ข่าว

ผ้าขาวม้า..ช่วยชาติ!

ผ้าขาวม้า..ช่วยชาติ!

26 ก.พ. 2559

ผ้าขาวม้า..ช่วยชาติ! : คมคิดจิตอาสา โดยธานี กุลแพทย์

            เสน่ห์และประโยชน์อันมากมายของ “ผ้าขาวม้า” ซึ่งได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลายนับแต่ยุคบรรพบุรุษ ถึงปัจจุบันแม้จะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเรื่องกรรมวิธีการทอ แต่กลุ่มผู้ประกอบการยังเลือกใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมรังสรรค์ชิ้นงาน หนึ่งในนั้นคือ น.ส.นุรัต วรกฎ ผู้บริหาร กศน.สาว ที่ใช้แรงบันดาลใจจากความเป็นครู นำมาซึ่งไอเดียผ้าขาวม้าผสานผ้าพื้นเมือง เกิดเป็นแบรนด์รองเท้า “บ้านอุ่นรัก” สินค้าเทียบชั้นอินเตอร์ ที่เธอเพียรพยายามมุ่งสร้างเป็นอาชีพให้แก่ชาวบ้าน ชุมชน ผู้ด้อยโอกาส เพื่อวิถีที่มั่นคงไปพร้อมกัน

            ครูสาวในวัย 30 ปีเศษ เป็นชาว อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ พ่อแม่เป็นชาวนา มีวิถีชีวิตที่ลำบากพอควร แม้จะขาดโอกาสในการเรียนหนังสือ แต่เธอไม่ได้ย่อท้อ ช่วยพ่อแม่ทำงานรับจ้างส่งตัวเองเรียนจบ กศน. ม.ปลาย แล้วสมัครคัดเลือกเรียนทุนนักกีฬาวิทยาลัยพลศึกษา จบอนุปริญญา ออกมาทำงานส่งเสียครอบครัวควบคู่ศึกษาต่อภาคกลางคืน จนจบปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) เอกบริหารการศึกษา ปัจจุบันรับราชการเป็นผู้บริหารสถานศึกษา กศน.อำเภอนาวัง จ.หนองบัวลำภู และเป็นเจ้าของกิจการรองเท้าผ้าขาวม้า บ้านอุ่นรัก ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอยู่ขณะนี้

            “ถูกปลูกฝังให้เป็นคนรักวัฒนธรรม และวิถีคนอีสาน เครื่องใช้ที่ใช้ในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่เป็นสินค้าพื้นเมือง บางครั้งแม่จะสอนให้ทำเองโดยเฉพาะผ้าพื้นเมือง เช่น ผ้าขาวม้า ผ้ามัดหมี่ จึงรู้สึกรักและชื่นชอบทั้งลวดลาย สีสัน ตลอดจนความสวยงามที่แฝงไปด้วยความประณีต” นุรัต บอกถึงแรงบันดาลใจ

            ต่อมาเมื่อมารับข้าราชการเป็นครู กศน.ที่ อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นองค์กรทางการศึกษาที่จัดกิจกรรมการศึกษาด้านการส่งเสริมอาชีพ การฝึกทักษะและพัฒนาอาชีพชุมชน โดยได้ดำเนินการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพด้านการทอผ้าขาวม้าและผ้าพื้นเมือง จึงมีโอกาสได้ต่อยอดภูมิปัญญาการทอผ้าของกลุ่มชาวบ้านป่าหวาย อ.บ้านฝาง ให้มีความน่าสนใจ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์รองเท้าผ้าขาวม้าภายใต้แบรนด์ “บ้านอุ่นรัก” เมื่อปี 2554

            โดยผ้าทอที่นำมาแปรรูปส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่มชาวบ้านป่าหวาย อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น และ จ.ชัยภูมิ ซึ่งนอกจากผ้าขาวม้าแล้ว ยังมีผ้าโสร่ง ผ้ามัดหมี่ ผ้าฝ้าย ซึ่งผ้าเหล่านี้ต่างสะท้อนวิถีความเป็นอยู่ ภูมิปัญญาชาวอีสาน โดยเฉพาะลวดลายของผ้าที่มีการพัฒนาให้มีความสวยงามแปลกใหม่ บ่งบอกถึงองค์ความรู้ที่สั่งสมมานาน ซึ่งล้วนทรงคุณค่า

            จึงเริ่มผลิตเพื่อทดลองตลาดแค่ 2 แบบ มีเครือข่ายร่วมทำ 2-3 คน ขายที่ตลาดต้นตาล และถนนคนเดินขอนแก่น

            ผ่านไป 1 ปี ต่อเมื่อสินค้าเผยแพร่ทั้งทางเว็บไซต์และเพจ จึงเริ่มมีออเดอร์เข้ามา ครูสาวด้วยมุ่งมั่นจะส่งเสริมอาชีพและกระจายรายได้สู่ชุมชน จึงขยายฐานการผลิตตามกลุ่มอาชีพที่สอนอยู่ ทั้งที่บ้านอุ่นรัก ต.พระลับ อ.เมือง, อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น, อ.นาวัง จ.หนองบัวลำภู และที่บ้านเกิด อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ พร้อมขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ชุมชน การขอมาตรฐานผลิตภัณฑ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้คงทนถาวรสวยงามได้มาตรฐาน

            อย่างไรก็ตาม นุรัต บอกว่า การผลิตเน้นบนพื้นฐานการตัดเย็บใช้แรงคนเกือบทุกขั้นตอน เพราะต้องคำนึงถึงความสบายของผู้ที่สวมใส่เป็นสำคัญ

            พร้อมทั้งได้ค้นคว้าหาความรู้จากการเข้าร่วมโครงการพัฒนาการทำธุรกิจขนาดย่อม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด ฯลฯ จากหลายหน่วยงาน เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม/สำนักงาน กศน./ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพบางไทรระหว่างประเทศ ก่อนนำภูมิปัญญาเหล่านี้มาถ่ายทอดสู่สมาชิกเครือข่ายเพื่อช่วยกันพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้น และนำผลิตภัณฑ์ออกงานมหกรรมการตลาดบ่อยครั้ง

            ผลตอบรับที่ดีเกินคาด มียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นหลังจากผลิตภัณฑ์แบรนด์บ้านอุ่นรักได้รับการคัดเลือกจากศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) นำสินค้าไปจัดแสดงตามที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพราะมองว่ามีจุดเด่นเป็นสินค้าทำมือที่มีการออกแบบที่ทันสมัย มีไอเดีย ตอบโจทย์และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล สามารถพัฒนาต่อยอดด้านการค้าในระดับโลกได้ ในเวลาต่อมาเธอจึงได้จดทะเบียนเป็นบริษัทบ้านอุ่นรัก 2556 จำกัด เป้าหมายเพื่อรองรับการส่งออก และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

            จากผลิตผลทำมือที่ได้คุณภาพมาตรฐาน สวยงาม ฝีมือสมาชิกเครือข่าย ได้ถูกส่งเข้าไปอยู่ในแค็ตตาล็อกของการบินไทย นับเป็นอีกช่องทางในการเปิดตลาดต่างประเทศ หลังตระเวนพาเครือข่ายออกบูธตามที่ต่างๆ

            ล่าสุด อยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้าจากประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ซึ่งให้ความสนใจสินค้าแบรนด์นี้อย่างมาก โดยนัดเจรจาในงานมหกรรมนวัตศิลป์ฯ ครั้งที่ 5 ที่ไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 10-13 มีนาคม 2559

            ส่วนตลาดในประเทศ ผลิตภัณฑ์จะมีจำหน่ายที่ถนนคนเดินทั้ง จ.ขอนแก่น จ.หนองคาย ที่ศูนย์การค้าแฟรี่ขอนแก่น ศูนย์การค้าเซ็นทรัลขอนแก่น และ อ.เชียงคาน จ.เลย รวมทั้งขายส่งทั่วประเทศ

            ความมุ่งมั่นในการแบ่งปันสิ่งที่ได้คืนสังคมอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำความรู้ที่ได้ไปขยายผลส่งเสริมอาชีพชาวบ้านให้มีรายได้ การสอนอาชีพคนพิการ การให้การศึกษาแก่ผู้พลาดโอกาสทางการศึกษาตามบทบาทผู้บริหารสถานศึกษา กศน. ทำให้ นุรัต วรกฎ ได้รับรางวัลครูผู้ส่งเสริมอาชีพดีเด่นระดับประเทศ ในปี พ.ศ.2556

            “ทุกครั้งที่เหนื่อยก็จะนึกถึงในหลวง ที่พระองค์ทรงงานเพื่อประชาชนทั้งประเทศ ความเหนื่อยล้าจะลดลงและมีพลังในการมุ่งมั่นที่จะต่อสู้ต่อไป”

            ด้วยเธอมุ่งมั่น ขอมีส่วนร่วมในการส่งเสริมผ้าไทย ให้เผยแพร่อย่างมีคุณค่า ส่งเสริมอาชีพและกระจายรายได้สู่ชุมชน นำไปสู่รายได้จากภูมิปัญญาตามวิถีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

            ตั้งแต่เกิด...ยันตาย

            คนไทยรู้จักใช้ “ผ้าขาวม้า” มาตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 17 หากนับย้อนไปจะตรงกับยุคสมัยเชียงแสน ซึ่งรับได้วัฒนธรรมมาจากไทยใหญ่ ผู้ชายยุคนั้นจะใช้คาดเอว โพกหัว

            โดยประวัติ แม้อาจจะไม่ใช่ผ้าของคนไทย แต่ระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 900 ปี นับได้ว่าเป็นผ้าที่สารพัดประโยชน์อย่างแท้จริง อย่างน้อยด้วยรูปลักษณ์และลวดลายที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ได้รวมไว้ทั้งศาสตร์แห่งสีสันและศิลป์แห่งลายผ้าไทย นำมาผสมผสานกันอย่างกลมกลืน ลงตัว

            ที่สำคัญ เป็นผืนผ้าที่อำนวยความสะดวกให้แก่คนไทยมาหลายศตวรรษถึงปัจจุบัน โดยไม่มีทีท่าว่าจะสูญหายไปง่ายๆ ขณะเดียวกันก็ยืนหยัดพัฒนารูปแบบ ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย สืบเนื่องจากคุณประโยชน์ที่มีมากมายนานัปการ อันเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตล้วนๆ

            จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ผ้าขาวม้าคือสิ่งมหัศจรรย์แห่งสายใยที่ถักทอไว้อย่างประณีต จากตำนานกาลเวลา และคุณค่าอันน่ายกย่อง

            สรุปความได้ว่า ประโยชน์ของมันก็คือ ใช้กันตั้งแต่เกิด...กระทั่งตาย