
เปิด3ประเด็นอุทธรณ์หนีโทษประหาร2พม่าเกาะเต่า
เปิด3ประเด็นอุทธรณ์ หนีโทษประหาร2พม่าเกาะเต่า : ชัยกร ใบเงินรายงาน
คำพิพากษา “ประหารชีวิต 2 จำเลยชาวพม่า” คือ “ซอ ลิน” และ “เว พิว” ที่ลงมือฆ่าข่มขืน 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ยังมีข้อโต้แย้งต่อสู้จากจำเลยเพื่อยื้อชีวิตจากโทษทัณฑ์ที่รุนแรงที่สุด ไล่เรียงตั้งแต่กระบวนการจับกุมไปจนถึงการตรวจดีเอ็นเอ ที่ศาลเชื่อว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนลงมือฆ่า หลังจากพบคราบอสุจิและคราบน้ำลายบนร่างของ “ฮันน่า วิคตอเรีย วิทเธอริดจ์” ขณะที่ “เดวิด วิลเลียม มิลเลอร์” พบร่องรอยการถูกทำร้ายด้วยจอบซึ่งพบในจุดเกิดเหตุ รวมถึงหลักฐานชิ้นสำคัญคือ โทรศัพท์มือถือและแว่นตา ของเหยื่อซึ่งมีพยานยืนยันว่า จำเลยนำมาฝาก
ประเด็นการยื่นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองถูกร่างขึ้นใน 3 ประเด็นหลักตั้งแต่ การจับกุมโดยมิชอบ, การตรวจดีเอ็นเอที่ยังไม่มีความชัดเจน และผลการผ่าพิสูจน์เหยื่อ
“นคร ชมพูชาติ” ทนายความจำเลยอธิบายว่า คดีนี้ยังมีปมสงสัยที่ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลตั้งแต่กระบวนการจับกุม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมจำเลยทั้งสองจากคดีอื่นคือ ข้อหาหลบหนีเข้าเมือง ซึ่งอาจนำไปสู่การรับสารภาพโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของจำเลย ที่เรามองว่าล่ามอาจมีปัญหา ที่สำคัญอาจถูกขู่บังคับด้วย
“การยื่นอุทธรณ์มี 3 ประเด็นหลักคือ เรื่องจับกุมโดยมิชอบตั้งแต่เรื่องการทำแผนก่อนการสอบสวน และไม่มีทนายความนั่งรับฟังทั้งๆ ที่โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต เรามองว่านี่คือ การละเมิดสิทธิ์ของผู้ต้องหา”
นคร เปิดเผยด้วยว่า คำอุทธรณ์ดังกล่าว ยังโยงไปถึงความไม่ชัดเจนในหลักฐาน ไม่มีพยานที่เห็นเหตุการณ์โดยตรง ขณะที่สภาพแวดล้อมก็มืด เรื่องทั้งหมดในสำนวนจึงเหมือนการปะติดปะต่อ คาดการณ์กันเอง สำนวนการสอบสวนอาจถูกปรุงแต่งโดยพนักงานสอบสวน ส่วนหลักฐานโทรศัพท์มือถือก็ยังไม่ชัดเจน เพราะโทรศัพท์ก็ไม่ปรากฏลายนิ้วมือของผู้ต้องหา รวมถึงเครือข่ายในประเทศอังกฤษ ก็ไม่ได้มีหนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการว่าเป็นของผู้ตาย มีแต่คำให้การของพ่อแม่ผู้เสียชีวิต และการได้มาซึ่งโทรศัพท์ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องมีการฆ่ากันด้วย
“ประเด็นดีเอ็นเอ ก็ยังมีข้อสงสัย ซึ่งการนำสืบก็ไม่ได้อธิบายที่มาที่ไปและขั้นตอนการตรวจ อย่างกรณีจอบ ที่ระบุในสำนวนว่าใช้เป็นอาวุธตีผู้ตาย แต่กลับตรวจไม่พบดีเอ็นเอ เพราะจากการตีด้วยความรุนแรงขนาดนั้น การจับต้องแน่นมาก ทำไมถึงตรวจไม่พบดีเอ็นเอที่ด้าม ที่สำคัญคือ มีการย้ายจอบไปมาด้วย ทำให้เกิดปัญหา” นครกล่าว
ทนายจำเลยยังชี้แจงว่า ประเด็นมาตรฐานการตรวจดีเอ็นเอ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ก็ต่างกัน ไม่มีผู้เชี่ยวชาญมาอธิบายถึงมาตรฐานการตรวจว่าเป็นอย่างไร
“ข้อสงสัยอีกอย่างคือ โดยปกติคดีข่มขืนแล้วฆ่า เสื้อผ้าคนตายมีความสำคัญ เมื่อถูกถลกขึ้นมาตามภาพที่ปรากฏ ต้องนำมาตรวจดีเอ็นเอผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจมีหลักฐานของคนที่ลงมือแต่กลับไม่มีการตรวจและอายัดเสื้อผ้าเป็นของกลาง เพราะไม่มีอยู่ในบัญชีวัตถุพยาน” นครชี้ปมสงสัย
ทนายจำเลยบอกด้วยว่า ยังมีประเด็นโดยเฉพาะการตรวจพิสูจน์เหยื่อที่แพทย์บอกว่ามีร่องรอยการฉีกขาดตรงช่องคลอด ก็ไม่ยอมส่งรูปมาให้ดู จะอ้างว่าดูไม่ดีคงไม่ใช่เพราะหลักฐานสำคัญแบบนี้ไม่ได้นำออกเผยแพร่ต่อสาธารณะ เป็นเพียงการส่งให้ศาลประกอบการพิจารณา โดยมาตรฐานของประเทศอังกฤษเอง จะส่งรูปภาพการผ่าพิสูจน์ศพเหยื่อมาให้ศาลพิจารณานับร้อยรูป แต่โจทก์กลับไม่มี
“นี่คือประเด็นที่เราจะสู้ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งจะยื่นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ หากคำร้องเสร็จทัน เราเชื่อมั่นว่ามีน้ำหนักพอให้ศาลรับฟัง” นครกล่าว
ขณะเดียวกัน ดูเหมือนสำนักงานตำรวจแห่งชาติเองก็เชื่อมั่นต่อหลักฐานที่มีอยู่ในมือ โดยเฉพาะผลการตรวจดีเอ็นเอและพยานหลักฐานในพื้นที่เกิดเหตุก็เจือสมกัน
พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ขณะนั้น) ผู้เชี่ยวชาญด้านการพิสูจน์หลักฐานก็อธิบายถึงหลักฐานที่พบจนนำไปสู่การจับกุม โดยเฉพาะภาพผู้ต้องสงสัยที่กล้องวงจรปิดตรวจพบ
“เราเริ่มกระบวนการสืบสวนสอบสวนอย่างมีระบบ หลักฐานพบกล้องวงจรปิดจากร้านสะดวกซื้อ โชคดีที่มีตำรวจจำหนึ่งในกลุ่มคนต้องสงสัยได้คือ นายเมา เมื่อเราเรียกตัวมาสอบก็ยอมรับและซัดทอดไปถึงผู้ต้องหาทั้งสองราย จากนั้นตำรวจก็ไปไล่กล้องเพื่อแสดงให้เห็นที่มาที่ไปของผู้เสียหายว่าเดินทางมาอย่างไร รวมกล้องถึง 360 ตัว ตั้งแต่เกาะสมุย เกาะพะงัน จนมาถึงเกาะเต่า เพื่อเปรียบเทียบเวลาซึ่งมีความสัมพันธ์กันหมด” ผู้เชี่ยวชาญกล่าว
พล.ต.อ.จรัมพร ย้ำหลักฐานในคดีนี้ว่า ตำรวจได้ตรวจที่เกิดเหตุนอกเหนือจากศพผู้ตาย ยังพบวัตถุพยานเช่นก้นบุหรี่ ซึ่งมีดีเอ็นเอ ของคน 2 คน ซึ่งได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน กระทั่งได้ตัวผู้ต้องสงสัยเมื่อตรวจดีเอ็นเอพบตรงกับวัตถุพยานที่มีอยู่ในจุดเกิดเหตุทำให้สอดคล้องกับคำสารภาพของนายเวพิว ที่ระบุว่าได้นำของกลางคือ โทรศัพท์ของคนตายไปให้นายเรน หนึ่งในพยานก่อนพบถูกทำลายและทิ้งไว้หลังที่พัก เมื่อตรวจสอบก็พบเป็นของผู้ตาย
“ตอนแรกเราสงสัยคนร้ายจะตามเหยื่อมา แต่เมื่อเราพบก้นบุหรี่มีความยาว 3.5 ซม. ก็ลองเดินสูบบุหรี่ พบว่า ใช้เวลา 4 นาที ได้ระยะทาง 104 เมตร ยังไม่ถึงบาร์ที่ผู้ตายออกมา จึงคาดการณ์ว่า คนร้ายน่าจะอยู่ละแวกนั้น เมื่อพบเหยื่อก็เข้าทำร้ายและข่มขืนบริเวณจุดเกิดเหตุ” พล.ต.อ.จรัมพรไล่ถึงกระบวนการสอบสวน
หลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเหนือจากบุหรี่และของกลางในจุดเกิดเหตุแล้ว ยังมีพยานให้ข้อมูลว่า ระหว่างช่วงก่อนเกิดเหตุได้ยินคนร้องเพลงเล่นกีตาร์บริเวณขอนไม้ริมหาดใกล้จุดพบศพและมีจอบของกลางที่ตรวจพบดีเอ็นเอของผู้ตายซึ่งเชื่อว่าเป็นอาวุธที่ใช้ทำร้ายวางไว้ พยานยังระบุว่า เสียงผู้ต้องสงสัยพูดกันนั้นคล้ายภาษาในกลุ่มยะไข่ เจ้าหน้าที่จึงมั่นใจว่าเป็นแรงงานในเกาะอย่างแน่นอน เมื่อไล่ตรวจกล้องวงจรปิดก็พบหลักฐานคนร้ายหิ้วกีตาร์ซ้อนรถจักรยานยนต์ในพื้นที่ใกล้จุดเกิดเหตุและเข้าไปซื้อบุหรี่ในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง ซึ่งเวลาการตายกับเวลาที่พบนั้นสัมพันธ์กัน เชื่อว่าเหยื่อเสียชวิตในช่วงเวลาหลังตีสามไปแล้ว
พล.ต.อ.จรัมพร ยังกล่าวถึงหลักฐานที่สามารถมัดตัวคนร้ายคือ ดีเอ็นเอที่พบในศพของฮันน่า ตรงกับผู้ต้องหาทั้งสองโดยผลการตรวจได้รับการยืนยันจากสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ จากหลักฐานที่มีอยู่จึงนำไปซึ่งตัวคนร้าย รวมถึงคำรับสารภาพด้วย
ความแม่นยำดีเอ็นเอ
ปัจจุบันการตรวจดีเอ็นเอมีความสำคัญในงานด้านต่างๆ เป็นอย่างมาก ซึ่งสามารถนำมาตรวจสอบและยืนยันข้อมูลตัวบุคคลได้ เพื่อใช้พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล วัตถุพยานในคดีต่างๆ
รศ.ดร.บุษบา ฤกษ์อำนวยโชค หัวหน้าห้องปฏิบัติการมนุษย์พันธุศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า การตรวจดีเอ็นเอจะเริ่มตั้งแต่มีผู้ต้องการตรวจดีเอ็นเอเข้ามารับบริการที่แผนกนิติเวช หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบประวัติและทำการเก็บเซลล์เยื่อบุกระพุ้งแก้ม แล้วนำมาส่งที่ห้องแล็บหรือห้องปฏิบัติการเพื่อเข้าสู่กระบวนการขั้นตอนของการตรวจสอบ
“ส่วนใหญ่โรงพยาบาลจะมีผู้ที่เข้ามารับบริการตรวจดีเอ็นเอเพื่อนำไปพิสูจน์บุคคลเพื่อเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎร์มากที่สุด เพราะบางคนมีการเปลี่ยนชื่อ ทำให้ต้องใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อยืนยันตัวบุคคล รองลงมาคือ การตรวจความสัมพันธ์ พ่อแม่ลูก การเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ การพิสูจน์คดีความต่างๆ เช่น คดีฆาตกรรม คดีล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งที่ผ่านมาเราได้เข้าร่วมการตรวจดีเอ็นเอให้แก่หลายคดีและหลายเหตุการณ์ เช่น เหตุการณ์สึนามิ ก็สามารถตรวจดีเอ็นเอได้” รศ.ดร.บุษบา ฤกษ์อำนวยโชค กล่าว
อาจารย์บุษบายังกล่าวด้วยว่า สำหรับผู้ที่ต้องการเข้ารับการตรวจสามารถมั่นใจผลได้ถึง 99.999% เพราะได้รับการรับรองที่เป็นมาตรฐานของสากลโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่การันตีความแม่นยำได้อย่างชัดเจน และใช้เครื่องวิเคราะห์ตำแหน่งดีเอ็นเอที่ทันสมัย ทำให้โอกาสเกิดความผิดพลาดมีน้อยครั้ง
สำหรับขั้นตอนการตรวจดีเอ็นเอ ที่สามารถตรวจสอบได้โดยใช้เซลล์เยื่อบุกระพุ้งแก้ม เซลล์ปลายรากผม หรือการตรวจโดยเจาะเลือด หลังจากที่ได้เก็บตัวอย่างเซลล์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะนำตัวอย่างเซลล์ที่ได้ไปสกัดดีเอ็นเอ ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ก่อนจะนำดีเอ็นเอที่ได้ ไปเพิ่มปริมาณในหลอดทดลองเพื่อกำหนดจุดที่จะแสดงตำแหน่งทางพันธุกรรม
จากนั้นนำเข้าเครื่องแยกขนาดสารพันธุกรรมอัตโนมัติ เพื่อแสดงตำแหน่งพันธุกรรมของบุคคลที่เข้ารับการตรวจ พร้อมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อรายงานผลสรุปให้แก่ผู้ที่เข้ารับการตรวจ ในการตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอในแต่ละครั้ง มักจะตรวจตำแหน่งของพันธุกรรม 16 ตำแหน่งเพื่อความแม่นยำในการแสดงผล
สิ่งที่นำมาตรวจดีเอ็นเอได้มีทั้งเซลล์หรือชีววัตถุต่างๆ เช่น เลือด เซลล์เยื่อบุกระพุ้งแก้ม เซลล์มะเร็ง โครงกระดูก น้ำลาย หรือคราบอสุจิ ก็สามารถนำมาตรวจได้เช่นกัน
การเก็บตัวอย่างและการรักษาดีเอ็นเอ เพื่อส่งตรวจจะต้องมีความระมัดระวังพิถีพิถันในทุกขั้นตอนของกระบวนการตรวจวิเคราะห์ เพื่อป้องกันปัญหาปนเปื้อน อาจเกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ นอกจากนี้การเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจดีเอ็นเอก็มีความสำคัญต่อผลการวิเคราะห์ ถ้าเก็บตัวอย่างได้ดีก็จะสามารถสกัดดีเอ็นเอที่มีคุณภาพที่ดีได้ ถ้าเก็บตัวอย่างไม่ดีก็จะมีผลกระทบทำให้ตรวจดีเอ็นเอไม่ประสบความสำเร็จได้ หรือดีเอ็นเออาจจะกลายพันธ์ุ ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลเกิดความผิดพลาดขึ้นได้เช่นเดียวกัน
ตัวอย่างที่สามารถนำมาตรวจดีเอ็นเอได้ มักจะติดอยู่กับวัตถุพยาน ซึ่งจะมีแหล่งที่อยู่ของดีเอ็นเอ เช่น ด้ามจับของไม้เทนนิส จะมีแหล่งดีเอ็นเอที่เป็นเหงื่อ ผิวหนัง เลือด หรือเนื้อเยื่อที่ติดอยู่ ก็สามารถนำมาตรวจดีเอ็นเอได้เช่นเดียวกัน



