
พท.ออกแถลงการณ์วิพากษ์ร่างรธน.
20 ก.พ. 2559
พท.ออกแถลงการณ์วิพากษ์ร่างรธน. จวกแค่ละครน้ำเน่าทางการเมือง เชื่อมีเป้าหมายเพื่อลิดรอนและกำจัดพรรคเป็นการเฉพาะ
วันที่ 20 ก.พ.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงพรรคเพื่อไทย วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ โดยมีใจความสรุปได้ว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งแต่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน จนถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่มีนายมีชัยเป็นประธาน เป็นเพียงละครน้ำเน่าทางการเมือง เช่นเดียวกับการร่างรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนภายหลังการรัฐประหารบนเส้นทางประชาธิปไตย 80 ปีเศษ ?พรรคเพื่อไทยขอให้ผู้เกี่ยวข้องและประชาชนได้ทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ถึงปัญหาร้ายแรงที่บ้านเมืองกำลังเผชิญอยู่ และเราทุกคนต้องร่วมกันแก้ไขโดยเร่งด่วน ด้วยเหตุผลดังนี้
1. ประเทศต้องปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันเป็นที่ยอมรับของสากล ประเทศในโลกเกือบทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งแม้จะแตกต่างกันบ้างในรูปแบบ แต่จะมีหลักการและโครงสร้างที่เป็นสากลเหมือนกันคือ มีรัฐธรรมนูญเป็นกติกาสูงสุดเพื่อการอยู่ร่วมกัน และการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลหนึ่งสู่อีกรัฐบาลหนึ่งอย่างสันติ โดยการตัดสินใจอย่างอิสระของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มีการแบ่งแยกการใช้อำนาจในองค์กรหลักๆ เช่น รัฐสภา รัฐบาล ศาล หรือแม้แต่องค์กรอิสระอย่างมีดุลยภาพ มีการรับรองคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชนและของภาคส่วนต่างๆ ของสังคมอย่างทั่วถึง เป็นรูปธรรม มีการจำกัดและตรวจสอบอำนาจขององค์กรต่าง ๆ ที่ใช้อำนาจรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ มีการเคารพในสิทธิมนุษยชนและพันธกรณีระหว่างประเทศบนพื้นฐานของหลักนิติธรรม
ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเห็นว่า รัฐธรรมนูญไทยฉบับถาวรในอดีตหลายฉบับมีความเป็นประชาธิปไตยตามหลักสากล และผสมผสานความเป็นไทยได้อย่างเหมาะสมมาอย่างต่อเนื่อง โดยผ่านการปรับปรุงพัฒนาผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนมาโดยลำดับ ?แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ประเทศเราต้องตกอยู่ภายใต้การยึดอำนาจปกครองโดยคณะทหาร ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่ และประกาศใช้รัฐธรรมนูญแบบชั่วคราวที่เป็นเผด็จการที่ตนเองร่างขึ้น ตั้งองค์กรฝ่ายต่างๆ มาใช้อำนาจอธิปไตยโดยความคิดของเนติบริกรเพื่อให้ดูชอบธรรมว่ามิได้ใช้อำนาจสิทธิขาดโดยลำพัง แต่แท้ที่จริงแล้วคือ การยกอำนาจของปวงชนชาวไทยให้แก่ผู้ยึดอำนาจการปกครองประเทศ ยึดอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นของปวงชนชาวไทย โดยสถาปนาตนเองว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ด้วยเหตุนี้การล้มล้างรัฐธรรมนูญจึงเป็นการล้มล้างกติกาและองค์กรตามระบอบประชาธิปไตยที่ดำรงอยู่ ด้วยการให้ผู้ทำรัฐประหารมีอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ศาลเองก็น่าจะรับรองแนวคิดเผด็จการเช่นนี้เรื่อยมา ซ้ำยังยอมรับการนิรโทษกรรมตนเองของพวกรัฐประหารที่ล้มล้างทุกอย่างว่า น่าจะเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญอีกด้วย
2. ต้องยุติการใส่ร้ายและทำลายพรรคการเมืองและบุคลากรทางการเมือง ขณะนี้มีการใส่ร้ายและทำลายพรรคการเมืองและนักการเมืองในภาพรวมว่าเป็นสิ่งไม่ดี ได้อำนาจมาด้วยการซื้อเสียง มีการทุจริต และสร้างความเสียหายในการบริหารบ้านเมือง เลยเถิดไปถึงกรณีว่าไม่จงรักภักดี และสร้างความแตกแยก จนนายมีชัยยังสร้างวาทกรรมว่า ร่างรัฐธรรมนูญของตนเป็นฉบับปราบโกง พรรคเพื่อไทยเห็นว่าในทุกอาชีพไม่ว่าจะภาครัฐหรือเอกชนล้วนมีคนดีและคนไม่ดี ในทุกองค์กรย่อมมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน เป็นเช่นนี้ทั้งโลก ในวงการข้าราชการรวมถึงทหารก็มีการเล่นพวก วิ่งเต้นตำแหน่ง มีการทุจริตในโครงการต่าง ๆ แม้แต่ศาลและองค์กรอิสระก็มีกรณีที่เห็นได้ว่าเป็นไปแบบสองมาตรฐานเพราะน่าจะเลือกปฏิบัติโดยใช้อคติ ดังนั้น การปราบโกงโดยแท้จริงจึงต้องมีมาตรการสำหรับทุกๆ ฝ่ายที่ใช้อำนาจรัฐ มิใช่มุ่งแต่ฝ่ายการเมืองพรรคการเมืองและนักการเมืองจะดีหรือไม่ดี ขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่ตัดสินโดยเผด็จการหรือบุคคลที่ไม่เคารพอำนาจตัดสินใจของประชาชนและดูถูกประชาชน และหากกระทำผิดกฎหมายก็ว่าไปตามหลักกฎหมายอย่างยุติธรรม ปราศจากอคติ ทั้งนี้ ที่กล่าวมาข้างต้น คือปัญหาที่เราต้องช่วยกันวิเคราะห์ถึงต้นเหตุ และหาทางแก้ไขร่วมกัน ไม่ใช่ยกตัวเองว่าดีและด่าว่าผู้อื่น หรือเอาดีใส่ตัวเอง เอาชั่วใส่คนอื่น
คณะรัฐประหารได้ประกาศอย่างชัดเจนถึงบันได 4 ขั้นว่า เหตุผลของการยึดอำนาจคือ 1.โค่นล้ม “ทักษิณ” 2. ยึดทรัพย์และดำเนินคดีกับ “ทักษิณ” 3. ยุบพรรคไทยรักไทย ห้ามกรรมการบริหารพรรคเล่นการเมือง 5 ปี และ4. เปลี่ยนขั้วการเมือง ให้พรรคการเมืองใหญ่อีกพรรคหนึ่งเป็นรัฐบาล ซึ่ง 3 ขั้นแรกผ่านไปอย่างสะดวก ด้วยการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เช่น การยุบศาลรัฐธรรมนูญและตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นแทน การออกประกาศของคปค.ว่าถ้าพรรคการเมืองถูกยุบ กรรมการบริหารทุกคนจะถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ซึ่งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญก็นำเอาเหตุที่พรรคการเมืองบางพรรคกล่าวหาว่ากรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 2 คนจ้างพรรคเล็กมาเป็นเหตุในการยุบพรรค และตุลาการเสียงข้างมากก็วินิจฉัยว่าประกาศคปค. มีผลย้อนหลังไปตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คนได้ แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านมา 10 ปี ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ไม่ปรากฏว่ามีคนของพรรคไทยรักไทยจ้างพรรคเล็ก กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกกล่าวหาถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ สรุปคือ แม้จะถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ถือว่าช่วยไม่ได้ การปกครองแบบนี้ใช่ไหมที่ภูมิใจว่าดีกว่าของนักการเมือง ?ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญในเดือนกันยายน 2551 ได้วินิจฉัยให้นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะร่วมรายการ “ชิมไปบ่นไป” ที่นายสมัครเป็นพ่อครัวในรายการมาตั้งแต่ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้นเมื่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตยแบบกระทันหันในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 เป็นผลให้นายสมชายและกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนรวม 109 คนถูกตัดสิทธิการเมือง 5 ปี ในที่สุดแผนบันได 4 ขั้นก็เป็นจริง เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อ 17 ธันวาคม 2551
3. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยตอบโจทย์อะไร ?การที่นายมีชัยจะใช้ระบบเลือกตั้งแบบนายบวรศักดิ์แต่เปลี่ยนแปลงบางส่วน เช่น ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมด นายกรัฐมนตรีเป็นคนนอกได้ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรควบคุมและตัดสินทุกองค์กร และตีความรัฐธรรมนูญได้ตามใจชอบ การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยผู้ที่มาจากการเลือกตั้งไม่อาจเป็นไปได้เลย วางคุณสมบัติและข้อห้ามคนจะเป็นนักการเมืองไว้เข้มงวด จนตั้งฉายาฉบับของตนว่า “ฉบับปราบโกง” ยังไม่นับการซ่อนเงื่อนอีกมากมายเพื่อทำลายอำนาจของประชาชนที่จะไปเขียนไว้ในกฏหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดนี้น่าจะเข้าใจได้ไม่ยากว่าขบวนการเหล่านี้กำลังทำอะไร เรื่องความสมานฉันท์ปรองดองนั้นเลิกคิดไปได้ เพราะเป็นเพียงวาทกรรมเพื่อทำให้พวกตนดูไม่น่าเกลียด เรื่องปฏิรูปก็ทำเป็นคึกคักพอเป็นพิธีเพื่อใส่ร้ายว่าการบริหารบ้านเมืองโดยนักการเมืองไม่ดี ต้องมีการปฏิรูป ?ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยกำลังวางเงื่อนไขให้เกิดบันได 4 ขั้นใหม่เพื่อเสริมและต่อยอดให้กับบันได 4 ขั้นเดิม นั่นคือ 1.พรรคเพื่อไทยต้องไม่ได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้ง 2. ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมาก หรือข้างมากเด็ดขาดและเป็นรัฐบาล ก็จะเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอที่สุด แก้ปัญหาอะไรไม่ได้หรือมิเช่นนั้นก็ต้องยอมสนับสนุนคนนอกพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี 3.การขับไล่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยในอนาคตไม่ต้องอาศัยการรัฐประหาร แต่ทำได้โดยศาลรัฐธรรมนูญ 4.ในทุกกรณีประเทศจะถูกปกครองเชิงลึกโดยองค์กรและกลไกของคนส่วนน้อยที่ไม่ได้มาจากประชาชน
การพยายามยกหลักการโน้นหลักการนี้และมาตราต่างๆ ที่ประดิษฐ์ขึ้นว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นเพียงวาทกรรมของพวกเนติบริกรที่ไม่เคยมีความจริงใจให้แก่ใคร ไม่เข้าใจประชาธิปไตยหรือคำว่าอำนาจของประชาชน เพราะพวกเขามีตำแหน่งอยู่ในแทบทุกรัฐบาลในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่ารัฐบาลแบบใด ?พรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่า สังคมต้องเข้าใจให้เท่าทันความคิดและผลประโยชน์ของพวกเนติบริกร และต้องช่วยกันหยุดยั้งไม่ให้ร่างรัฐธรรมนูญเช่นนี้ทำร้ายประเทศและประชาชนอย่างไม่มีวันสิ้นสุดต่อไป
4. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยจะทำให้ประเทศชาติและประชาชนเสียหายอย่างไร พรรคเพื่อไทยเห็นว่าประชาชนจะสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 80 ปีเศษ ดังนี้ อำนาจอธิปไตยที่ถือเป็นของปวงชนชาวไทยมาตั้งแต่ พ.ศ.2475 จะไม่มีความหมาย เพราะประชาชนไม่อาจตัดสินใจเลือกตั้งผู้แทนของตนในสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างอิสระอีกต่อไป และไม่มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา สิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมในการใช้อำนาจอธิปไตย การได้รับสวัสดิการด้านสาธารณสุข หลักประกันสำหรับราคาพืชผลการเกษตร การชุมนุมเรียกร้องและการแสดงความคิดต่างๆ จะถูกลิดรอนไปอย่างมากจนเหลือเพียงแค่ไปลงคะแนนเลือกตั้งด้วยบัตรเพียงใบเดียว ทั้งๆ ที่เลือกผู้แทน 2 ประเภท
