
ไอเอส:อารยะโชว์โปรดักชั่น!
ไอเอส:อารยะโชว์โปรดักชั่น! : บทความพิเศษ
แม้กองกำลังของ “กลุ่มรัฐอิสลาม” หรือ ไอเอส จะไม่สามารถเทียบได้กับแสนยานุภาพของกองทัพสหรัฐ ทว่า ประเด็นที่น่าจับตาก็คือ ไอเอสยืนสู้และท้าทายประเทศมหาอำนาจมาได้ยาวนานหลายปี
ซ้ำยังดำรงความน่าสะพรึงด้วยการก่อเหตุรุนแรงขนาดใหญ่ได้เป็นระยะ โดยเฉพาะ “ระเบิดพลีชีพ” หรือ “ระเบิดฆ่าตัวตาย” รวมทั้งการโจมตีที่ไม่ได้หวังเอาชีวิตรอด จนเกิดคำถามว่า เหตุใดจึงมีนักรบยอมตายถวายชีวิตให้ไอเอสมากมายถึงเพียงนี้
ความต่างของไอเอสกับกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ ก็คือ ความสามารถในการใช้ “โซเชียลมีเดีย” หรือ “สื่อสังคมออนไลน์” ทั้งในการสร้างภาพลักษณ์ของพวกตนให้ดูน่าหวั่นกลัวยิ่งกว่าภาพจริง และการปลุกระดมให้กลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะคนหนุ่มฉกรรจ์ชาวมุสลิมจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก เข้าร่วมรบภายใต้ธงไอเอส
ว่าที่ ร.ท.อภิสิทธิ์ ไชยประสิทธิ์ เลขานุการเครือข่ายการพัฒนาองค์ความรู้การก่อการร้ายและการก่อความไม่สงบ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก มองปรากฏการณ์ไอเอสว่า เป็นการปรับกระบวนทัศน์การต่อสู้ครั้งใหญ่ของกลุ่มก่อการร้าย จากที่เคยมุ่งโจมตีทางกายภาพไปยังโลกออนไลน์ด้วย
“เพราะเมื่อใดที่ทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนหรือเป้าหมายอยู่อย่างหวาดกลัว และไม่มีความสุข ก็จะสามารถทำให้กลุ่มผู้ก่อการร้ายมีข้อต่อรองในการเรียกร้องจากรัฐได้”
“เมื่อประชาชนไม่มีความสุข เกิดความไม่พอใจ และออกมาเรียกร้อง ก็จะเข้าทางกลุ่มผู้ก่อการร้ายในการเข้ามาปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบทางการเมืองขึ้นได้ เห็นได้จากปรากฏการณ์ในหลายๆ ประเทศที่บานปลายกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะทุกมิติของงานความมั่นคงมีความสอดคล้องกันหมด”
จากการศึกษาของ ว่าที่ ร.ท.อภิสิทธิ์ พบว่า การโจมตีผ่านโลกไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีระบบอย่าง “แฮ็กเกอร์” การปล่อยไวรัสเข้าไปทำลายระบบคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่การใช้โซเชียลมีเดียในการปลุกระดมความเชื่อ หรือเพื่อสร้างความแตกแยก กลายเป็นเครื่องมือที่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดคนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สังคมมีปัญหา อันเป็นความต้องการพื้นฐานของกลุ่มก่อการร้าย
หากมองลึกไปถึงกลุ่มไอเอส ว่าที่ ร.ท.อภิสิทธิ์ บอกว่า สาเหตุที่กลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส เลือกใช้ช่องทางสื่อออนไลน์ในการกระจายข้อมูลข่าวสารและพฤติกรรมความโหดร้าย เพราะช่องทางการโจมตีด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยนี้ครอบคลุมการโจมตีทั้งหมด ทั้งการโจมตีที่ตัวบุคคล ทำลายความเชื่อ และการทำลายระบบ
“ต้องยอมรับว่า โลกออนไลน์มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันในระดับที่เป็น ‘สังคมโลกเสมือนจริง’ ไปแล้ว โซเชียลมีเดียจึงกลายเป็นคำตอบที่กลุ่มรัฐอิสลามต้องการในการเผยแพร่แนวคิด อุดมการณ์ และข้อมูลข่าวสารต่างๆ เขาคิดว่า หากสามารถนำภาพเหตุการณ์ความรุนแรงมาเผยแพร่บนโลกโซเชียลมีเดียได้ ก็จะทำให้คนทั่วโลกได้เห็นในสิ่งที่เขาทำ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับความรู้สึกของคน ทั้งในด้านลบ คือความหวาดกลัว และในด้านบวกของไอเอส คือทำให้คนที่เห็นด้วยในแง่ความเชื่อและศาสนา เกิดแรงบันดาลใจและพร้อมที่จะเข้าร่วมกับไอเอส”
ว่าที่ ร.ท.อภิสิทธิ์ อธิบายยกตัวอย่างปฏิบัติการของ กลุ่มโฮมโกรว์น ซึ่งหมายถึงครอบครัวมุสลิมอพยพที่ต่อมาลูกหลานของพวกเขาทำร้ายประเทศตัวเอง หรือกลุ่ม “โลนวูล์ฟ” หรือหมาป่าเดียวดายที่ออกล่าเหยื่อ หมายถึงคนที่มักอยู่คนเดียว รู้สึกแปลกแยกจากสังคม “สาร” ของไอเอสที่ส่งถึงคนกลุ่มนี้จะเน้นอุดมการณ์และการก่อความรุนแรงเพื่อทลายกำแพง ทำให้คนเหล่านี้มั่นใจและพร้อมออกปฏิบัติการคนเดียว
“สารแต่ละแบบจะถูกจัดทำและปรุงแต่งเนื้อหาให้เกิดความน่าสนใจ น่าติดตาม รวมถึงปฏิบัติตามได้ ถือเป็นพลังอำนาจในการสื่อสารที่กลุ่มรัฐอิสลามนำมาใช้”
ที่ ร.ท.อภิสิทธิ์ บอกอีกว่า การสร้างกระแสให้เกิดในโซเชียลมีเดียไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะไอเอสมีสมาชิกหลากหลายที่ถูกคัดเลือกมา และมีผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไอที โดยเฉพาะ แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ 1.คนที่ดูแลในส่วนของเนื้อหาที่จะนำเสนอ รวมถึงสามารถพัฒนาเนื้อหาได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อดูภาพความรุนแรงที่ไอเอสนำเสนอผ่านเว็บไซต์ยูทูบ จะพบว่ามีความน่าสนใจ และมีโปรดักชั่นระดับมืออาชีพ อาจเรียกได้ว่า เป็น “อารยะโชว์ โปรดักชั่น”
2.ทีมโซเชียลมีเดียที่คอยวางแผนนำเนื้อหาที่ถูกคิดขึ้นนั้น นำเสนอตามช่องทางต่างๆ ในโลกออนไลน์ เช่น มีการโปรยคำสั้นๆ ล่วงหน้าถึงเหตุการณ์ที่จะก่อเหตุ ทั้งในทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก เช่นคำว่า “โชคดีนะ...ปารีส” หรือแค่การโพสต์รูปหอไอเฟล ก็สามารถสร้างความตื่นตระหนกให้แก่คนทั่วไปได้แล้ว
“ส่วนสาเหตุที่ไอเอสไม่ลงมือทันที แต่ค่อยๆ ปล่อยข้อความหรือรูปภาพออกไปทางโซเชียลมีเดียทีละน้อยในลักษณะที่เป็นซีรีส์ย่อยๆ นั้น ก็เพื่อต้องการประกาศให้โลกได้เห็นว่า เขาพร้อมที่จะทำภารกิจ รวมถึงเป้าหมายที่จะก่อเหตุไม่ใช่แค่พื้นที่ที่เป็นฐานที่มั่น แต่สามารถปฏิบัติการที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้”
สำหรับการป้องกันนั้น ร.ท.อภิสิทธิ์แนะนำว่า “ผมเชื่อว่าทุกประเทศในโลกกำลังเร่งพัฒนาและให้ความรู้ในการใช้สื่อต่างๆ แก่ประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนป้องกันในระดับพื้นฐานที่ดีที่สุด แต่ก็ต้องมีหน่วยงานจากภาครัฐที่ทำหน้าที่เฝ้าระวังและตรวจสอบอย่างจริงจังด้วย”
เป็นคำกล่าวทิ้งท้าย โดยไม่ต้องสรุปว่าไทยมีความพร้อมในเรื่องเหล่านี้หรือยัง !



