
กระเป๋าไม้ก๊อกเกาะเทรนด์รักษ์โลกชูจุดต่าง'สร้างดีไซน์เอง'
กระเป๋าไม้ก๊อกเกาะเทรนด์รักษ์โลกชูจุดต่าง'สร้างดีไซน์เอง'เจาะตลาด : เรื่อง : ทัศน์วิมน สิงหะไชย ช่างภาพ : ธนาชัย ประมาณพาณิชย์
กระแสการตื่นตัวเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้เทรนด์สินค้ารักษ์โลกได้รับความนิยมจากผู้ซื้อตามไปด้วย ส่งผลให้ผู้ประกอบการหันมาผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งไม้ก๊อก (cork) เป็นเปลือกไม้ชั้นนอกของต้นโอ๊กชนิดหนึ่ง ที่มีคุณสมบัติเบา ทนไฟและยืดหยุ่น ซึ่งเรามักจะเห็นไม้ก๊อกถูกนำมาทำจุกไวน์และแชมเปญ แต่ปัจจุบันมีการนำไม้ก๊อกมาประยุกต์ทำเป็นสินค้าต่างๆ ตั้งแต่ของชิ้นเล็กๆ อย่างกระเป๋าสตางค์ จนถึงขนาดใหญ่อย่างวอลล์เปเปอร์ ฯลฯ จึงกลายเป็นสินค้าที่มาแรงและได้รับการตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดีในยุคนี้
กระเป๋าแบรนด์ “BoSoCute” หรือโบโซคิวท์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากไม้ก๊อก ของ “ภัทร” กมลภัทร นิลวงศ์ ก็นับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับการตอบรับอย่างดีและตอบโจทย์ลูกค้าที่รักษ์โลก แม้ในช่วงแรกของการเริ่มต้นผลิตและจำหน่ายกระเป๋าไม้ก๊อกจะไม่ได้รับความสนใจจากลูกค้าคนไทยมากนัก เพราะมองเป็นเศษขี้เลื่อย กระดาษสา หรือเปเปอร์มาเช่ แต่สำหรับต่างชาติจะรู้จักไม้ก๊อกดีอยู่แล้ว เมื่อเห็นสินค้าจึงเริ่มสั่งออเดอร์เข้ามา โดยเฉพาะตลาดในกลุ่มยุโรป
ภัทร เล่าว่า เริ่มต้นทำธุรกิจจากการขายเครื่องประดับแฮนด์เมด และเครื่องประดับบางส่วนที่ซื้อมาจากสำเพ็ง โดยเงินลงทุนก้อนแรกเป็นการหยิบยืมมาจากคุณแม่ 3 แสนบาท และถือว่าการลงทุนครั้งแรกประสบความสำเร็จมียอดขายน่าพอใจ สามารถนำเงินทุนมาใช้คืนคุณแม่ภายในเวลา 2 เดือนเท่านั้น ซึ่งตอนนั้นขายอยู่ที่โบนันซ่าย่านสยามสแควร์ ไปได้พื้นที่เล็กๆ กว้างเมตรคูณเมตร เป็นทำเลที่เปิด 4 ด้าน ค่าเช่าตกเดือนละประมาณ 3 หมื่นบาท
“หลังจากเรียนจบมาทำงานออฟฟิศได้ประมาณหนึ่งปี ก็อยากมีกิจการของตัวเอง แต่เราไม่มีเงินเก็บมากพอจะลงทุนอะไรใหญ่โต เลยมองหาทำเลที่จะทำธุรกิจเล็กๆ ที่ไม่ใช่งานประจำ พอได้พื้นที่ว่างที่โบนันซ่าก็ทำเครื่องประดับแฮนด์เมดขาย ซึ่งมีทั้งต่างหูราคาตั้งแต่ 29 บาท 39 บาท และสร้อยคอมือราคา 200-300 บาท และยังมีสินค้าจากสำเพ็งบางส่วนนำมาขายให้ลูกค้าด้วย ในแง่ยอดขายถือว่าประสบความสำเร็จเลยทีเดียว”
ภัทร บอกว่า เมื่อยอดขายถล่มทลายไปได้สวย จึงตัดสินใจขยายร้านเพิ่มอีก 3 ร้าน และเริ่มคิดแบบนักธุรกิจมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อพบว่าการรับสินค้าจากย่านสำเพ็งมาขายนั้น มีต้นทุนแพงก็เลยเดินทางไปยังประเทศจีนด้วยตัวเองเพื่อสั่งสินค้าเครื่องประดับจากจีนมาขายในประเทศไทย ซึ่งทำธุรกิจลักษณะนี้ได้อยู่ประมาณ 2-3 ปีก็ต้องเลิกไป เนื่องจากคู่แข่งจากประเทศจีนเข้ามาเปิดขายสินค้าในเมืองไทยเองในย่านสำเพ็ง และขายในราคาถูกว่าที่เธอนำเข้าจากประเทศจีน เพราะมีต้นทุนต่ำกว่า ทำให้ต้องมองหาธุรกิจใหม่ ซึ่งตั้งใจว่าต้องเป็นธุรกิจที่ปลุกปั้นด้วยตัวเองไม่พึ่งพิงสินค้าจากจีน นั่นเป็นจุดที่ทำให้มุ่งมั่นผลิตกระเป๋าภายในแบรนด์ของตัวเอง
“ช่วงหลังๆ แม่ค้าพ่อค้าจากจีนเข้ามาเปิดขายเครื่องประดับที่สำเพ็งเองเลย กลายเป็นราคาที่เราซื้อที่เมืองจีนมาขายที่เมืองไทยราคามันต่างกับราคาที่ส่งสำเพ็งไม่เยอะ ซึ่งของเราบินไปมีค่าเครื่องค่าต้นทุน ค่าโรงแรม ค่าขนส่งกลับ แต่คนจีนส่งคนมาอยู่ที่นี่ไม่กี่คน จะออเดอร์อะไรเขาสั่งทางอีเมลหรือโทรครั้งเดียวก็ได้ ซึ่งคนไทยขาย 500 บาท แต่เขาขายไม่ถึง 100 บาท จึงคิดว่าต่อไปจะทำอะไรที่พึ่งพาด้วยขาตัวเองดีกว่า”
ในช่วงแรกของการผลิตกระเป๋ามุ่งไปที่กระเป๋าหนังแก้ว หวังเจาะตลาดวัยรุ่นและชาวต่างชาติ แต่เมื่อทำธุรกิจมาได้ประมาณ 4-5 ปี กระแสแฟชั่นก็เริ่มเปลี่ยนไป กลายมาเป็นกระแสรักษ์โลกมาแรง เป็นจังหวะที่มีโอกาสไปเห็นไม้ก๊อก ได้รับรู้ถึงประโยชน์ต่างๆ เช่น มีการนำไม้ก๊อกมาทำเป็นวอลล์เปเปอร์ เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น เธอจึงเกิดไอเดียใหม่คือ นำไม้ก๊อกมาทำเป็นกระเป๋าสตางค์ ซึ่งเป็นการสั่งวัตถุดิบนำเข้ามาจากประเทศโปรตุเกส โดยนำเข้ามาเป็นแผ่นสำเร็จรูป
ทั้งนี้ ในช่วงแรกที่ยังไม่ค่อยรู้จักผู้นำเข้ามากนักก็สั่งเป็นแบบบดมาและอัดลงแผ่นมาเป็นลัง แต่เมื่อเริ่มรู้จักผู้นำเข้า รู้จักโรงงานก็ให้เขาทำให้เสร็จเป็นแผ่นสำเร็จรูป แม้จะแพงกว่าเป็นเท่าตัว แต่ทำให้ไม่ต้องไปติดต่องานหลายๆ ขั้นตอน และที่สำคัญคุณภาพดีกว่า มีความละเอียดไม่หยาบ โดยขั้นตอนการผลิตคือ อบไม้โอ๊กแล้วนำไปบดให้ละเอียด หลังจากนั้นนำมารมควันเพื่อป้องกันเชื้อรา แล้วนำไปอัดลงในพีวีซี เพื่อป้องกันน้ำ และให้เกิดความคงทน ซึ่งจะนำเข้ามาเป็นแผ่นสำเร็จรูปในราคาหลาละประมาณ 200 กว่าบาท ในแผ่นสำเร็จรูป 1 แผ่นจะสามารถผลิตกระเป๋าชิ้นเล็กๆ ได้เป็น 10 ชิ้น แต่หากเป็นกระเป๋าขนาดใหญ่หรือโฟลเดอร์จะทำสินค้าได้เพียง 2-3 ชิ้นเท่านั้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบและดีไซน์ที่นำมาทำ
ส่วนการดีไซน์รูปแบบกระเป๋าจะมีการนำวัสดุมาผสมผสาน (มิกซ์) กัน เช่น ข้างนอกเป็นตัวก๊อก แต่ข้างในเป็นพียูหนังแก้ว หรือเป็นแคนวาสบ้าง เนื่องจากลูกค้าบางรายไม่ชอบไม้ก๊อกอย่างเดียวบอกว่าเรียบไป ชอบให้เป็นสี บางคนขอมิกซ์กับหนัง ซึ่งก็จะมีออเดอร์เข้ามาเพราะนอกจากจะมีหน้าร้านแล้วเรายังรับผลิตเป็นโออีเอ็มให้แก่ลูกค้าด้วย
"เมื่อก่อนทำกระเป๋าหนังพียูไม่สามารถเจาะตลาดต่างประเทศได้ เนื่องจากสภาพของหนังพียูเมื่อถูกอากาศหนาวมากๆ จะทำให้หนังแตก แต่หลังจากเริ่มหันมาทำไม้ก๊อกตลาดยุโรปก็เริ่มเข้าไปเจาะตลาดได้ ส่วนตลาดใดที่ไม่เคยเหลียวแลพียูก็เจาะตลาดได้เช่นเดียวกัน รวมถึงประเทศออสเตรเลียที่มีหนังวัวหนังแกะดังๆ กระเป๋าไม้ก๊อกก็ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน"
กมลภัทร บอกว่า ปัจจุบันกระเป๋าที่ผลิตจากไม้ก๊อกมีมากกว่า 40-50 แบบ ขายในราคาปลีกที่ไม่สูงมากนักตั้งแต่ราคา 100 บาท เป็นกระเป๋าใส่นามบัตร ไปจนถึงราคา 800-900 บาท เป็นกระเป๋าโฟลเดอร์ หรือแฟ้มที่ใส่เอ4ได้ หรือใส่ไอแพด เจาะกลุ่มคนวัยทำงานและนักศึกษา และเป็นสินค้าที่มีออเดอร์เข้ามาเยอะในปีช่วงเทศกาลปีใหม่ นอกจากนี้ กระเป๋าของเธอยังได้มีการดีไซน์สินค้าให้มีรูปแบบที่เหมาะแก่การใช้งาน อาทิ เพิ่มช่องเก็บซิมการ์ดในกระเป๋าสตางค์หรือกระเป๋าเก็บพาสปอร์ตเพิ่มความสะดวกให้แก่ลูกค้าที่ใช้ซิมการ์ดหลายอันเวลาเดินทางไปต่างประเทศและไม่หล่นหาย ดังนั้น สินค้าจึงเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าทุกกลุ่มทั้งหญิงและชาย โดยเฉพาะคนที่รักษ์โลกและใส่ใจในสิ่งแวดล้อม จากเดิมที่เมื่อก่อนขายกระเป๋าหนังแก้วจะขายได้เฉพาะกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ภัทร ยอมรับว่า ในปัจจุบันเริ่มมีคนทำสินค้าจากไม้ก๊อกออกสู่ตลาดมากขึ้น แต่จุดเด่นของสินค้าโบโซคิวท์ที่แตกต่างจากคู่แข่งคือ การเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพ ใช้ซิปวายเคเค ตัดเย็บด้วยฝีมือคุณภาพมีผ้าซับข้างใน และที่สำคัญออกแบบมาเพื่อประโยชน์ของการใช้งานจริงๆ ไม่ใช่เน้นแค่แฟชั่นหรือฉาบฉวย ซึ่งจะแตกต่างจากสินค้าที่มีอยู่ในท้องตลาดทั่วๆ ไปที่ใช้ซิปไนลอนธรรมดา ไม่มีการกุ๊นซับใน และไม่มีการเคลือบไม้ก๊อกทำให้สินค้าเกิดการหลุดลอกได้ง่าย
