ข่าว

เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงเราเลยต้องบินนานขึ้น

เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงเราเลยต้องบินนานขึ้น

20 ก.พ. 2559

เวิลด์วาไรตี้ : เพราะอากาศเปลี่ยนแปลง เราเลยต้องบินนานขึ้น : โดย...วัจน พรหโมบล

 
      ในจักรวาลของเรานั้นทุกสิ่งทุกอย่างมีผลต่อกันและกัน แค่ผีเสื้อขยับปีกก็ทำให้ดอกไม้หวั่นไหว ไม่ผิดอะไรกับสายการบินที่ต้องพึ่งพากระแสลมในการนำเครื่องบินไปยังจุดหมายได้อย่างรวดเร็วและประหยัดเชื้อเพลิง ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพการให้บริการ (และทำกำไร) มากขึ้นตามไปด้วย
 
      แต่เมื่อโลกเกิดสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เงื่อนไขในการทำการบินโดยอาศัยกระแสลมก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป เพราะการไหลของกระแสลมนั้นเปลี่ยนแปลงไปด้วย ทำให้เครื่องบินต้องใช้เวลามากขึ้นกว่าที่จะเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทาง และแน่นอนก็ต้องเพิ่มตัวเลขค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงเข้าไปในบัญชีรายจ่ายสำหรับเที่ยวบินเข้าไปด้วย
 
      กระแสลมเจ็ตสตรีม (Jet Stream) เป็นกระแสลมที่นักเดินทางตั้งแต่โบราณกาลรู้จักเป็นอย่างดีในฐานะกระแสลมที่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับนักบินที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับกระแสลมชนิดนี้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของการเรียนรู้การเป็นผู้บังคับเครื่องบิน
 
เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงเราเลยต้องบินนานขึ้น
 
      ในเที่ยวบินที่เดินทาง “ตาม” กระแสลมเจ็ตสตรีม จะทำให้เครื่องบินเดินทางได้อย่างรวดเร็ว ถึงจุดหมายได้เร็วขึ้น และประหยัดเชื้อเพลิง เพราะมีลมหนุนทางด้านหลังเครื่องบินคอยส่งอีกแรง แต่เมื่อเดินทาง “สวน” กระแสลมเจ็ตสตรีม ก็จะให้ผลในทางตรงกันข้าม ซึ่งสายการบินก็จะถือว่ามีการเฉลี่ยค่าใช้จ่ายกันไปในเส้นทางนี้
 
      แต่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป โดยเห็นได้จากผลการศึกษาของนักวิจัยที่ได้รับการยอมรับจนตีพิมพ์ในวารสารเอนไวรอนเมนท์ รีเสิร์ช เลตเตอร์ ที่ยืนยันว่ารูปแบบการเคลื่อนที่ของกระแสลม เจ็ตสตรีม จะเปลี่ยนไปในอนาคต โดยเป็นผลจากการก่อตัวของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นก๊าซเรือนกระจก ซึ่งก่อตัวเพิ่มขึ้นมากถึง 2 เท่าตัวจากระดับที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้
 
      นักวิจัยใช้การศึกษารูปแบบการเคลื่อนที่ของกระแสลมโดยอาศัยซูเปอร์คอมพิวเตอร์จำลองภาพขึ้นมา ซึ่งทำให้เห็นผลที่น่าตกใจว่ากรแสลมเจ็ตสตรีม จะทวีความรุนแรงขึ้นซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินจากยุโรป (โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอังกฤษไปยังสหรัฐอเมริกา) ทำให้เครื่องบินใช้เวลาเดินทางนานขึ้นจากราว 6-8 ชั่วโมง ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเป็นกว่า 7 ชั่วโมง
 
เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงเราเลยต้องบินนานขึ้น
 
      ขณะที่เที่ยวบินจากสหรัฐอเมริกาไปยังอังกฤษจะใช้เวลาลดลงเหลือเพียงราว 5 ชั่วโมง 20 นาที หรือนานกว่าเที่ยวบินที่เร็วที่สุดโดยเกาะกระแสลมเจ็ตสตรีมจากสหรัฐอเมริกามายังอังกฤษเมื่อปีที่แล้ว ที่ทำเวลาได้ 5 ชั่วโมง 16 นาที เพียง 4 นาทีเท่านั้น
 
      แต่น่าเสียดายที่เวลาการเดินทางที่ลดลงจากสหรัฐมายังยุโรปนั้น ไม่ได้ทำให้สายการบินมีข้อได้เปรียบเพิ่มเติมเพื่อชดเชยกับเวลาที่สูญเสียไปนานขึ้นในฝั่งขาไปทวีปอเมริกา และจะก่อให้เกิดความสูญเสีย (รายได้) ต่อสายการบินที่เดินทางข้ามแอตแลนติกกันเป็นว่าเล่นถึงราว 600 เที่ยวต่อวันทั้งไปและกลับ
 
      ในบทความประเมินว่าในแต่ละปีสายการบินทุกสายที่ทำการบินในเส้นทางข้ามแอตแลนติกจะเสียเวลาเพิ่มขึ้นจำนวนมาก เมื่อรวมกันแล้วได้ถึงปีละ 2,000 ชั่วโมง ใช้เชื้อเพลิงเครื่องยนต์เจ็ทมากขึ้นราว 7.2 ล้านแกลลอน คิดเป็นมูลค่าราว 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 770 ล้านบาท) และยังส่งผลให้มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดอกไซด์เพิ่มขึ้นในชั้นบรรยากาศอีก 70 ล้านกิโลกรัม ซึ่งเท่ากับปริมาณการผลิตก๊าซซีโอทูจากบ้านเรือนในอังกฤษ 7,100 หลัง
 
      ที่สำคัญการศึกษาครั้งนี้กระทำขึ้นในพื้นที่ทวีปอเมริกาเหนือถึงยุโรป (โดยเฉพาะเส้นทางระหว่างนครนิวยอร์ก-กรุงลอนดอน) แต่ในความเป็นจริงโลกนี้ยังมีกระแสลมเจ็ตสตรีมในฝั่งใต้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งนักวิจัยชุดนี้ก็เชื่อว่าจะให้ผลไปในทางเดียวกัน แต่ก็ยืนยันว่าจะทำการศึกษาเพื่อบอกข่าวร้ายนี้แก่สายการบินและชาวโลกต่อไป