ข่าว

ฆ่าโหด!เผาสาววัยรุ่นนิรนาม

ฆ่าโหด!เผาสาววัยรุ่นนิรนาม

27 ก.พ. 2559

สาววัยรุ่นนิรนามถูกเผากลางป่าละเมาะใกล้บ่อขยะเมืองอุดรธานี เผยเหยื่ออายุ 15 - 20 ปี สูง 155 ซม. เชื่อขณะถูกเผายังไม่เสียชีวิต

 
                      27 ก.พ. 59  เมื่อเวลา 07.00 น.  ศูนย์วิทยุร่มโพธิ์ทอง สภ.เมืองอุดรธานี รับแจ้งพบศพถูกเผาบริเวณป่าละเมาะทิศตะวันออกเฉียงเหนือของศูนย์จัดการขยะเทศบาลนครอุดรธานี ห่างจากถนนหนองนาคำ-สามพร้าว 200 เมตร พื้นที่บ้านสามพร้าว ต.สามพร้าว หลังรับแจ้ง พ.ต.ท.สนันชัย มอไธสง พนักงานสอบสวน พร้อมด้วย พ.ต.อ.วิธ มุทธสินธ์ ผกก.สส.ภ.จว.อุดรธานี พ.ต.อ.บรรจบ สีหานาวี รักษาการ ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี และเจ้าหน้าที่ตำรวจวิทยาการ แพทย์เวรโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี พร้อมตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองอุดรธานี และตำรวจ ภ.จว.อุดรธานี รวมทั้งชุดสืบสวนภาค 4 รุดไปตรวจสอบ โดยมี นายเพไทย์ เชื่อมแก้ว ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านสามพร้าว และอาสามูลนิธิส่งเสริมธรรม นำทางเข้าไปในพื้นที่พบศพ
 
                      พบเป็นถนนดินทางเข้าพื้นที่การเกษตรเก่า เมื่อไปถึงพบศพนอนหงายถูกไฟเผา แขนขาทั้งสองข้างกางออก ไฟไหม้ตั้งแต่ศีรษะลงไปถึงหน้าขา และแขนทั้งสองข้างไหม้บางส่วน ส่วนท่อนขาด้านล่างทั้งสองไม่ถูกไฟไหม้ ที่ต้นแขนขวาเหลือเศษเสื้ออยู่ เป็นผ้ายืดสีชมพูลายดอกกรมแดงเหลือง ที่นิ้วนางด้านซ้ายพบแหวนทองคำรูปหัวใจสวมอยู่ โดยรอบไม่พบร่องรอยการต่อสู้
 
                      ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจวิทยาการ พร้อมแพทย์โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ร่วมชันสูตรศพ พบว่า เป็นหญิงสาวอายุประมาณ 15-20 ปี สูงประมาณ 155 ซม. เสื้อผ้าที่สวมถูกไหม้เกือบหมด โดยผู้ตายสวมเสื้อสีชมพูลายดอก สวมเสื้อชั้นใน กางเกงชั้นในไนลอนสีชมพู มีซากกางเกงยีนที่ศีรษะ และผ้าปูที่นอนลาย ABC ผู้ตายมีสภาพลิ้นจุกปาก บริเวณหลังหูด้านซ้ายมีร่องรอยถูกของแข็งทุบจนเลือดซึม และที่ลำคอมีรอยถูกทำร้าย เชื่อว่าถูกเผาขณะยังไม่เสียชีวิต และบริเวณศพยังพบเศษกระเป๋าสะพายสีน้ำตาล โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน เศษสายชาร์จโทรศัพท์ ลิปสติก กระจกส่องหน้า ตลับแป้ง เศษเหรียญ 7 เหรียญ และเศษธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท ไม่ทราบจำนวนถูกเผาไปด้วย
 
                      นายเพไทย์ เปิดเผยว่า ที่ดินบริเวณนี้เรียกว่า “โคกหนองฮะ” เดิมชาวบ้านเป็นเจ้าของได้ปลูกกระท่อมนาใกล้จุดเกิดเหตุ แต่ได้ขายให้นายทุนไปนานแล้ว จึงเป็นที่รกร้างไม่ทำประโยชน์ เส้นทางเข้าออกก็ทรุดโทรม ชาวบ้านจะออกมาหาหน่อไม้ ไข่มดแดง ผักป่า และเก็บฟืนไปใช้สอย เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ตนก็มาหาฟืนบริเวณนี้ แม้จะไม่ได้เข้ามาจุดพบศพแต่ก็ไม่พบเห็นสิ่งผิดปกติอะไร
 
