
เงินทองต้องรู้ : 3 เดือนจากนี้
22 ก.พ. 2559
เงินทองต้องรู้ : 3 เดือนจากนี้ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
เช้าวันจันทร์ต้นสัปดาห์ที่แล้ว น้องขายพวงมาลัยหน้าออฟฟิศชวนคุยว่า เดี๋ยวนี้พวงมาลัยขายดิบขายดี นั่งร้อยจนมือเป็นระวิง ขายแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็หมดแล้ว ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่า ‘ดีแล้ว ขายดี มีรายได้ ก็ดีทั้งนั้นแหละ’ จนเดินคล้อยหลังมาได้สักพัก ถึงนึกขึ้นได้ว่า การที่พวงมาลัยขายดิบขายดีสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจซบเซา อาจเป็นเพราะผู้คนต่างหมดหวังกับชีวิตความเป็นอยู่ จนต้องหันไปพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ย้ำอีกครั้งว่า เป็นข้อสันนิษฐานแบบลอยลมของตัวเอง ที่คิดไปคนเดียว และก็เดินยิ้มไปคนเดียว
คล้ายๆ กับข้อสันนิษฐานที่เคยคุยกับเจ้าของร้านหนังสือเล็กๆ ที่แวะเวียนไปนั่งสนทนากันเป็นประจำ หลังจากเจ้าของร้านหนังสือเปิดฉากถามว่า “ชอบดูดวงมั้ย”
ถามแบบนี้ เพราะเจ้าของร้านหนังสือมีข้อสันนิษฐานเป็นการส่วนตัวว่า คนที่ชอบดูดวงหรือมักจะใช้บริการหมอดูบ่อยๆ ส่วนหนึ่งก็อาจจะต้องการ “หาที่พึ่ง” ซึ่งไม่อาจหมายรวมได้ว่า คนที่ชอบดูดวงทั้งหมดเป็นคนจิตใจไม่เข้มแข็ง ต้องหาสิ่งยึดเหนี่ยว เพราะแต่ละคนก็มีเหตุและปัจจัยต่างกัน ยกเว้นก็แต่พวกที่ขายบ้านขายรถหมดเนื้อหมดตัว เป็นหนี้เป็นสินรุงรัง เพราะชอบดูดวง พวกนี้ไม่ใช่แค่หาที่พึ่ง แต่ยังเข้าข่ายจิตอ่อนและเข้าขั้นงมงาย
ปัญหาที่กดทับทำให้คนส่วนใหญ่หมดหวัง และต้องหาที่พึ่งทางใจ ไม่ใช่ด้านรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น เพราะตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า ราคาสินค้าและบริการไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ราคาน้ำมันก็ลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ แต่แรงกดทับสำคัญมาจากฝั่ง “รายได้” ที่ไม่เพิ่มขึ้น หรือเพิ่มขึ้นไม่เพียงพอที่จะตอบสนองการใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้
จะมีใครจุดธูปบอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า “ขอให้รายจ่ายลดลง” มีแต่จะ “ขอให้รายได้เพิ่ม งานเข้าเยอะๆ รวยๆ” กันทั้งนั้น
ความกังวลจากความแห้งแล้งทางเศรษฐกิจ ทำให้การจับจ่ายใช้สอยลดลง ส่งผลวนกลับมากระทบกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอีกระลอก ตัวเลขล่าสุดจากการรายงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2558 อยู่ที่ระดับ 2.8% ต่ำกว่าความคาดหวังของรัฐบาลที่พยายามกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ในระดับ 3% พร้อมกับที่สภาพัฒน์ปรับลดการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้จากกรอบเดิมที่ 3.0-4.0% เหลือ 2.8-3.8% แม้ว่าในช่วงปลายปีที่แล้ว รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยแคมเปญช็อปปิ้งช่วยชาติ แต่ “ตัวเลข” ก็ยังไม่ถึงเป้าหมาย
ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) อธิบายปรากฏการณ์กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ขึ้นนี้ว่า เป็นเพราะ “หนี้ภาคครัวเรือน” เป็นปัจจัยถ่วง เพราะสัดส่วนหนี้ภาคครัวเรือนอยู่ในอัตราที่สูง ไม่ว่าจะเอาเงินใส่ในระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแค่ไหน เงินก็จะถูกนำไปใช้หนี้ก่อน จนไม่เหลือสำหรับการจับจ่ายใช้สอย ดังนั้น ความคึกคักทางเศรษฐกิจจึงไม่เกิด
