
อภิสิทธิ์แนะภาคธุรกิจปรับตัวรับเศรษฐกิจฟื้น
อภิสิทธิ์แนะภาคธุรกิจปรับตัวรับเศรษฐกิจฟื้น แย้มเก็บภาษีเกินเป้า อาจกู้เงินน้อยลง ชี้ โลกไม่ได้หมุนที่ผบ.ตร.
เมื่อเวลา 19.10 น. ของวันที่29 ก.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งในการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Top Issues for Business in Thailand” ในพิธีประกาศผลและมอบรางวัลพระราชทาน “THAILAND CORPORATE EXCELLENCE AWARDS 2008” ซึ่งจัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่โรงแรมพลาซ่าแอทธินีว่า ตนเป็นคนที่เชื่อในเรื่องของศักภยภาพของเอกชนและกลไกตลาดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และตนไม่เชื่อว่าภาครัฐหรือการเมืองจะชี้นำ การประกอบธุรกิจของเอกชนว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งตนเป็นนักเศรษฐกิจศาสตร์พบว่าจะเกิดขึ้นน้อยมากในประวัติศาสตร์ที่ภาครัฐชี้นำแล้วจะประสบความสำเร็จ เพราะต้องอาศัยเงื่อนไขเฉพาะ แต่ไม่คิดว่าเป็นปัญหาถ้ามีการจัดแบ่งบทบาทกันได้อย่างชัดเจน
“ภาครัฐชี้นำหลายครั้งมีความล้มเหลวในหลายครั้ง ผมใช้ชีวิตเป็นนักการเมืองมา ถ้าไม่มีสมาธิต่อสภาพสังคมภาพใหญ่ก็จะเขวได้ง่าย เพราะตอนนี้เหมือนโลกทั้งโลกหมุนอยู่กับตำแหน่งผบ.ตร. ทั้งที่เรื่องที่ใหญ่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจสังคม และเรื่องที่เถียงกันก็เป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเร็วๆนี้ก็จะทราบถึงตำแหน่งของผบ.ตร.”นายกฯ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลอยากเป็นกำลังใจในการฟันฝ่าวิกฤติตรงนี้ อย่างไรก็ตามสภาพของโลกที่ไร้พรหมแดนและการตลาดเสรี รวมทั้งอิงกลไกตลาด เราปฏิเสธไม่ได้ว่ากลไกตลาดมีความโหดร้าย และคนที่รับผลกระทบก็ย่อมมีความรู้สึกว่าไม่ดี ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้วในการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก
“อย่างไรก็ตามถ้าในวันนี้กิจการของท่านยังยืนอยู่หรือขยายตัว สิ่งที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์คือการเตรียมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างไร ไม่ใช่มัวพะวง ลังเลหรือรีรอโอกาส แต่ผมไม่ได้หมายความว่าท่านจะผลีผลามในการลงทุน แต่คิดว่าเป็นจังหวะที่ควรดูว่าเศรฐกิจ เพื่อฉวยโอกาสที่วันนั้นมาถึง เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในการแข่งขันต่อไป” นายกฯ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เชื่อว่าการหดตัวของเศรษฐกิจขณะนี้ ทำให้ในที่สุดแล้วการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างช้าที่สุดก็จะเกิดขึ้นในต้นปีหน้า ก็ยังมั่นใจว่าปลายปีนี้จะได้ตัวเลขเป็นบวก โดยมีสัญญาณชี้วัดดูไตรมาสต่อไตรมาสก็พบสัญญาณทางบวกตั้งแต่เดือนมิถุนายน ซึ่งวันนี้ตนรับรายงานจากกระทรวงคลังในการประชุมครม.เศรษฐกิจ ก็พบว่าการจัดเก็บภาษีต่างๆดีกว่าที่มีการประมาณการมากกว่าต้นปีที่ผ่านมา ดังนั้นการกู้เงินก็อาจจะต่ำกว่าที่ตั้งเอาไว้มาก อย่างไรก็ตามการมองไปข้างหน้าและเตรียมความพร้อมในการแข่งขันจึงเป็นหัวใจสำคัญ
นายกฯ กล่าวถึง การเป็นตลาดเดียวของกลุ่มอาเซียนซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นภายในหนึ่งปีตามข้อกำหนดว่า ตลาดจากอาเซียนเป็นโอกาสที่สำคัญ ถ้าเรามองเลยผ่านอาเซียนไปก็จะพบประเทศจีนและอินเดีย ที่มีความสำคัญ เพราะเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย อเมริกา แคนาดาที่จับจ้องเศรษฐกิจของอาเซียนอยู่ อย่างไรก็ตามปัจจุบันถ้ามาตรฐานการทำธุรกิจของท่านไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือการมีส่วนร่วมกับชุมชน ก็เป็นเรื่องยากและจะถูกกดดันจากสังคม ดังนั้นจึงควรปรับโครงสร้างและมีความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมก็จะได้ไม่เป็นอุปสรรคในอนาคตด้วย ซึ่งงานด้านสิ่งแวดล้อมของภาครัฐก็ทำเช่นกัน เพราะถ้าไม่ทำมิติด้านนี้ก็จะไม่เป็นตามแผนงานที่วางไว้
“ผมเป็นนักการเมือง คงไม่รู้ดีเท่ากับภาคเอกชน ทั้งนี้ภาครัฐกับเอกชนต้องทำงานร่วมกัน และการทำงานของผมต้องรับฟังทุกเสียงเหมือนที่ทำมาครึ่งปีกว่า บางเรื่องตอบสนองได้ และบางเรื่องก็ต้องรับฟังส่วนอื่นด้วย และต้องชี้แจงว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ แต่ครึ่งปีที่ผ่านมาของขอบคุณในความร่วมมือ และผมมั่นใจในศักภาพของประเทศไทยที่จะหลุดออกมาจากวิกฤติ” นายกฯ กล่าว



