
เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ ปลุกความกล้า เพื่อการเปลี่ยนแปลง
TEDxChiangMai 2016
หลายคนรู้จัก TED Talks ว่าเป็นเวทีระดับโลก ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้มีชื่อเสียง และคนมีแนวคิดดีๆ ได้มานำเสนอเรื่องราว เพื่อเผยแพร่ความคิดและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ฟัง ประเด็นครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยี การศึกษา การออกแบบ วัฒนธรรม สังคม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ เวที TED Talks จัดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเป็นประจำทุกปีมาเป็นเวลากว่า 30 ปี มีคนเป็นวิทยากรร่วมเวทีมาแล้วเกือบ 2,000 ราย มีผู้รับชมทั้งในเวทีและผ่านสื่อออนไลน์มากกว่า 500 ล้านคน
ในประเทศไทยเองได้มีการจัดงาน TEDx ขึ้น เช่นเดียวกับหลายๆ ประเทศ โดยผู้จัดงานแต่ละรายจะต้องได้รับอนุญาตและลิขสิทธิ์จาก TED Talks ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงกำไร ให้ สามารถนำรูปแบบไปจัดได้ภายใต้ข้อกำหนด และเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้ ได้มีการจัดงาน TEDxChiangMai 2016 ขึ้น ภายใต้แนวคิด “Dare to… (กล้าที่จะ...)”เพื่อเป็นเวทีสำหรับเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่ และคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจ ให้คนเรากล้าที่จะลุกขึ้นมาคิดและทำอะไรใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้ในอนาคตโดยการจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาคีหลายภาคส่วน รวมถึงมูลนิธิมั่นพัฒนา ที่เล็งเห็นถึงคุณค่าของเวทีในครั้งนี้เช่นกัน
มาร์ติน เฟ็นสกี้-สตาล์ลิ่ง ผู้จัด TEDxChiangMai 2016 กล่าวว่า เขาและเพื่อนอาสาสมัครร่วมกันจัด TEDx ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2554 มีผู้ฟังประมาณ 100-200 คน และจัดต่อเนื่องทุกปี ซึ่งในปีนี้ มีผู้ซื้อบัตรเข้าร่วมงานจำนวนกว่า 1,200 คน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางเพื่อมาร่วมงานนี้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ ยังมีผู้รับชมการถ่ายทอดสดผ่านช่องทาง Line Application ของ AIS และระบบอินเตอร์เน็ต live stream อีกกว่า 900,000 ราย
การจัดงานเกิดจากความร่วมมือของอาสาสมัคร ทั้งการกำหนดแนวคิดและตัวบุคคลเพื่อร่วมนำเสนอเนื้อหา โดยพิจารณาให้เวทีมีความหลากหลาย ที่สำคัญคือทุกคนเป็นผู้พูดทุกคนคือผู้ที่ลงมือทำจริง
“เราคัดเลือกคนที่ทำจริงๆ ถึงจะเป็นเรื่องเล็กๆ และสิ่งที่ทำอาจยังไปได้ไม่ไกล แต่คนเหล่านี้ เวลาที่เขาพูดจะออกจากใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นได้อย่างแท้จริง”
นอกจากจำนวนผู้เข้าร่วม รวมถึงความประทับใจและพึงพอใจของผู้ที่รับฟัง ยังมีคุณค่าและความสำเร็จของ TEDx ที่สำคัญ ซึ่งผู้จัดระบุว่า คือการเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานซึ่งมาจากวิชาชีพและภูมิหลังที่แตกต่าง ได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ เพื่อสานสัมพันธ์และเชื่อมโยงภารกิจการงานซึ่งกันและกันอีกด้วย
ภายในงานครั้งนี้ยังมีการจัดบูธกิจกรรม นิทรรศการ เวิร์คชอป และขายสินค้าที่น่าสนใจมากมาย จากหน่วยงานภาคีต่างๆ เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้มีโอกาสทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายร่วมกัน
และสำหรับเวที TEDxChiangMai2016 ในปีนี้ ได้รับเกียรติจากวิทยากรหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ จำนวนทั้งสิ้น 20 คน มาร่วมแบ่งปัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้รับชม
เปลี่ยนไทยรับกระแสโลก
กรณ์ จาติกวณิช ประธานกรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในหัวข้อ “สู่โลกใหม่ ไทยต้องเปลี่ยน” โดยนำเสนอแนวคิดว่าประเทศไทยไม่สามารถใช้ต้นทุนทางสังคมที่มีอยู่ เพื่อสร้างความได้เปรียบในตลาดโลกเช่นในอดีตอีกต่อไป พร้อมเล่าถึงการทำงานกับกลุ่มเพื่อน โดยมีโจทย์ว่า หนึ่ง ทำอย่างไรคนไทยจึงจะเข้าสู่ตลาดโลก และสอง ทำอย่างไรเกษตรกรจึงจะมีรายได้ดีขึ้น
ทั้งนี้ โดยดำเนินโครงการนำร่องให้อาสาสมัครต่างชาติสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนสำหรับเด็กยากจนในระดับชั้นอนุบาล และการจัดทำโครงการส่งเสริมเกษตรกรในจังหวัดทางภาคอีสานให้ปลูกและจำหน่ายข้าวหอมมะลิมีคุณภาพ หลังดำเนินการมาได้ระยะหนึ่ง พบว่ามีผลตอบลัพธ์ที่ดีทั้งสองโครงการ