“กระเป๋าก๊อกขายมา 7 ปีแล้ว แต่ลูกค้าที่ซื้อไป 5 ปีที่แล้วยังใช้อยู่ ซึ่งสีของไม้ก๊อกจะเข้มขึ้นไปตามกาลเวลา แต่ถามว่าลอกมั้ยก็ไม่ลอก ซึ่งเมื่อดำแล้วลูกค้าก็จะเปลี่ยนอันใหม่ หรือเอาผ้าชุบน้ำเปล่ามาเช็ด อย่างในสเปน กับโปรตุเกส เคยถามลูกค้าเขาแนะนำให้ใช้น้ำสบู่ลูบๆ แต่ในความเป็นจริง ถ้าไม่ได้สกปรกมาก แค่ใช้น้ำเปล่าเช็ดก็ออกแล้ว เพราะถ้าเอาน้ำสบู่เช็ดแล้วไม่สะอาด จะเป็นคราบเหนียวๆ ได้”
ภัทร บอกอีกว่า ก่อนที่จะนำไม้ก๊อกมาลงแผ่นจะมีการอบความร้อน ซึ่งถ้าทำเป็นจุกไวน์จะนำไปแค่อบไม่เคลือบ แต่หากนำมาทำกระเป๋าจะมีการอบความร้อน ใส่กันเชื้อราอยู่แล้ว ซึ่งการนำมาผลิตกระเป๋าเป็นงานประณีต และเป็นการประกบ ต้องทากาวต่อจึงจะเย็บต่อได้ มีขั้นตอนยุ่งยากกว่าการทำกระเป๋าที่เป็นงานเจียนขอบ โดยหนึ่งสัปดาห์พนักงานช่างจะผลิตได้ประมาณ 50 ใบต่อคน ซึ่งปัจจุบันมีทีมช่างทำกระเป๋าประมาณ 70 คน แต่ละคนจะทำหน้าที่แตกต่างกันไปตามความถนัดและเชี่ยวชาญ เช่น ช่างทำซิป หรือช่างเย็บ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในการทำธุรกิจที่ผ่านมาแม้จะประสบความสำเร็จในช่วง 1-2 ปีแรก แต่เธอกลับต้องเผชิญกับวิกฤติถึง 3 ครั้งด้วยกัน คือเหตุการณ์ไฟไหม้ย่านสยามสแควร์เมื่อปี 2553 ต่อมาได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 และล่าสุดผลกระทบจากระเบิดที่ราชประสงค์ ทำให้ธุรกิจที่กำลังไปได้สวยล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด แต่เธอก็ไม่ย่อท้อแล้วพลิกฟื้นธุรกิจกลับมาได้ทุกครั้ง
“จริงๆ ที่ท้อ เพราะสถานการณ์มากกว่าคือไฟไหม้ ซึ่งเมื่อก่อนมีร้านอยู่ที่สยาม 5 ร้าน พอต้องหยุดขายไม่ได้เปิดเป็นเดือน แล้วค่าเช่าไม่ได้ลด ขณะเดียวกันยังต้องจ่ายค่าจ้างให้กับพนักงานอีก 7 คน ก็มีแต่รายจ่าย ส่วนรายรับไม่มี พอได้เงินกู้จากเอสเอ็มอีแบงก์เข้ามาจุนเจือสภาพคล่องธุรกิจเริ่มจะฟื้น ก็เกิดน้ำท่วมอีก ตอนนั้นอยู่แพลทินัมแล้ว เริ่มขายส่งเริ่มมีสต็อก มีออเดอร์มีช่างเย็บ ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนที่ซื้อมาขายไปไม่ต้องรับผิดชอบขนาดนี้ ก็เลยกลายเป็นท้ออีก เงินที่เก็บมาก็หมด คนอื่นต้องยุบร้านต้องปิดกิจการหันไปทำอย่างอื่น แต่เรายังลุกได้ฟื้นได้”
ภัทร บอกว่า ปัจจุบันกระเป๋าโบโซคิวท์มีหน้าร้านอยู่ที่แพลทินัม จากเดิมที่เคยมีร้านค้าปลีกย่านจตุจักร สยามสแควร์ ซีดีซีที่ห้างเอ็มโพเรียม แต่หลังจากที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าชาวไทยมากขึ้น ทำให้เธอคิดว่าร้านค้าปลีกไม่ควรจะมีแล้ว แต่ขายให้กับร้านค้าส่งที่จตุจักรกรีน เทอร์มินอล 21 สยามสแควร์บ้าง
นอกจากนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจที่ซบเซาและส่งออกที่ลดลง รวมถึงผลกระทบจากระเบิดที่ราชประสงค์ล่าสุด ทำให้ธุรกิจกลับมาล้มลุกคลุกคลานอีกครั้ง ซึ่งเหลือยอดขายตกวันละไม่ถึงพัน แต่ค่าเช่าที่แพลทินัมสูงเดือนละ 1.5 แสนบาท ทำให้เธอต้องปรับกลยุทธ์หันมาออกบูธในย่านที่มีต่างชาติเดินจำนวนมาก อาทิ หน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ห้างบิ๊กซี ราชดำริ อมรินทร์พลาซ่า ราชประสงค์ พารากอน และแถวตึกเมอคิวรี่เพื่อที่จะหาออเดอร์ส่งให้แก่ลูกค้าเพิ่มเติม
“ในช่วงเศรษฐกิจดีๆ กระเป๋าโบโซคิวท์มียอดขายเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 5-6 ล้านบาท ทั้งยอดขายในประเทศและออเดอร์จากส่งออกเพราะเป็นธุรกิจเอสเอ็มอีเล็กๆ แต่ปัจจุบันยอดขายดร็อปลงมาครึ่งหนึ่ง ขณะที่บางเดือนดร็อปลงมากเกินครึ่ง แต่หลังจากหันมาใช้กลยุทธ์ดังกล่าว ทำให้บางเดือนกระตุ้นยอดขายเพิ่มขึ้นมา 20% ส่วนในเดือนมกราคมที่ผ่านมาเริ่มมีลูกค้าจากสหรัฐออเดอร์เข้ามา 2 แสนบาท และยังมีลูกค้าจากเยอรมนีและสวีเดนที่จะสั่งในรูปแบบของโออีเอ็ม เพื่อนำไปติดแบรนด์ของเขาเอง โดยใช้ดีไซน์ของโบโซคิวท์ผสมผสานกับดีไซน์ของลูกค้าส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะลูกค้าจากเยอรมนี ซึ่งเปิดเป็นช็อปเกี่ยวกับก๊อกทั้งร้านอยู่แล้วที่นั่น และไม่ค่อยเห็นดีไซน์สินค้าแบบนี้มาก่อน”
ส่วนตลาดส่งออกในเอเชียที่่เป็นขาประจำ อันดับหนึ่งคือมาเลเซีย รองลงมาเป็นสิงคโปร์, ฮ่องกง, ไต้หวัน มาเลเซีย, อินโดนีเซีย ,เวียดนาม และลาว เป็นต้น ส่วนฟิลิปปินส์เอาไปบ้างแต่ไม่เยอะ นอกจากนี้ยังส่งออกไปสหรัฐอเมริกา, ฝรั่งเศส, โปรตุเกส, สเปน, เยอรมนี, อิตาลีและรัสเซีย เป็นต้น
ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า-ยึดมั่นคุณภาพ