นอกจากนี้ นโยบายพรรคการเมืองที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกส่วนในสังคม โดยเฉพาะผู้ที่ยากไร้และเสียเปรียบจะถูกองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นประชานิยม ขัดต่อหลักการเศรษฐกิจของรัฐธรรมนูญ และอาจขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติที่คณะรัฐประหารชุดนี้สร้างขึ้นเพื่อใช้บังคับต่อไปอีก 20 ปี ทั้งๆ ที่นโยบายหลายเรื่องนั้นเป็นไปเพื่อสร้างโอกาสและความเข้มแข็งในการทำมาหากิน ช่วยลดรายจ่าย กระจายรายได้ และสร้างความเป็นธรรมในทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น แต่ถ้าเป็นพรรคการเมืองที่อิงกับเผด็จการ หากมีนโยบายเช่นนั้นบ้างก็จะได้รับการตีความว่าเป็นประชารัฐ ทำได้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
อีกทั้ง แม้ประชาชนจะลงคะแนนอย่างท่วมท้นเลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเป็นรัฐบาล แต่ถ้าพรรคการเมืองนั้นไม่ยอมให้กับอำนาจนอกระบบ เช่น การสนับสนุนคนนอกพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคการเมืองนั้นก็จะถูกขัดขวางจากศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และการใช้อำนาจนอกระบบที่ขัดหลักนิติธรรมจนตั้งรัฐบาลไม่ได้ หรืออาจถูกยุบพรรคด้วยเหตุต่างๆ เช่นในอดีต และแม้หากตั้งรัฐบาลได้ ก็ต้องเป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากท่วมท้น แต่อ่อนแอที่สุด ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยกำหนดให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ได้ยากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน จนถึงขั้นที่พรรคการเมืองที่ได้ชัยชนะการเลือกตั้งถึงร้อยละ 90 ก็ยังแก้ไขไม่ได้ รวมถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยมุ่งปกป้องการรัฐประหาร ผู้ทำรัฐประหาร และผู้ปฏิบัติงานที่ร่วมมือกับคณะรัฐประหาร รวมถึงนายมีชัยและพวกอย่างชนิดไม่อายฟ้าดิน ไม่เห็นหัวประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มีผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่สนใจสังคมโลกที่ต้องการเห็นการเคารพหลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน และพันธกรณีระหว่างประเทศ เพราะนายมีชัยซึ่งเป็นหนึ่งในคสช. ให้คงคสช.และอำนาจของหัวหน้า คสช. ซึ่งเป็นทั้งนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการไว้ในบทเฉพาะกาลจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ ซึ่งยาวนานถึง 15 เดือนเศษนับตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญใหม่ และยังรับรองการนิรโทษกรรมตนเองของ คสช.ตามรัฐธรรมนูญ 2557 ตลอดจนให้ถือว่าการกระทำของคสช.รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าของบุคคลใดชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายทั้งสิ้น
พรรคเพื่อไทยจะได้คะแนนเสียงมากหรือน้อย จะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญขอให้ประชาชนตัดสินอนาคตของเขาอย่างอิสระภายใต้บรรยากาศที่เป็นธรรม และเคารพการตัดสินใจของประชาชนอย่างแท้จริง ที่สำคัญยิ่งคือ ประชาชนควรจะมีโอกาสอย่างแท้จริงที่จะได้พิจารณาตัดสินใจเลือกกติกาที่จะมากำหนดทิศทางประเทศ เป็นกติกาที่เอื้อต่อการพัฒนาฟื้นฟูประเทศ และเป็นกติกาที่จะไม่ส่งผลเสียหายต่อประเทศในระยะยาว แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยจะมีเป้าหมายเพื่อลิดรอนและกำจัดพรรคเพื่อไทยเป็นการเฉพาะ ดังที่ได้ชี้ให้เห็นแล้วข้างต้น พรรคเพื่อไทยมิได้วิตกกังวลไปกับกรณีดังกล่าวมากไปกว่าความห่วงใยต่อผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติและประชาชน ความห่วงใยต่อการเคารพอำนาจอันแท้จริงของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย



