ข่าว

ทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้พังกำไล

ทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้พังกำไล

30 ก.ค. 2552

ชาวบ้านและสัตวแพทย์ร่วมทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้พังกำไล ผอ.สถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างเผยเดินหน้าสร้างบ่อวารีบำบัดต่อ เพื่อไว้รองรับช้างบาดเจ็บในอนาคต ชี้การรักษาพังกำไลแสดงให้เห็นความร่วมมือของแพทย์และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย

หลังจากช้างพังกำไล ช้างที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลช้าง จ.สุรินทร์ นานกว่า 2 เดือน แต่ในที่สุดก็ล้ม เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2552 ที่ผ่านมา โดยในช่วงเย็นวันเดียวกันนายสมศักดิ์ ศาลางาม เจ้าของช้าง ได้นำพังกำไลขึ้นรถบรรทุก 10 ไปยังสุสานวัดป่าอาเจียง บ.ตากลาง ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ทันที เพื่อประกอบพิธีบังสุกุลให้กับพังกำไล ก่อนจะทำพิธีฝัง  ซึ่งการทำพิธีบังวสุกุลให้กับช้าง เป็นพิธีกรรมชาวกูยเลี้ยงช้างต้องถือปฏิบัติทุกครั้งที่มีช้างล้ม เนื่องจากชาวกูยเลี้ยงช้างถือว่า ช้าง เป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว  โดยการประกอบพิธีกรรม มีพระสงฆ์จากวัดป่าอาเจียงมาทำพิธีสวดให้ โดยมีชาวบ้านมาร่วมพิธีจำนวนมาก

 เวลา 06.00 น. วันที่ 30 กรกฎาคม 2552 นายสมศักดิ์ เจ้าของช้าง พร้อมญาติๆและชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ที่รักษาได้เดินทางมาจัดพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับพังกำไลอีกด้วย

           ต่อมา เวลา 09.00 น.ของวันเดียวกัน ที่โรงรักษาช้าง ศูนย์วิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ  หรือ โรงพยาบาลช้างจังหวัดสุรินทร์  ได้มีเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ และ เจ้าหน้าที่ทหารจากกองกำลังสุรนารี จังหวัดทหารบกสุรินทร์ ช่วยกันเก็บเวชภัณฑ์ยา และ อุปกรณ์อื่นๆ พร้อมทำความสะอาดเตียงไฮโดรลิค  ที่ใช้รักษาพังกำไล
 นายสัตวแพทย์หญิงภัทร เชื้อพลายเวช ผอ.สถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างฯ กล่าวว่า สาเหตุที่พังกำไลล้มเนื่องจาก เกิดการสำรอกอาหารมาอุดหลอดลม ขณะปรับเตียงให้นอนหลังทำความสะอาดบาดแผล  ทางแพทย์พยายามช่วยอย่างเต็มความสามารถ เกือบ 1 ชั่วโมง ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความสะเทือนใจกับคณะที่ทำการรักษามาก

                 สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้รักษาพังกำไล เช่น เตียงไฮโดรลิค ก็จะเก็บไว้ที่โรงพยาบาลช้างก่อน เพื่อพัฒนาและรักษาช้างเชือกต่อไป หากมีช้างเกิดล้มป่วยมารักษาพยบาบาล เช่นเดียวกับบ่อวารีบำบัดก็เช่นกัน  ที่คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างต่อไป เพื่อเป็นประโยชน์ในการรักษาช้างที่ป่วยมารักษาในอนาคต  "ต้องขอบคุณทุกส่วนที่เกี่ยวข้องที่เข้ามาช่วยเหลือ เช่น จังหวัดสุรินทร์  องค์การบริหารส่วนจังหวัด ทหาร ตำรวจ ภาคเอกชนและผู้ที่มีจิตศรัทธาทั้งประชาชนทั่วไปที่เข้ามามีส่วนช่วยเหลือสนับสนุน และเห็นความสำคัญของช้าง  ที่สำคัญ เรามีความปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถที่พระองค์ทรงพระราชทานความช่วยเหลือด้านต่างๆ เช่นทรงพระราชทานสัตวแพทย์พระราชทาน เข้ามาช่วยเหลือในการรักษาพังกำไล  ทำให้เราซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านเป็นล้นพ้น"

 ผอ.ศูนย์วิจัยและบริการสุขภาพช้างฯ กล่าวต่อไปว่า กรณีการรักษาพังกำไล นับว่ามีอีกหลายอย่างที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นในทางที่ดีหลายอย่าง เช่น การให้ความร่วมมือระหว่างแพทย์ที่ให้การรักษา   ซึ่งจะเห็นได้ว่าทุกคนมีความตั้งใจในการรักษาพังกำไล ซึ่งจะไม่พบเห็นบ่อยนัก  นับเป็นสิ่งที่ดีมาก

ทั้งนี้เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 ก.ค. 2552 ที่สถาบันวิจัย และบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ จังหวัดสุรินทร์ ตั้งอยู่ระหว่าง กม.ที่ 17-18 สายสุรินทร์-ปราสาท เป็นโรงพยาบาลช้าง คณะสัตวแพทย์ได้ช่วยกันทำการตรวจสุขภาพ พร้อมกับทำการรักษาบาดแผลให้กับ “พังกำไล” หรือ “พังแต๋น”เหมือนกับทุกวัน จนกระทั้งถึงเวลา 12.00 น.เศษ ของวันเดียวกัน คณะสัตวแพทย์กำลังตรวจร่างกาย และทำบาดแผลอยู่นั้น พังกำลังก็มีอาการดิ้น แล้วสำรอกอาหารที่กินไปเมื่อคืนนี้ออกมา ทางสัตวแพทย์ เห็นท่างทางของพังกำไลไม่ดี จึง ผ่อนเชือกที่พังกำไลในท่ายืน เป็นท่านอนแล้วช่วยกันปั้มหัวใจ แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตของพังกำไลไว้ได้ ทำให้พังกำไลสิ้นใจเสียชีวิตลงเมื่อเวลา 13.00 น

 นายสัตวแพทย์มาโนชญ์ ยินดี สัตวแพทย์ ที่ให้การรักษาพยาบาลพังกำไล บอกว่า ตอนสายวันนี้ ได้นำพังกำไลให้ยืนขึ้น พร้อมกับตรวจร่างกาย และรักษาบาดแผลให้พังกำไลเหมือนทุกวันที่ทำมา ในขณะตรวจร่ายกายนั้นพังกำไลมีอาการไม่ดี และมีอาการดิ้นพร้อมกับสำรอกอาหารที่กินไปเมื่อคืนนี้ออกมา จึงได้ผ่อนเชือกพังกำไลท่ายืนลงมาเป็นท่านอน แล้วช่วยกันปั้มหัวใจ แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตของพังกำไลไว้ได้

 ต่อมา ได้มีนายวิเชียร ชวลิต ผวจ.สุรินทร์ ทราบข่าวได้เดินทางมาดูพังกำไลบอกว่า ทางจังหวัดได้เร่งให้ทาง อบจ.นำรถเครนมาช่วยยกพังกำไล พร้อมให้น้ำรถ 10 ล้อมาบรรทุกพังกำไลไปยังบ้านที่ หมู่บ้านตากลาง ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ด่วน ในส่วนที่จะให้การช่วยเหลือควาญช้างนั้น จะมีการประชุมผู้ที่เกียวข้องอีกครั้งหนึ่ง

 นายสมศักดิ์ ควาญช้างบอกถึงความรู้สึกว่า ตนเองไม่คิดว่า พังกำไล จะมาล้มลงเร็วเกินไป เมื่อเช้านี้ก็ยังมีอาการตอบรับอยู่ตลอด ตนเสียใจมาก เพราะพังกำไลมีอายุได้ 11 ปีกว่า ส่วนซากของพังกำไลนั้น จะนำไปประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดป่าอาเจียง ที่หมู่บ้านช้าง ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เมื่อทำพิธีให้เสร็จแล้วก็จะทำพิธีฝังซากที่วัดนี้ทันที

 ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมมาว่า พังกำไล ได้ประสบอุบัติเหตุในพื้นที่ของ อ.ตาพยา จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2552 และมาล้มลงเสียชีวิต เมื่อ เวลา 13.00 นสง ของวันที่ 29 ก.ค. 2552 นับเป็นระยะเวลาที่รักษาตัว 2 เดือน

ปางช้างอยุธยาควัก6แสนซื้อพังนาตาลีบำบัดพฤติกรรมโหดดับ8ศพ

ส่วนความคืบหน้ากรณีช้างพังนาตาลี วัย 35 ปี ได้เกิดอาการติดสัตว์ และหลุดจากที่ควบคุมไปทำร้ายชาวบ้านที่ออกไปกรีดยางพาราในพื้นที่ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง จนเสียชีวิตพร้อมกันทั้ง 3 ศพ เมื่อคืนวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา จนทำให้เจ้าของประกาศขายแต่เนื่องจากประวัติพังนาตาลีเคยทำร้ายชาวบ้านเสียชีวิตมาแล้วรวม 8 ศพตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

 ล่าสุด ปางช้าง จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ซื้อพังนาตาลีไปบำบัดแล้ว  โดยเมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 29 ก.ค.ที่บริเวณลานหน้าวัดหน้าลา หมู่ 7 ต.แหลมสอม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง นายอิทธิพันธ์ ขาวละมัย เลขาธิการมูลนิธิพระคชบาล จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยควาญช้าง รวม 4 คน ได้ร่วมกันนำเหล้าขาว ธูปเทียน ดอกไม้ ตะขอและผลไม้ มาประกอบพิธีกรรมเพื่อเซ่นไหว้ครู เทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาตัวช้างพังนาตาลี วัย 35 ปี ก่อนที่จะมีการเคลื่อนย้ายช้างไปยังปางช้าง จ.พระนครศรีอยุธยา ตามความเชื่อของผู้ที่เลี้ยงช้าง โดยชาวบ้านจากในพื้นที่ ต.แหลมสอม ต.ทุ่งยาว และใกล้เคียง ที่ทราบข่าวให้ความสนใจเดินทางมาดูการประกอบพิธีกรรมดังกล่าว ประมาณ 200 คน

 ทั้งนี้ภายหลังจากประกอบพิธีกรรมดังกล่าวเสร็จ ก็ได้ให้นายพันธ์ ศาลางาม ซึ่งเป็นควาญช้างคนใหม่ประจำพังนาตาลี ขึ้นนั่งบนหลังช้าง โดยมีควาญช้างคนเก่าคอยควบคุมอย่างใกล้ชิด โดยพังนาตาลียอมให้นั่งบนหลังแต่โดยดี แต่ก็ยังมีอาการตื่นตกใจเล็กน้อยที่เห็นคนจำนวนมาก จึงไม่ยอมกินเงาะที่ควาญช้างโยนให้กินแต่อย่างใด

 ด้านนายอิทธิพันธ์ ขาวละมัย เลขาธิการมูลนิธิพระคชบาล จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ที่ผ่านมา ทาง ม.จ.หญิงรังษี นภดล ยุคล หลังจากทราบข่าวเกี่ยวกับพังนาตาลี ก็มีพระบัญชาประสงค์จะขอซื้อพังนาตาลี จากนายสมโชคเจ้าของ ในราคา 6 แสนบาท เพื่อนำมาบำบัดที่ปางช้าง จ.พระนครศรีอยุธยา โดยทางมูลนิธิจะนำพังนาตาลีไปดูแลร่วมกับช้างเชือกอื่น เพื่อสร้างความคุ้นเคย ซึ่งเชื่อว่าสามารถจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเดิมได้

 นายอิทธิพันธ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับพังนาตาลีนั้น เดิมเคยเป็นช้างป่าอยู่ร่วมกันเป็นโขลง เป็นช้างที่มีพลังลักษณะสวมงามมีสง่าราศรี งวงสั้น หูปรก ใครได้ครอบครองก็จะโชคดี แต่เมื่อออกมาอยู่ตัวเดียว ก็อาจจะมีพฤติกรรมของความเป็นส่วนตัวสูง และที่ผ่านมาเคยได้รับการฝึกอย่างดีมาจากควาญช้างแล้ว และมีนิสัยรักควาญช้างที่ดูแลเอาใจใส่อย่างดี มีอาหารให้กิน แต่มักจะไม่ชอบทำงานหนักชักลากไม้ แต่เมื่อแยกไปอยู่ตัวเดียวก็มีอาการเหงา