“กมลภัทร นิลวงศ์” หรือ ภัทร ในวัย 35 ปี จบปริญญาตรี ด้านสื่อสารมวลชนจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังร่ำเรียนจบมาก็เข้าทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศอยู่ประมาณ 1 ปี แต่ไม่มีเงินเก็บเลยมองหาธุรกิจที่ไม่ใช่งานประจำ โดยเริ่มต้นจากการขายเครื่องประดับแฮนด์เมด และเครื่องประดับจากประเทศจีนก่อน ต่อมาได้หันมาผลิตกระเป๋าจากวัสดุหนังแก้วจับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น ซึ่งขายอยู่ประมาณ 4-5 ปี หลังจากเทรนด์ตลาดแฟชั่นเริ่มเปลี่ยนแปลงไป กลายมาเป็นเทรนด์รักษ์โลกที่กำลังมาแรง ประกอบกับได้มีโอกาสเห็นไม้ก๊อกนำทำสินค้าต่างๆ มากมาย จึงจุดประกายในการนำไม้ก๊อกมาทำเป็นกระเป๋าสตางค์ในรูปแบบดีไซน์ต่างๆ เจาะกลุ่มเป้าหมายทั้งชาวไทยและต่างประเทศในทุกกลุ่มวัย
ภัทร บอกว่า หลักแนวคิดในการทำธุรกิจของเธอ จะเน้นความซื่อสัตย์แก่ลูกค้าซึ่งถือเป็นหัวใจหลักที่สำคัญ และผลิตสินค้าที่มีคุณภาพให้แก่ลูกค้า ไม่ว่าลูกค้าจะสั่งออเดอร์เข้ามาปริมาณมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ในการสั่งสินค้าจากประเทศจีนมาก่อน โดยการสั่งในครั้งแรกจะได้รับงานที่ดีมาก แต่พอสั่งเป็นหลักพันหลักหมื่นชิ้นได้รับสินค้าที่อยู่ในสภาพดีไม่ถึงครึ่ง
“เราเคยสั่งจีนไม่เยอะมากครั้งแรกงานดีมาก พอสั่งหลักพันหลักหมื่นมันมีดีไม่ถึงครึ่งก็เสียใจ ทำให้เรามานั่งคิดว่าถ้าเราจะขายส่งจะไม่ทำแบบนี้กับลูกค้าเด็ดขาด ถามใจเขาใจเราถ้าเราสั่งมาลูกค้าอยากได้ของที่ดี ซึ่งถ้าของไม่ดีควรบอกให้ลูกค้าเข้าใจดีกว่าที่จะเป็นแบบนั้น”
นอกจากนี้ ทุกครั้งที่เกิดปัญหาในการทำธุรกิจทุกครั้งเธอจะไม่ย่อท้อ สู้ไม่ถอย แม้จะผ่านวิกฤติมาถึง 3 ครั้ง ตั้งแต่ไฟไหม้ น้ำท่วม จนกระทั่งระเบิด จนคนอื่นจะต้องยุบร้านหรือปิดกิจการไปหันไปทำอย่างอื่น สิ่งที่ทำให้เธอรับมือกับปัญหานั้นได้คือ การตั้งสติก่อนเป็นลำดับแรกว่าปัญหาคืออะไร ถ้าแก้ไขได้จะแก้ปัญหานั้นก่อน เพราะมีอินเทอร์เน็ต ทำให้โลกกว้างไกลขึ้น สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้บ้าง
“เมื่อก่อนเป็นคนไม่มีหนี้ แต่ช่วงไฟไหม้ได้เอสเอ็มอีแบงก์เข้ามาช่วย ดอกเบี้ยถูก เอามาจ่ายค่าที่ที่ค้างอยู่ ค่าจ้างพนักงาน และลงของใหม่ ซึ่งช่วงไฟไหม้ธุรกิจกำลังจะฟื้นตัวแต่เงินทุนเราหมดเลยลากยาวเลย ไม่มีลูกค้า พอได้ออเดอร์เข้ามาก็เอาเงินที่ได้มาสั่งของเพิ่มเป็นเงินทุนหมุนเวียน เราขอกู้จากแบงก์แค่ 1 ล้านบาท เพราะถ้าขอเยอะกว่านี้จะเกินตัวไปเพราะเป็นแค่เอสเอ็มอีเล็กๆ ดังนั้น อยากให้เอสเอ็มอีรายอื่นๆที่เคยล้มลุกกลับขึ้นมาสู้ชีวิตอีกครั้งตั้งใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเอง”



