
รถพระน้ำฝนส่อสำแดงเท็จคล้ายJ72
ดีเอสไอ สืบค้นข้อมูลรถโบราณ พบรถหลวงพี่น้ำฝน ใกล้เคียง แพนเธอร์ J72 ชี้หากเป็น J72 จริงถือเป็นการสำแดงเท็จแจงตั้งแต่ต้น
ความคืบหน้าการตรวจสอบรถยนต์จากัวร์ในความครอบครองของ “คมน์กฤตย์ สุนทรสุวรรณ” หรือพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ (หลวงพี่น้ำฝน) เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ภายหลังผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทจากัวร์ตรวจสอบหมายเลขตัวถังและหมายเลขเครื่องยนต์จากรถยนต์จากัวร์ในชื่อครอบครองของหลวงพี่น้ำฝน โดยไม่พบในสารบบรถยนต์ของจากัวร์ ชุดสืบสวนจึงสืบค้นข้อมูลเปรียบเทียบกับรถยนต์ยี่ห้อแพนเธอร์ พบข้อมูลใกล้เคียงว่า รถยนต์ของหลวงพี่น้ำฝนอาจเป็นแพนเธอร์ J72 หรือไม่ โดยรถรุ่นนี้ผลิตในปี ค.ศ.1972-1981 ผลิตออกมาประมาณ 368 คัน ออกแบบโดยโรเบิร์ต แจนเคิล ผลิตโดยบริษัทแพนเธอร์ เวสต์ไวนด์ส คาร์ คอมพานี โดยแพนเธอร์ J72 เป็นรถสไตล์จากัวร์ รุ่น SS 100 มีเครื่องยนต์ขนาดตั้งแต่ 3.8, 4.2 และ 5.2 12 วาล์ว 2 ที่นั่ง ตัวถังผลิตจากอะลูมิเนียม เบื้องต้นสันนิษฐานว่ารถยนต์รุ่นนี้เป็นรุ่นที่แพนเธอร์ซื้อสิทธิบัตรจากจากัวร์ เพื่อผลิตเลียนแบบรถยนต์จากัวร์โบราณ แต่ไม่สามารถติดต่อผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทแพนเธอร์ให้ร่วมตรวจสอบสภาพทางกายภาพที่วัดไผ่ล้อมในวันพุธที่ 2 มีนาคมได้ เนื่องจากไม่มีตัวแทนบริษัทแพนเธอร์ในประเทศไทย เนื่องจากรถยนต์ยี่ห้อนี้คนทั่วไปไม่มีใช้ แต่ซื้อขายและใช้กันในแวดวงมหาเศรษฐี หรือเจ้าขุนมูลนายในอดีตเท่านั้น
“สำหรับรถคันดังกล่าวสำแดงราคานำเข้าเกินกว่า 4 ล้านบาท ชำระภาษีในรูปแบบรถจดประกอบ อัตรา 70% ไว้ประมาณ 1.7 ล้านบาท แต่หากรถยนต์คันดังกล่าวนำเข้าเป็นชุดสำเร็จทั้งคัน ไม่ได้แยกชิ้นส่วนมาเพื่อจดประกอบ จะต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตรา 300% ประมาณการว่าอัตราภาษีที่ต้องชำระจริงให้แก่รัฐอยู่ที่ 6 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมค่าปรับตามกฎหมายศุลกากร” แหล่งข่าว กล่าว
แหล่งข่าวระบุด้วยว่า สาเหตุที่ดีเอสไอต้องนำผู้เชี่ยวชาญไปตรวจสอบรถที่วัดไผ่ล้อมอีกครั้ง เพื่อให้ได้ความชัดเจนว่ารถยนต์มีร่องรอยของการประกอบขึ้นใหม่จากอะไหล่ชิ้นส่วนต่างๆ หรือเป็นรถที่นำเข้าเป็นชุดสำเร็จทั้งคัน รวมทั้งจะตรวจสอบว่าเป็นรถยี่ห้อใดระหว่างจากัวร์กับแพนเธอร์ โดยเอกสารนำเข้าที่สำแดงต่อกรมศุลกากรระบุเป็นรถจากัวร์ ในขั้นตอนจดประกอบเพื่อชำระภาษีสรรพสามิตระบุเป็นรถแพนเธอร์ และในชั้นจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกระบุเป็นรถจากัวร์ โดยมีลายมือของเจ้าหน้าที่ขนส่งฯ เขียนระบุในวงเล็บว่าเป็นจากัวร์ (แพนเธอร์) อย่างไรก็ตามหากพิสูจน์ว่ารถของหลวงพี่น้ำฝนเป็นแพนเธอร์ J72 ก็ถือว่าได้เป็นการสำแดงเท็จตั้งแต่ต้น
วันเดียวกัน นายศุภภัทร์พจน์ นิติศศธร ไวยาวัจกรและฝ่ายกฎหมายวัดไผ่ล้อม เปิดเผยว่า ตามที่ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะหัวหน้าชุดสืบสวนคดีรถยนต์จดประกอบเลี่ยงภาษีได้อ้างว่า สาเหตุที่ดีเอสไอต้องตรวจสอบซ้ำรถของหลวงพี่น้ำฝน เนื่องจากการตรวจครั้งแรกยังไม่แล้วเสร็จ เป็นการตรวจสอบเพียงทางกายภาพว่า ถอดออกหรือประกอบใหม่หรือไม่อย่างไร แต่ครั้งนี้จะเป็นการตรวจสอบตามแนวทางการสืบสวนที่พบข้อมูลเพิ่มเติมนั้น ทางฝ่ายกฎหมายเห็นว่า การตรวจสอบรถยนต์จดประกอบดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของดีเอสไอทางวัดไม่ขัดข้อง เพราะไม่ว่าดีเอสไอจะตรวจสอบรายปีหรือรายเดือนหรือวันนั้น ทางวัดยินดี แต่ที่สำคัญดีเอสไอต้องตอบสังคมให้ได้ว่า เหตุใดดีีเอสไอจึงเจาะจงตรวจสอบเฉพาะรถยนต์จำนวนเพียง 2 คัน ในประเทศนี้ คือรถวัดปากน้ำ กับรถวัดไผ่ล้อม