 ประกอบกับอยู่ในช่วงที่ติดสัดหาตัวผู้ผสมพันธุ์ไม่ได้ ก็เกิดอารมณ์หงุดหงิด หลุดออกมาจากที่ควบคุม จนมาเจอชาวบ้านที่เคราะห์ร้ายแต่ด้วยความตกใจ จึงทำให้ทำร้ายคนแบบไม่ตั้งใจจนเสียชีวิตดังกล่าว ดังนั้นคนที่เลี้ยงช้างก็ต้องรู้จักให้ช้างเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน และที่สำคัญต้องมีความเข้าใจในธรรมชาติของมันด้วย ว่าช้างเป็นสัตว์สังคม ถ้าเข้าใจแล้วก็จะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น

 อย่างไรก็ตาม เลขาธิการมูลนิธิพระคชบาล จ.พระนครศรีอยุธยากล่าวต่ออีกว่า จากการดูลักษณะของพังนาตาลีแล้ว คงใช้เวลาไม่นานในการฝึกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมาพังนาตาลีเคยได้รับการฝึกจากควาญช้างเดิมแล้ว ไม่น่ามีปัญหา ซึ่งจากการพูดคุยกับนายสมโชค เจ้าของ ทำให้ทราบว่า ที่ผ่านมาทางนายสมโชคเองก็มีความผูกพันรักช้าง และดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ซึ่งทางทีมงานตนก็รักช้างเหมือนกัน ส่วนการเปลี่ยนชื่อพังนาตาลีใหม่นั้นต้องหารือกับทางคณะกรรมการช้างอีกครั้ง

 ด้านนายพันธ์ ศาลางาม ควาญช้างประจำปางช้าง จ.พระนครศรีอยุธยาและควาญช้างคนใหม่ประจำพังนาตาลี กล่าวว่า ที่ผ่านมาเลี้ยงช้างมานานกว่า 10 ปีแล้ว พอจะมีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับช้างเป็นอย่างดี แต่สำหรับพังนาตาลีนั้น หลังจากทราบประวัติว่าเคยทำร้ายคนจนเสียชีวิตมาแล้ว 8 ศพ ยอมรับว่า ก็รู้สึกกลัวเหมือนกัน เพราะยังไม่คุ้นเคยกันดี และก็เพิ่งเห็นตัวจริงเป็นวันแรก ซึ่งก็คงต้องใช้เวลาในการศึกษานิสัยใจคอของมันจากเจ้าของเดิมสักระยะ เชื่อว่าคงใช้เวลาไม่นานในการฝึกให้เป็นช้างตัวใหม่

 ขณะที่ ร.ต.อ.สนจิตร หมะโอ๊ะ พนักงานสอบสวน สภ.ปะเหลียน เจ้าของคดี กล่าวว่า ขณะนี้ตนต้องเร่งทำเรื่องนำช้างออกจากพื้นที่โดยเร็ว เพราะเป็นห่วงความรู้สึกของชาวบ้านที่ยังหวาดกลัวจนไม่ได้กรีดยางตามปกติ ทำให้ขาดรายมาเลี้ยงครอบครัวก่อน ส่วนในเรื่องของคดี นั้น คงต้องรอให้นายสมโชค เจ้าของพังนาตาลี กลับจากเดินทางไปส่งช้างที่ปางช้าง จ.พระนครศรีอยุธยาก่อน ถึงจะพิจารณาสรุปข้อเท็จจริงได้

 ส่วนเรื่องของการตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ผ่านมา ได้เรียกนายสมโชคและญาติผู้เสียหาย 2 คน คือ นางจินตนา ช้างขาว และนางปรียา เมฆฉาย มาตกลงเจรจา และก็ได้ข้อสรุปตกลงในส่วนของจำนวนเงินเรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับหนังสือการตรวจความถูกต้องของช้าง ทั้งในเรื่องโรคประจำตัวช้าง และตั๋วรูปพรรณของพังนาตาลี ขณะนี้ยังไม่ส่งถึงมือ

 ต่อมาทาง นายอิทธิพันธ์ เลขาธิการมูลนิธิพระคชบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ได้นำเงินบริจาคที่ได้รับจากผู้มีจิตศรัทธารักช้าง จำนวน 6 แสนบาท ที่ทางบริษัท กันตนา จำกัด ดารานักแสดงจากฮ่องกง ซึ่งมีทั้งเงินสดและเหรียญ มามอบให้กับนายสมโชค ชูบาล เจ้าของพังนาตาลี

 ขณะเดียวกันทางชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ต.ทุ่งยาว ซึ่งมีนายยรรยง วิศุภการ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 5 ต.ทุ่งยาว ก็ได้นำเงินสดจำนวน 20,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่รวบรวมจากชาวบ้าน นำมามอบให้กับนายสมโชค เพื่อช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายพังนาตาลีด้วยเช่นเดียวกัน โดยมีนายณรงค์ หนูเนียม ปลัดอำเภอปะเหลียน พ.ต.อ.ภวัต ชาญประสิทธิ์ ผกก.สภ.ปะเหลียน และชาวบ้านจำนวนมาก ร่วมกันเป็นสักขีพยานในการส่งมอบเงินครั้งนี้

 นายสมโชค ชูบาล เจ้าของพังนาตาลี บอกว่า ขอบคุณและดีใจที่ผู้มีจิตศรัทธาที่ช่วยกันบริจาคเงิน เพื่อซื้อพังนาตาลีไปบำบัดที่ปางช้าง แม้ว่าส่วนลึกจะเสียดายรักและผูกพันเหมือนลูกมากก็ตาม เพราะไม่ได้เลี้ยงไว้ใช้งานอย่างเดียว แต่ก็ต้องยอมตัดใจขาย เพื่อความสบายใจของชาวบ้าน และจะนำเงินที่ได้ 6 แสนบาท ชดเชยให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้ง 3 คน โดยศพของนางปรียา เมฆขาว ชดเชยให้ 1.3 แสนบาท ส่วนของนางจินตนา ช้างขาว ซึ่งตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน ขอค่าชดเชยเพิ่มเป็น 2 แสนบาท แต่สำหรับนายโสภณ จินาหล้า นั้นทางตนพร้อมที่จะจ่ายเงินชดเชยให้ 1.5 แสนบาท แต่ทางญาติไม่ยอมขอเรียกร้องเงินจำนวน 3 แสนบาท ทำให้จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถตกลงกันได้

 นอกจากนี้เจ้าของพังนาตาลี ยังบอกอีกว่า ยังไม่แน่ใจว่าจะซื้อช้างตัวใหม่ เพื่อนำมารับจ้างชักลากไม้ยางพาราแทนพังนาตาลีอีกหรือไม่ ส่วนหลังจากนี้จะเดินทางไปเยี่ยมพังนาตาอีกหรือไม่นั้น นายสมโชค บอกว่า แล้วแต่โอกาส

 ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งประกอบอาชีพทำสวนยางพารา ได้บอกว่า รู้สึกดีใจที่พังนาตาลีได้ถูกซื้อไปบำบัดไปอยู่ที่อื่นใหม่ แต่ก็เข้าใจความรู้สึกของเจ้าของช้างว่า คงรู้สึกเสียดายช้างเหมือนกัน แต่เพื่อความสบายใจของชาวบ้านก็ควรจะตัดใจขาย และเชื่อว่าหลังจากนี้ชาวบ้านก็คงจะออกไปกรีดยางพาราตามปกติ โดยที่ไม่ต้องตกใจขวัญผวากลัวว่าช้างจะทำร้ายอีก เพราะที่ผ่านมาจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวบ้านต้องตกอยู่ในสภาพขวัญผวาจนไม่กล้าออกไปกรีดยางพารา จนทำให้ขาดรายได้เลี้ยงครอบครัวจำนวนมาก ส่วนช้าง 3 เชือกที่เหลืออยู่ในพื้นที่นั้น ชาวบ้านไม่หวาดกลัวแต่อย่างใด เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่เคยมีประวัติทำร้ายคนจนเสียชีวิตเหมือนกับพังนาตาลี

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเคลื่อนย้ายพังนาตาลี ไป จ.พระนครศรีอยุธยา จะเดินทางในช่วงเย็น เพื่อไม่ให้ช้างร้อนและเกิดความเครียด และต้องรอการออกใบอนุญาตเคลื่อนย้ายช้างจากทางปศุสัตว์ จ.ตรัง ด้วย