำนาจนายกรัฐมนตรี ที่สามารถแต่งตั้ง ผบ.ตร.ได้ ซึ่งแผนงานปฏิรูปที่ถูกเสนอมานี้ เรากำลังจะทำให้ตำรวจเป็นเหมือนกึ่งองค์กรอิสระดูแลกันแต่งตั้งกันเอง แต่องค์กรตำรวจนั้นมีหน้าที่ทำตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งการให้รัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย โดยมองมุมหนึ่งก็เป็นการแทรกแซง แต่หากมุมอีกมุมก็เป็นระบบการทำงาน เพราะตำรวจเกรงใจนักการเมือง นักการเมืองเกรงใจประชาชน และประชาชนก็กลัวตำรวจ

           “หากตำรวจมีโครงสร้างแบบนี้แล้ว ใครจะเป็นคนควบคุมตำรวจ เพราะรัฐบาลมีอำนาจแต่งตั้งและถอดตำแหน่ง ผบ.ตร. แต่อำนาจนั้นก็มาจากประชาชน ซึ่งจะถูกเอาคืนทุก 4 ปี ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า หากมีการใช้อำนาจส่วนนี้กันเองแล้วมีปัญหาขึ้นมา ใครจะเป็นผู้ดูแล ที่ผ่านมาเราพูดแต่เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างของตำรวจ แต่ไม่ได้กล่าวถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้พวกเขาเป็นรายบุคคล เพราะงานตำรวจถือว่าทำงานหนักแต่ได้เงินน้อย หากตำรวจมีสวัสดิการที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ พวกเขาก็จะไม่ถูกกดดันโดยอำนาจภายนอก โดยเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ควรให้ความสนใจ”

           ด้าน “วันชัย สอนศิริ” สมาชิก สปท. กล่าวว่า ที่ผ่านมา สปท.ยังไม่ได้มีงานปฏิรูปที่เป็นชิ้นเป็นอัน หากใช้อำนาจมาตรา 44 ตามที่พล.ต.ท.อำนวย เสนอมาแล้วปฏิรูปเรื่องนี้สำเร็จได้ก็จะกลายเป็นผลงานชิ้นเยี่ยมของ สปท. แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่าข้อเสนอที่ปรับปรุงให้ ก.ตร.มีอำนาจเลือก ผบ.ตร.ได้นั้น เมื่อดูโครงสร้างของ ก.ตร.แล้วจะพบว่ามีรอง ผบ.ตร.และจเรตำรวจจำนวนหนึ่ง เข้าร่วมใน ก.ตร.ด้วย ซึ่งทำให้มีความได้เปรียบเสียเปรียบที่ต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ชิงตำแหน่งที่ไม่มีความใกล้ชิดกับ ก.ตร. และตัวประธาน ก.ตร.ก็เป็นอดีตข้าราชการตำรวจยศ พล.ต.อ. ก็เป็นที่น่าถามว่าองค์กรนี้จะขับเคลื่อนโดยข้าราชการเกษียณหรืออย่างไร

           ส่วน “กษิต ภิรมย์” อภิปรายว่า วันนี้ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป มีคดีความเกี่ยวกับ สตช. แต่เรากำลังจะมีข้อเสนอปฏิรูปให้ สตช.เป็นองค์กรอิสระปลอดจากการเมือง เรื่องนี้จะเป็นการหนีเสือปะจระเข้หรือไม่ เพราะประเทศที่มีประชาธิปไตยจะต้องมีระบบตรวจสอบถ่วงดุล แต่ข้อเสนอนี้เมื่อ สตช.เป็นอิสระแล้วกลับไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล จึงขอเสนอให้ประชาชนเป็นผู้ตรวจสอบ โดยตำแหน่ง ผบ.ตร. หรือหัวหน้าสำนักงานตำรวจระดับเทศบาลเมือง อาจให้มีการสมัครกันเข้ามา แล้วให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเลือก แบบนี้จึงจะมีความน่าเชื่อถือ

           ทั้งนี้ เห็นว่า กมธ.ยังไม่ได้จัดลำดับความสำคัญที่ถูกต้องว่าการปฏิรูป สตช.ที่แท้จริงควรทำอย่างไร เพราะขนาดการแต่งตั้ง ผบ.ทบ.ในยุครัฐบาลนี้ ไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้อง แต่ทำไมยังมีข่าวลือและข้อครหามากมาย เพราะฉะนั้นถ้าจะให้พวกเราพิจารณาเห็นชอบให้ สตช.เป็นอิสระคิดว่าจะมีความเสียหาย ศักดิ์ศรีของนายตำรวจดีๆ จะหมดไปหรือไม่ วันนี้เราต้องเอาความจริงมาพูดกัน โดยต้องไม่ทำเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องทำเพื่อประชาชนโดยเอาความจริงมาพูดกัน อย่าหลอกตัวเอง และหลอกประชาชน

           ขณะที่ “สังศิต พิริยะรังสรรค์” กล่าวว่า ตอนนี้ กมธ.กำลังปฏิรูปองค์กรตำรวจโดยลดอำนาจของนักการเมืองลง แต่กลับให้อำนาจไปอยู่ในมือตำรวจเพียงกลุ่มเดียว สิ่งที่ กมธ.ไม่ได้พูดถึง คือระบบวัฒนธรรมของตำรวจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะตำรวจมาจากสถาบันเดียวกันจึงทำให้เกิดระบบอุปถัมภ์เป็นอย่างมาก โดยสิ่งที่ กมธ.ตั้งใจ คือต้องทำให้องค์กรตำรวจเป็นอิสระ แต่นอกจากเป็นอิสระจากการเมืองแล้ว ยังทำให้เป็นอิสระจากประชาชนด้วย เพราะตำรวจจะโปร่งใสต้องมีระบบการตรวจสอบที่ดี

           “ตัวอย่างที่จะทำให้องค์กรตำรวจมีความโปร่งใส คือต้องกระจายอำนาจลงท้องถิ่น องค์กรที่จะได้รับการปฏิรูปต้องส่งสัญญาณให้กับประชาชนรู้ว่าพร้อมแล้วที่จะได้รับการปฏิรูป แต่กรณีของ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป เท่ากับว่า องค์กรตำรวจยังไม่มีความพร้อมที่จะปฏิรูป ทั้งที่สิ่งที่เป็นประเด็นดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายตำแหน่ง การรับส่วยก็เป็นที่รับรู้ของสังคมทั่วไปอยู่แล้ว”

           ขณะเดียวกันสมาชิก สปท.ได้อภิปรายอย่างกว้างขวาง ต่อมาที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบกับรายงานดังกล่าวด้วยคะแนน 100 ต่อ 30 งดออกเสียง 48 โดย กมธ.จะนำความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงแก้ไขก่อนส่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายใน 7 วัน