“ดีเอสไอต้องตอบให้ได้ โดยเฉพาะรถวัดไผ่ล้อมตรวจสอบซ้ำถึง 2 รอบ และไม่มีหลักประกันว่าจะตรวจสอบซ้ำอีกกี่ครั้ง ที่สำคัญผมตั้งข้อสังเกตในการตรวจสอบครั้งแรกเป็นการตรวจสอบรถถึง 7 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทางคดี หากจะบอกว่า ตรวจไม่ละเอียด ตรวจไม่แล้วเสร็จ มันฟังไม่ขึ้นแน่นอน” นายศุภภัทรพจน์กล่าว
ส่วนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้สัมภาษณ์ว่าได้เรียกอธิบดีดีเอสไอเข้าพบ และกำชับให้ตรวจสอบรถยนต์จดประกอบ 6,000 คันนั้น นายศุภภัทร์พจน์กล่าวว่า อยากให้สังคมช่วยกันพิจารณาดูว่า ทำไมเพิ่งให้ตรวจสอบในตอนนี้ ทั้งที่ระยะเวลาผ่านนานมาก จึงแสดงให้เห็นว่าในจำนวนรถ 6,000 คันนั้น ไม่ได้ตรวจสอบมาก่อนเลยแม้แต่คันเดียว คงตรวจสอบแต่รถวัดปากน้ำกับรถวัดไผ่ล้อมเท่านั้น
“ที่ระบุว่าต้องตรวจสอบ 2 คันนี้ก่อน เพราะมีผู้แจ้งความกล่าวโทษ ถ้าไม่ตรวจสอบอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญาเป็นเจ้าพนักงานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 นั้น ขอเรียนว่า คดีรถจดประกอบนั้นเป็นคดีอาญาแผ่นดิน หรือความผิดต่อรัฐ ไม่จำเป็นต้องมีผู้แจ้งความกล่าวโทษ ดีเอสไอสามารถตรวจสอบได้เลยทันทีเช่นเดียวกันกับรถยนต์ 2 คันนี้ การที่ไม่แตะต้องรถจำนวน 6,000 คันเลยแม้แต่คันเดียว แต่กลับเจาะจงตรวจรถยนต์แค่ 2 คัน และบางคันตรวจแล้วตรวจอีก ตรงนี้ต่างหากอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157” นายศุภภัทร์พจน์ กล่าว
นายศุภภัทร์พจน์กล่าวต่อว่า รถยนต์จดประกอบของหลวงพี่น้ำฝนนั้น ลูกศิษย์ที่ต่างประเทศเป็นผู้ถวายและจัดส่งมาให้เพื่อเก็บไว้ให้คนรุ่นหลังได้เยี่ยมชมศึกษา และที่ผ่านมาหลวงพี่น้ำฝนก็ไม่เคยนำมาใช้เป็นการส่วนตัวแม้เพียงครั้งเดียว ส่วนรถยนต์จะยี่ห้อแพนเธอร์หรือจากัวร์ พระท่านคงไม่รู้เพราะเป็นเรื่องทางเทคนิค ส่วนการนำเข้าก็จ่ายภาษีตามที่ศุลกากรประเมินและเรียกเก็บ การจดประกอบก็จ่ายภาษีตามที่กรมสรรพสามิตประเมินและเรียกเก็บ ฉะนั้นดีเอสไอจึงต้องไปตรวจสอบกับกรมศุลกากรและกรมสรรพสามิตว่าประเมินภาษีและเรียกเก็บภาษีกันอย่างไร และกรมการขนส่งทางบกก่อนที่จะจดทะเบียนออกสมุดคู่มือจดทะเบียนให้มีการตรวจสอบรถกันอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าเป็นการกลั่นแกล้งและเลือกปฏิิบัติหรือไม่ นายศุภภัทร์พจน์กล่าวว่า คงจะไปกล่าวหาอย่างนั้นไม่ได้ แต่อยากให้สังคมพิจารณาและจับตาดูเรื่องนี้ให้ดี มันแปลกๆ อยู่ รถยนต์ 6,000 คัน คนเขานำเข้ามาใช้เอง ส่วนรถวัด 2 คัน พระท่านนำเข้ามาจอดให้คนไว้ดูไว้ศึกษาแต่ปัญหามันเกิดเฉพาะรถ 2 คันนี้
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่วัดไผ่ล้อมพบว่าคึกคักกว่าปกติที่ผ่านมา เพราะตั้งแต่เช้าจรดเย็นมีพุทธศาสนิกชนผู้คนจำนวนมากเดินทางมาทำบุญ โดยเฉพาะที่ศาลาปุริมานุสรณ์ (ศาลาการเปรียญ) ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานสังขารหลวงพ่อพูล พบว่าญาติโยมจำนวนมากต่างเข้าคิวรอกราบสักการะขอพร พร้อมรอกราบนมัสการหลวงพี่น้ำฝน เพื่อให้เจิมแป้งนะเมตตามหามงคลที่หน้าผาก มือ และกระเป๋าสตางค์ รวมทั้งร่วมพิธีสวดสะเดาะเคราะห์เสริมบารมี