“ทั้งครูอาสา เด็ก ผู้ปกครอง และเกษตรกร ใช้ความกล้าในการเข้าร่วมโครงการ เพราะต้องเปลี่ยนจากสิ่งที่เคยทำ คำถามก็คือ แล้วเรากล้าหรือไม่ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง กล้าไหมที่จะไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษเด็กยากจน ในฐานะผู้บริโภคเรากล้าซื้อข้าวคุณภาพดีในราคาถังละ 120 บาท ทั้งที่เราซื้อกาแฟแก้วเดียวในราคาที่สูงกว่านี้หรือเปล่า”
ประธานกรรมการนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าความเปลี่ยนแปลงในระดับชาติจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อน ร่วมมือร่วมแรงใจกัน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของคนไทยและการสร้างรายได้ให้กับเกษตรไทย
ภูมิรู้ชาวบ้าน อาหารในท้องถิ่น
กาย ไลย มิตรวิจารณ์ เคยเป็นนักออกแบบอาหาร วันหนึ่งเมื่อเขาตั้งคำถามกับงานที่กระตุ้นการบริโภคสิ่งสวยงามและมีราคาแพง เขาจึงเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศด้านมานุษยวิทยาอาหาร เพื่อเรียนรู้แง่มุมที่แตกต่างออกไป นั่นคือเรื่องความยั่งยืนทางอาหาร กายจึงเข้าใจถึงความเชื่อมโยงกันของการบริโภคตามกระแสที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ และผู้บริโภคไม่ได้รับสิ่งที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง เขาเริ่มหาความรู้เกี่ยวกับอาหารที่ผลิตจากชุมชนทั้งภายในไทยและต่างประเทศ
“อาหารในอดีตไม่ได้มีรูปทรง ขนาด และมีให้กินได้ตลอดทั้งปีเหมือนวันนี้ เพราะไม่ได้ผลิตเพื่อตอบสนองตลาด อาหารแต่ละชนิดผลิตได้ตามฤดูกาล หน้าตาไม่ได้สวยงาม แต่ใหม่สดรสชาติดี และชาวบ้านมีภูมิปัญญาถนอมอาหาร โดยไม่ต้องใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย”
กายเป็นผู้ก่อตั้ง FACT Collective บริษัทให้คำปรึกษาและบริการการเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจในหลักการความยั่งยืนและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน งานของเขาสามารถสร้างให้เกิดชุมชนผู้มีความสนใจที่มีความคิดแบบองค์รวมและให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อม
ศิลปะเพื่อคนไร้บ้าน
Hope bag for homeless คือหัวข้อของ ฐิตาภา ทินราช วัย 24 ปี เธอตระเวนพูดคุยกับคนไร้บ้านบริเวณท้องสนามหลวง รับฟังชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา ก่อนจะกลับมาออกแบบแผ่นไวนิลเหลือใช้เป็นกระเป๋าเดินทางที่ปรับเป็นถุงนอน รถเก็บของเก่าหลายแบบตามการใช้ชีวิตของคนไร้บ้านแต่ละราย
แรงบันดาลใจของเธอมาจากความรู้สึกด้านลบ ที่คิดว่าตัวเองไม่ประสบความสำเร็จ ถูกทอดทิ้งให้รั้งท้าย ขณะที่เพื่อนคนอื่นก้าวไปข้างหน้า เธอนึกถึงคนไร้บ้าน คิดว่าคนเหล่านี้ไม่มีใครสนใจ ถูกทอดทิ้งจากสังคม จึงเป็นจุดเริ่มที่ทำให้เธอกล้าพูดคุยกับพวกเขา และสร้างสรรค์ผลงานจากทักษะความรู้ที่มีอยู่
“มันทำให้รู้สึกถึงคุณค่าของศิลปะ ที่มากกว่าแค่ศิลปะ แต่สร้างจากการรับรู้ความทุกข์และความสุขของคน เป็นศิลปะที่มีประโยชน์ต่อชีวิต สิ่งที่อยากบอกก็คือ อย่ากลัวที่จะยื่นมือของเราออกไปเพื่อช่วยเหลือคนอื่นๆ” ฐิตาภา กล่าวทิ้งท้าย
นอกจากนี้ ยังมีวิทยากรที่นำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจ อาทิ ราเควล เชา จากฟิลิปปินส์ เธอเป็นเด็กยากจนจากท้องถิ่นห่างไกล แต่สร้างธุรกิจช็อกโกแลตให้มีชื่อเสียงระดับโลก ด้วยผลผลิตเมล็ดโกโก้ในท้องถิ่น ผนวกกับแรงบันดาลใจจากขนมของคุณยาย ในการสร้างธุรกิจที่มีรูปแบบการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน, ภราดล พรอำนวย อดีตสถาปนิก ที่ทิ้งวิชาชีพเพื่อค้นหาตัวเองผ่านการเดินทาง จนเกิดความคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตของผู้คนกับถิ่นที่อยู่อาศัย และก่อตั้งกลุ่ม “มือเย็น-เมืองเย็น” ทำกิจกรรมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองเพื่อให้คนตระหนักถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
ถือว่าเวที TEDxChiangMai 2016 ที่จัดขึ้นในปีนี้ บรรลุเป้าหมายทั้งในเรื่องของจำนวนผู้เข้าชม และกลุ่มผู้ฟังที่มีความหลากหลาย สามารถสร้างการรับรู้ต่อผู้ฟังถึงความเป็นจริงของสังคม ไม่ว่าจะเป็น เรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม การศึกษา ภาวะโลกร้อน การอนุรักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติ การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน อย่างน้อยเรื่องราวแต่ละเรื่องที่ถูกถ่ายทอดบนเวทีก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการจุดประกายความคิด สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ฟัง เพื่อกระตุ้นให้พวกเขาเกิดความกล้าที่จะ.. ฝัน ลงมือทำ และเปลี่ยนแปลงตนเอง เปลี่ยนแปลงสังคม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป



