ข่าว

2559 ปีทองแห่งการลงทุนของไทย

2559 ปีทองแห่งการลงทุนของไทย

25 ก.พ. 2559

กระทรวงการคลังได้จัดสัมมนาส่งเสริมการลงทุนในปี 2559 ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจของมาตรการและนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมการลงทุนให้ปี 2559 เป็นปีทองแห่งการลงทุนของประเทศไทย และแนวนโยบายในการส่งเสริมการลงทุนของประเทศอื่นๆ ช่วงเช้าเป็นการเสวนาในหัวข้อมาตรการและนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมการลงทุนในปี 2559 (2016 The Year of Investment) และช่วงบ่ายเป็นการบรรยายของผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลก เกี่ยวกับแนวนโยบายในการส่งเสริมการลงทุน (Investment Promotion and Policy) โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาจากภาครัฐและเอกชนประมาณ 200 คน

นายเกียรติชัย โสภาเสถียรพงษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดการสัมมนาว่า หากพิจารณาตัวเลขการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2558 พบว่า เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ในปี 2559 เศรษฐกิจไทยก็ยังคงเผชิญกับแนวโน้มปัจจัยเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจและการเงินของโลกอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1. เศรษฐกิจโลกที่อาจจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่และยังเปราะบาง 2. ความผันผวนของตลาดการเงินโลกซึ่งมีสาเหตุมาจากการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ไม่สอดคล้องกัน 3. ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร ดังนั้นปี 2559 จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะเร่งผลักดันให้เกิดการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยลดการพึ่งพิงจากอุปสงค์ภายนอกประเทศและเกิดความสมดุลในโครงสร้างเศรษฐกิจมากขึ้น รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศไทยอีกด้วย

การเสวนาในช่วงเช้าหัวข้อ “มาตรการและนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมการลงทุนในปี 2559” ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิคือ 1. นายกฤศ จันทร์สุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพของประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม 2. นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และนโยบายการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 3. นายชาญวิทย์ นาคบุรี ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนรัฐวิสาหกิจ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ 4. นางสาวสุมาลี สถิตชัยเจริญ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายภาษี สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สรุปสาระจากการเสวนาได้ ดังนี้

นายกฤศ จันทร์สุวรรณ กล่าวถึงทิศทางนโยบายอุตสาหกรรมไทยในอนาคตว่าจะต้องเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม ดังนั้น รัฐบาลจึงได้มีการกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนโดยมุ่งสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สมดุลและยั่งยืน ดังนี้ 1. การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในรูปแบบคลัสเตอร์และ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย 2. พัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมรวมถึงวิสาหกิจชุมชน 3. ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านผลิตภาพภาคอุตสาหกรรมของไทยจากอันดับปัจจุบันที่ 51 ไปสู่อันดับที่ 45 ขึ้นไป ตามการจัดลำดับประเทศของ IMD พร้อมกับขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมโดยมุ่งสู่ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาภาครัฐทั้งกระทรวงการคลังและ BOI ได้ออกมาตรการเพื่อส่งเสริมการลงทุนเป็นจำนวนมาก โดยผู้ประกอบการสามารถขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ได้ โดยผู้ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจะได้สิทธิประโยชน์ทั้งทางภาษีและมิใช่ภาษี ซึ่ง BOI มีนโยบายในการส่งเสริมการลงทุนหลายรูปแบบ คือ 1. การให้สิทธิประโยชน์ตามประเภทกิจการ 2. การให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมตามคุณค่าของกิจการ 3. สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเชิงพื้นที่ 4. สิทธิประโยชน์สำหรับ SMEs 5. มาตรการเร่งรัดการลงทุน 6. มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ทั้งนี้ ได้มีการยกตัวอย่างการให้สิทธิประโยชน์ในการส่งเสริมการลงทุนผ่านนโยบายส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์ และนโยบายการส่งเสริมการลงทุนผ่านเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งเป็นการให้สิทธิประโยชน์ในเชิงพื้นที่ร่วมกับเป็นการให้สิทธิประโยชน์ตามคุณค่าของกิจการ

นางสาวสุมาลี สถิตชัยเจริญ กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้จัดทำมาตรการเพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ดังนี้

1. สิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมกิจการ SMEs แบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ มาตรการด้านการเงินและมาตรการด้านภาษี สำหรับมาตรการทางการเงินประกอบด้วยโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs (Soft Loan) โครงการค้ำประกันสินเชื่อ Portfolio Guarantee Scheme และมาตรการสนับสนุน SMEs ผ่านการร่วมลงทุนโดยจัดตั้งเป็นกองทุนร่วมลงทุน ในส่วนของมาตรการด้านภาษีประกอบด้วย การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SMEs เหลือ 10% เป็นเวลา 2 รอบระยะเวลาบัญชี มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 รอบระยะเวลาบัญชีสำหรับกิจการ New Start-up