                      เจ้าหน้าที่สอบปากคำ นายศราวุฒิ สิงภุมิ อายุ 22 ปี ลูกจ้างตำแหน่งช่างซ่อม ศูนย์จัดการขยะเทศบาลนครอุดรธานี ให้การว่า เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 26 กุมภาพันธ์ หลังจากเลิกงานฝังกลบขยะแล้ว ได้ชักชวนเพื่อนลูกจ้างตั้งวงดื่มเหล้าอยู่บริเวณยอดคันดินบ่อขยะบ่อสุดท้าย ได้สังเกตเห็นควันสีดำลอยขึ้น ตอนแรกคิดว่าเป็นควันของเตาเผาขยะติดเชื้อ แต่สงสัยว่าทำไมสีดำ จากนั้นคิดว่าไฟไม่น่าจะลุกลามเข้ามาจึงไม่สนใจ โดยเห็นควันไฟประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งจุดที่ควันลอยขึ้นน่าจะเกิดบริเวณศพถูกเผา
 
                      ด้าน พ.ต.อ.บรรจบ กล่าวว่า ได้ให้ชุดสืบสวนเร่งหาข้อมูลคนหายในช่วงนี้ เพราะยังไม่ทราบว่าผู้ตายเป็นใคร คนร้ายที่ก่อเหตุไม่ประสงค์เอาทรัพย์สินในตัวผู้ตาย คนร้ายต้องรู้จักสนิทสนมกับผู้ตายจากการตรวจสอบสภาพศพคนร้ายน่าจะใช้ผ้าคลุมเตียงหรือผ้าห่มลายที่มีตัวอักษร ABC ห่อผู้ตายที่ถูกทำร้ายร่างกายจนสลบ และห่อกระเป๋าสะพายที่มีทรัพย์สินอยู่ด้วยนำมาจุดไฟเผาเพื่ออำพรางคดี ขณะที่ผู้ตายยังไม่เสียชีวิตเมื่อถูกไฟเผาจึงมีอาการลิ้นจุกปาก
 
                      เบื้องต้นทางชุดสืบสวนได้ออกตรวจสอบโรงแรมหรือรีสอร์ทใกล้เคียงว่ามีสถานที่ใดใช้ผ้าคลุมเตียงหรือผ้าห่มลายดังกล่าวที่ใช้ห่อศพมาเผา รวมถึงนำแหวนทองให้ร้านทองตรวจสอบว่าเป็นของร้านใด และตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามจุดต่างๆ ที่จะหาได้ ตั้งแต่ทางเข้าบ้านหนองใสไล่มาตามเส้นทาง พร้อมกันนี้นำพยานที่เห็นเหตุการณ์ไปสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง
 
                      ขณะที่ พ.ต.ท.สนั่นชัย มอไธสง พนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี กล่าวว่า ผู้ที่มาพบศพคนแรกคือชาวบ้านในละแวก เพราะต้องเดินทางไปไร่นา ตำรวจก็จะประสานไปยังผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้าน ใน ต.สามพร้าว เสียก่อน ให้ตรวจสอบดูว่ามีลูกบ้านหายไปหรือแจ้งคนหายเอาไว้บ้าง เพราะตอนนี้ยังไม่ทราบว่าผู้ตายเป็นใครมาจากที่ไหน ทราบเพียงว่าเป็นผู้หญิง ทางตำรวจให้น้ำหนักไปทางถูกข่มขืนแล้วฆ่า ก่อนนำศพมาทิ้งป่าแล้วเผาอำพราง อย่างไรก็ตามได้ให้มูลนิธินำศพไปเก็บไว้ที่โรงโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี เพื่อให้แพทย์ชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้งว่ามีร่องรอยของการโดนถูกข่มขืนหรือไม่ ก่อนจะติดตามหาตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป