
'ซีอีโอหญิงไทย-วันดี'โชว์วิสัยทัศน์เวทีกรุงลอนดอน
'ซีอีโอหญิงไทย-วันดี'โชว์วิสัยทัศน์เวทีสามัคคีสมาคม กรุงลอนดอน ยก 3 มาตรการนำไทยเป็นผู้นำพลังงานแห่งประชาคมอาเซียน หนุนชาติอาเซียนจับมือเสริมความแข็งแกร่งศก.
25ก.พ.2559 ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในงาน Empower ASEAN 2016 “The Boundless Network” ในหัวข้อ “The Unlimited Business Possibilities of ASEAN and its Potentialin the Sustainable Energy Industry” จัดโดย สามัคคีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ (Samaggi Samagom) ซึ่งเป็นสมาคมนักเรียนไทยในประเทศสหราชอาณาจักร เพื่อให้ความรู้แก่ นักเรียน นักศึกษ ที่ศึกษาอยู่ในสหราชอาณาจักร ถึงโอกาสในการขยายการลงทุนด้านพลังงาน ในกลุ่มประเทศอาเซียนที่เป็นองค์กรสมาชิกกว่า 10 ประเทศ มีประชากรรวมกันกว่า 620 ล้านคน และมีประชากรที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ถึง 120 ล้านคน โดยได้รับเกียรติจาก นายกิตติพงษ์ ณ ระนอง เอกอัครราชทูตไทยประจำสหราชอาณาจักร เป็นประธานเปิดงาน ณ Imperial College กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร
ดร.วันดี กล่าวว่าการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นโอกาสอันดี เนื่องจากการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนทำให้มีประชากรรวมกันกว่า 650 ล้านคน เกิดการแลกเปลี่ยนทรัพยากรด้านต่างๆ ทั้ง แรงงาน เทคโนโลยี การลงทุน ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพและความแข็งแกร่ง และถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก เนื่องจากประเทศสมาชิกในกลุ่มมีทำเลที่ตั้งอยู่กลางระหว่างประเทศจีนและประเทศอินเดีย ซึ่งมีจำนวนประชากรรวมกันมากกว่า 2,600 ล้านคน
สำหรับ มาตรการที่ประเทศไทยได้กำหนดขึ้นและปฏิบัติจนได้เป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนคือ 1.มีการจัดทำแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน/พลังงานทดแทนให้มีสัดส่วนประมาณ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ในปี พ.ศ. 2579 โดยได้กำหนดสัดส่วนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ไว้ถึง 6,000 เมกะวัตต์ 2. มีการจัดทำโครงการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและพัฒนาประสิทธิภาพของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกประเภทเพื่อลดการใช้พลังานไฟฟ้า 3.มีการกำหนดเป้าหมายการลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ลงกว่า 25 ล้านตัน CO2
นอกจากนี้ประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางทางด้านการขนส่งและการคมนาคมของภูมิภาค รวมถึงความร่วมมือเพื่อพัฒนาพลังงานไฟฟ้าและพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะประเทศสมาชิกล้วนต้องรับมือกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ได้เปิดระบบเศรษฐกิจแบบเสรีมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ มีประชากรมากกว่า 50 ล้านคน แต่สามารถเข้าถึงการใช้ไฟฟ้าได้เพียง 1 ใน 3 ของประเทศ ซึ่งทำให้ประสบปัญหาขาดแคลนพลังงาน
ดร.วันดี กล่าวว่า บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้บุกเบิกและพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์ม เชิงพาณิชย์รายแรกที่ใหญ่ที่สุดทั้งในประเทศไทยและอาเซียน มีความตั้งใจพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่เป็นพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความพร้อมที่จะขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ เพื่อรองรับการเป็นหนึ่งเดียวกันของประเทศสมาชิก นอกจากนี้กลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนควรจะมีการกำหนดประเทศผู้นำเพื่อที่จะกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างกันและระหว่างประเทศนอกกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
สำหรับประเทศไทยเอง รัฐบาลยังให้การสนับสนุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOARD OF INVESTMENT : BOI) ให้มีสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในพื้นที่เขตแดนที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือร่วมใจกันในประเทศภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) อีกด้วย
ทั้งนี้ บริษัท SPCG เป็นผู้บุกเบิกการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกของประเทศไทย ด้วยกำลังการผลิตรวมกว่า 260 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุนกว่า 24,000บาท ประกอบด้วย 36 โครงการ อยู่ในพื้นที่ 10 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บนที่ดินรวมกันกว่า 5,000 ไร่ ซึ่งเป็นทรัพย์สินของบริษัท SPCG เลือกใช้อุปกรณ์หลักได้แก่แผงเซลล์แสงอาทิตย์ ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของ KYOCERA ประเทศญี่ปุ่น ที่ให้รับประกันคุณภาพและการผลิตไฟฟ้าไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ในช่วงเวลาถึง 25ปี จากความสำเร็จในการพัฒนาโครงการของ SPCG ก่อให้รัฐบาลเกิดความมั่นใจในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และกำหนดให้เป็นพลังงานหมุนเวียนหลักเป็นพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้พลังงานไทย