2. มาตรการส่งเสริมการลงทุนทั่วไป ประกอบด้วย 3 มาตรการ ได้แก่ 1) มาตรการหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าสำหรับการลงทุนในทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินธุรกิจของกิจการ 2) มาตรการหักค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนาได้ 3 เท่าและ 3) มาตรการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางวิจัย พัฒนา หรือทดสอบสมรรถนะยานยนต์ต้นแบบในภูมิภาค โดยการยกเว้นภาษีสรรพสามิต อากรขาเข้า (ถ้ามี) ภาษีมูลค่าเพิ่ม และให้สามารถหักค่าเสื่อมได้เต็มจำนวน สำหรับรถยนต์ต้นแบบที่ผลิตในประเทศหรือนำเข้ามาเพื่อการวิจัย พัฒนา หรือทดสอบสมรรถนะในประเทศไทย

3. สิทธิประโยชน์ในการลงทุนใน New Growth Engine สำหรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมตลอดจนการให้แรงจูงใจทางการเงินสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย

4. สิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับการลงทุนโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการลงทุนใน AEC โดยให้สิทธิประโยชน์สำหรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนเป็นการทั่วไปหากไม่ได้ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI และสิทธิประโยชน์ในการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ (IHQ) และบริษัทการค้าระหว่างประเทศ (ITC)

นายชาญวิทย์ นาคบุรี กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีทองของภาครัฐวิสาหกิจดังนี้ 1. เป็นปีแห่งการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ โดยมติครม. เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2558 เห็นชอบงบลงทุนประจำปีงบประมาณ 2559 วงเงินเบิกจ่ายจำนวน 593,167 ล้านบาท โดยภาครัฐวิสาหกิจมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย 2. รัฐบาลได้มีมาตรการ PPP Fast Track เพื่อลดขั้นตอนการดำเนินการจากเดิม 25 เดือนลดเหลือ 9 เดือน และขจัดปัญหาการให้ภาคเอกชนมาร่วมลงทุนกับรัฐบาล โดยโครงการที่ภาคเอกชนร่วมลงทุนกับรัฐบาลผ่านมาตรการ PPP Fast Track ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง 2 สาย (สายบางปะอิน-นครราชสีมา และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี) 3. กองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) เพื่อการระดมเงินทุนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในโครงการที่มีความเสี่ยงสูง (Green Field Project) และโครงการที่มีความเสี่ยงต่ำ (Brown Field Project) รวมทั้งเป็นการลดภาระเงินลงทุนของภาครัฐ

ช่วงบ่ายเป็นการบรรยายในหัวข้อ “แนวนโยบายในการส่งเสริมการลงทุน (Investment Promotion and Policy)” โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลก คือ Mr. Xavier Forneris, Senior Investment Policy Officer, Trade and Competitiveness, World Bank และ Mr. Harald Jedlicka, Senior Investment Policy Officer, Trade and Competitiveness, World Bank ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

Mr. Xavier Forneris กล่าวถึงภาพรวมการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติ คือความมีเสถียรภาพทางการเมือง นอกจากนี้ประเทศไทยมีโอกาสในการดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประเทศไทยควรดำเนินการเพื่อส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ คือการคุ้มครองการลงทุนระหว่างประเทศ เช่น ความตกลงด้านการลงทุนระหว่างประเทศ (International Investment Agreements: IIAs) และความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนทวิภาคี (Bilateral Investment Treaty: BIT) ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเกี่ยวกับการไม่เลือกประติบัติ การประติบัติเยี่ยงคนชาติ  การคุ้มครองการยึดทรัพย์ การประกันการเวนคืน และการระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการลงทุนระหว่างประเทศ นอกจากนี้ หากประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) จะสร้างโอกาสและส่งเสริมการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศอีกด้วย

Mr. Harald Jedlicka กล่าวว่า นโยบายการลงทุนไม่ได้เป็นเพียงการให้สิทธิประโยชน์แก่การลงทุนทางตรงเท่านั้น แต่ควรดำเนินควบคู่ไปกับนโยบายการลงทุนอื่นๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพ ประเทศไทยควรหาอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อให้สามารถให้สิทธิประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม ปัจจุบันพบว่าประเทศไทยขาดแรงงานที่มีทักษะ ควรเปิดให้มีผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาทำงานมากขึ้นเพื่อให้มีการถ่ายทอดความรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะให้กับแรงงานในประเทศ และควรมีการส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศเพื่อดึงเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในประเทศไทย นอกจากนี้ ได้ยกตัวอย่างนโยบายการลงทุนของประเทศคอสตาริก้า ซึ่งมีการกำหนดสิทธิประโยชน์เจาะจงเพื่อสนับสนุนธุรกิจด้านเทคโนโลยี มีการกำหนดกลยุทธ์ที่ชัดเจนร่วมกับภาคเอกชนโดยจัดทำ MOU ร่วมกัน จัดตั้งองค์กรกลางเพื่อดูแลการลงทุน รวมถึงการอุดหนุนเพื่อฝึกอบรม และได้เสนอแนวทางการส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยโดยให้พิจารณาความเหมาะสมของประสิทธิภาพและประสิทธิผลของนโยบายการลงทุน การให้สิทธิประโยชน์ในการสนับสนุนนวัตกรรมและการวิจัยและพัฒนาโดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานควรจัดให้มีศูนย์กลางฐานข้อมูลการลงทุนของประเทศเพื่อให้เห็นภาพรวมและกำหนดนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