มีบทความที่น่าสนใจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยว่าด้วย ผลสำรวจภาวะการครองชีพของครัวเรือน อาจจะออกแนววิชาการ แต่ก็สะท้อนมุมมองที่เป็น “จริง” หลายอย่าง เช่น ผลสำรวจสะท้อนว่า ความกังวลที่เพิ่มขึ้นต่อประเด็นค่าครองชีพในส่วนอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากสถานการณ์ราคาสินค้านั้น เริ่มย้อนกลับมากดดันบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนอีกครั้ง จนทำให้ดัชนีภาวะเศรษฐกิจของครัวเรือนเดือนมกราคมที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน
ครัวเรือนในผลสำรวจมีมุมมองที่ระมัดระวังมากขึ้นต่อภาวะการครองชีพ ซึ่งประเด็นที่เป็นข้อกังวลหลักจะอยู่ที่ “ตัวแปรด้านกำลังซื้อของประชาชน” ที่อ่อนไหวไปตามสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวม โดยเฉพาะ มุมมองต่อสถานการณ์รายได้ ทั้งในส่วนของการมีงานทำและค่าตอบแทนจากการทำงาน และ มุมมองต่อภาระการชำระหนี้ ที่กลับมาสะท้อนภาพที่เป็นเชิงลบมากกว่าเดือนก่อน โดยเฉพาะในส่วนของครัวเรือนที่ไม่มีรายได้ประจำ เช่น อาชีพรับจ้างหรือเกษตรกร และครัวเรือนที่มีรายได้ประจำบางส่วน
ดัชนีสะท้อนมุมมองต่อสถานการณ์รายได้ ลดลงจาก 46.6 ในเดือนธันวาคม เหลือ 46.3 ในเดือนมกราคม ขณะที่ดัชนีสะท้อนภาระหนี้สิน ลดวูบจาก 46.5 เหลือ 45.0 ซึ่งเป็นไปได้ว่า ความกังวลต่อภาระหนี้สิน น่าจะเป็นภาพที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่ครัวเรือนหลายส่วนมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีก่อน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุด้วยว่า ถ้ามองในมุมของครัวเรือนแล้ว แม้ว่าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำได้ต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนข้างหน้า แต่ภาวะการครองชีพเกือบทุกด้าน ทั้งภาระค่าใช้จ่าย หนี้สิน และรายได้ จะยังคงเป็นข้อกังวลที่ครัวเรือนส่วนใหญ่คำนึงถึงในชีวิตประจำวัน ความกังวลดังกล่าวจึงกดดันให้ดัชนีมุมมองการคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ในเดือนมกราคม 2559 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 46.6 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน
ดังนั้น โดยสรุปคือ สภาพแวดล้อมในอีก 2-3 เดือนข้างหน้านับจากนี้ น่าจะเป็นช่วงที่สถานการณ์การครองชีพของครัวเรือนยังอ่อนไหวต่อปัจจัยลบ ทั้งจากเรื่องความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลกที่เชื่อมโยงกับรายได้ของธุรกิจและการจ้างงานในภาคส่งออกของไทย ตลอดจนสภาพอากาศที่แล้งจัดเมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนเมษายน ที่จะมีผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร พร้อมๆ กับรอดูผลด้านบวกของเศรษฐกิจระดับฐานรากที่ได้รับจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการเร่งใช้จ่ายของภาครัฐที่เพิ่มเติมเข้ามาตั้งแต่ในช่วงต้นปี
ทั้งหมดนี้บอกอะไร? ทั้งหมดนี้บอกว่า ครัวเรือนยังไม่เชื่อมั่น ยังมีความระมัดระวัง ขณะที่บรรยากาศการใช้จ่ายของภาคเอกชน น่าจะยังคงมีกรอบการฟื้นตัวที่จำกัดในปีนี้ เนื่องจากสัญญาณการฟื้นตัวของกำลังซื้อและรายได้ ยังไม่กระจายตัวครอบคลุมลงไปในครัวเรือนทุกระดับ
บทความเชิงวิชาการอาจจะอ่านแล้วยาก แต่สรุปง่ายๆ คือ เรายังต้องเผชิญกับภาวะเหือดของเงินในกระเป๋า เป็นความฝืดเคืองในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า และเพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับการวางแผนทางการเงินระยะสั้น เพื่อบ่งบอกอนาคตและความเป็นอยู่ในระยะยาว แบบที่ไม่ต้องพึ่งพาหมอดู
-------------------
(เงินทองต้องรู้ : 3 เดือนจากนี้ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



