
มะกันเตือนไอเอสป่วนไทย
19 ก.พ. 2559
สหรัฐเตือนไทย ไอเอสจ่อป่วน ผบ.ตร.สั่งเข้มรับมือ จี้เอกชนเพิ่มแผน รปภ. ผบช.สตม.วอนอย่าเพิ่งแตกตื่น โต้หนังสือมะกันเตือนไม่ได้ออกจากสังกัด
19 ก.พ. 59 เป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้คนไทยตกอยู่ในความหวาดผวา เมื่อทางการสหรัฐอเมริกาได้แจ้งเตือนมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ขณะนี้กลุ่มก่อการร้ายไอเอสมีเป้าหมายจะเข้ามาก่อเหตุในประเทศไทยโดยมีเป้าหมายแหล่งชุมชนสาธารณะสำคัญ จึงขอใหทางการไทยเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีรายงานว่า พล.ต.ต.ชาติชาย แตงเอี่ยม รอง ผบช.ตม.ปฏิบัติราชการแทน ผบช.ตม. ลงนามในหนังสือคำสั่งเลขที่ 0029.322/467 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 ถึง ผบช.สตม. ที่ปรึกษา (มค.) และรอง ผบช.สตม. มีใจความว่า เพื่อทราบและดำเนินการตามหนังสือ บช.ส.ลับด่วน 0028.(9)/32 ลง วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 ตามสั่งการ ผบ.ตร. ลงวันที่ 29 มกราคม 2559 ท้ายนัยหนังสือ บช.ส.ลับ ที่ 0028.(ขว)/56 ลงวันที่ 29 มกราคม 2559 เนื่องด้วยได้รับการแจ้งเตือนจากที่ปรึกษาพิเศษสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถึงความเป็นไปได้ในการก่อเหตุในประเทศไทยของกลุ่มก่อการร้ายเพื่อโจมตีแหล่งชุมชนสาธารณะ อาทิ ห้างสรรพสินค้า แหล่งท่องเที่ยว สถานบันเทิง รถไฟฟ้าใต้ดิน (เอ็มอาร์ที) รถไฟฟ้า (บีทีเอส) เนื่องจากแผนการขยายพื้นที่อิทธิพลของกลุ่มไอเอสที่แพร่อิทธิพลมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อินโดนีเซีย, มาเลเซีย) ซึ่งอาจเคลื่อนไหวเข้าใกล้ประเทศไทยมากขึ้น จึงกำชับให้ปฏิบัติตามหนังสือ สตม.ลับ ด่วนที่สุด ที่ 0029.122/400 ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559
ทั้งนี้ ยังแจ้งเตือนภาคเอกชนในพื้นที่ให้มีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ซึ่งในการประสานการปฏิบัติควรระมัดระวังข้อมูล โดยให้ใช้วิธีการอ้างอิงสถานการณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในประเทศอินโดนีเซีย และให้พิจารณาพร้อมปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติโดยเคร่งครัด กรณีมีเหตุสำคัญเร่งด่วน หรือมีข้อมูลข่าวสารสำคัญให้ตรวจสอบข้อมูลอย่างชัดเจน ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยให้รายงาน ผบช.สตม. ที่ปรึกษา (มค.) รอง ผบช.สตม.(ปป.) และ รอง ผบช.สตม.(มค.) ทราบในโอกาสแรก และรายงานสถานการณ์เป็นเอกสารมายัง ศปก.สตม. โดยเร็ว
ด้าน พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยกรณีดังกล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องสหรัฐอเมริกาแจ้งเตือนไทยเกี่ยวกับการก่อการร้ายไอเอส ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะต้องขอดำเนินการตรวจสอบก่อน เพราะที่ผ่านมามีข่าวลักษณะนี้ออกมาบ่อย จึงขอตรวจสอบให้ชัดเจนเพื่อความรอบคอบ
ขณะที่ พล.ต.ต.พิทยา ศิริรักษ์ รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล (รองผบช.ส.) กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบกลุ่มเคลื่อนไหวไอเอสกรณีที่มีกระแสข่าวว่าทางสหรัฐอเมริกาเตือนประเทศไทยว่า จะมีกลุ่มไอเอสเข้ามาเคลื่อนไหวและก่อการร้ายในประเทศไทยตามสถานที่ท่องเที่ยวหรือพื้นที่สาธารณะนั้น ซึ่งยืนยันว่าจากการตรวจสอบด้านการข่าวยังไม่พบกลุ่มเคลื่อนไหวนี้แต่อย่างใด
ส่วน พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ได้สอบถามสถานทูตสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ทางสถานทูตไม่เคยพูดเช่นนั้น ไม่มีข้อมูลตามที่ปรากฏเป็นข่าว ทั้งนี้สหรัฐอาจจะพูดถึงไอเอสในเรื่องต่างๆ แต่ไม่ได้พูดว่าจะมีกลุ่มไอเอสเดินทางเข้าไทย ขอให้สื่อช่วยตรวจสอบข้อมูลข่าวสารก่อนนำเสนอสู่ประชาชน อยากให้ช่วยกัน ไม่เช่นนั้นจะเกิดการทำลายความมั่นใจในเรื่องต่างๆ และขอยืนยันว่าประเทศไทยยังมีความปลอดภัย โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทำงานอย่างเต็มที่
วันเดียวกัน รายงานข่าวจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า ก่อนหน้าสำนักข่าวกรองเผยแพร่บทความเรื่อง “ภัยคุกคามจากกลุ่ม Islamic State (ไอเอส) : ผลกระทบและมาตรการรับมือ” โดยระบุถึงความเป็นมาและศักยภาพของกลุ่มไอเอส รวมถึงผลกระทบต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทย โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับผลกระทบจากภัยคุกคามจากกลุ่มไอเอสที่มีต่อไทย (ข้อมูลปี 58) โดยแบ่งได้เป็น 4 ประเด็นหลัก คือ 1.ยังไม่ปรากฏข้อมูลชัดเจนว่ามีคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการสู้รบของไอเอสในอิรักและซีเรีย แต่พบว่า มีแสดงความชื่นชอบและติดตามความเคลื่อนไหวของไอเอสในสื่อสังคมออนไลน์จำนวนหนึ่งจำกัดเฉพาะกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ส่วนสื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ชักชวนมุสลิมให้ไปร่วมรบในซีเรียและอิรักส่วนใหญ่ใช้ภาษามาเลย์และบางครั้งมีการแปลเป็นภาษาไทย เช่น กรณีชื่นชมการต่อสู้ในซีเรียของชาวมาเลเซียที่ไปร่วมรบและเสียชีวิตระหว่างการสู้รบ หรือกรณีที่ปรากฏว่ามีสื่อภาษามาเลย์เชิญชวนสตรีมุสลิมในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย เดินทางไปร่วม “ญิฮาดด้วยการสมรส” กับนักรบไอเอสในอิรักและซีเรีย ขณะที่สื่อออนไลน์ไทยมีการติดตามและเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มไอเอส
2.ยังไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยกับไอเอส แต่คงไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ที่สมาชิกกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนใต้บางส่วนอาจจะให้ความสนใจกับการเดินทางไปสู้รบร่วมกับไอเอส เพื่อศึกษาแนวทางต่อสู้ของกลุ่มไอเอส ที่ทำให้ได้มาซึ่งดินแดนและนำไปสู่การสถาปนารัฐของตนเองขึ้นมา 3.ยังไม่พบว่าการเข้ามาใช้ไทยเป็นพื้นที่เคลื่อนไหวในลักษณะของการจัดตั้งเซลส์เพื่อจัดหาสมาชิกเพื่อระดมทุนไปสนับสนุนการเดินทางของสมาชิกกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สนับสนุนหรือฝักใฝ่แนวทางสู้รบของไอเอส และต้องการเดินทางไปสู้รบร่วมกับกลุ่มไอเอสในอิรักและซีเรีย แต่ไทยถูกนักรบต่างชาติแสวงหาประโยชน์จากการเป็นศูนย์กลางคมนาคมในภูมิภาค เพื่อใช้เป็นเส้นทางผ่านเพื่อเดินทางไปยังพื้นที่สู้รบหรือกลับไปยังประเทศต้นทางและเป็นพื้นที่ในการจัดหาหนังสือเดินทางปลอม
ทั้งนี้ นักรบต่างชาติกลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลเซียหัวรุนแรงในภูมิภาคและเดินทางไปร่วมรบกับกลุ่มก่อการร้ายในซีเรียและอิรักโดยเดินทางผ่านไทยและประเทศเพื่อนบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ จากนั้นเชื่อว่าเดินทางไปยังซีเรียและอิรัก บางกรณีตรวจพบการเดินทางจากพื้นที่สู้รบผ่านประเทศเพื่อนบ้านและไทยเพื่อกลับภูมิลำเนา และ 4.ยังไม่พบว่าสถานการณ์สู้รบในอิรักและซีเรียส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของคนไทย
ผลกระทบของไอเอสที่มีต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของกลุ่มไอเอส เนื่องจากมีพลเมืองของประเทศในภูมิภาคเดินทางไปสู้รบร่วมกับกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ในอิรักและซีเรียไม่ต่ำกว่า 350 คน ขณะเดียวกันมีแนวโน้มว่า ไอเอสยังมีศักยภาพที่จะโน้มน้าวให้คนในภูมิภาคนี้หันไปสนับสนุนแนวทางการต่อสู้ของตนเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไปร่วมรบกับไอเอส อาจกลับมาเป็นภัยต่อภูมิภาค ทั้งด้านการชักชวนผู้ที่มีแนวคิดหัวรุนแรงรุ่นใหม่ให้เดินทางไปร่วมรบในซีเรียและอิรัก และการเผยแพร่แนวคิดสุดโต่งในภูมิภาค เฉพาะอย่างยิ่งอาจสนับสนุนให้เกิดการใช้ความรุนแรง เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งรัฐอิสลาม หรือใช้การก่อการร้ายเพื่อตอบโต้เป้าหมายที่ถูกระบุว่าเป็นศัตรูของอิสลาม
ด้านความเสี่ยงที่นักรบกลุ่มดังกล่าวจะก่อเหตุเพียงลำพังในลักษณะของโลนวูล์ฟ ทั้งนี้ ข้อมูลที่ระบุถึงการใช้ไทยเป็นแหล่งจัดหาหนังสือเดินทางปลอมนั้น สอดคล้องกับมุมมองของ พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เตรียมการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นว่า ในบรรดาอาชญากรรมข้ามชาติ 10 ประเภทที่กลุ่มอาเซียนกำหนดไว้นั้น การปลอมหนังสือเดินทางและบัตรเครดิตปลอมเป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ เนื่องจากทั้งสองส่วนนี้เชื่อมโยงกันหลังพบว่าคนร้ายนำหนังสือเดินทางปลอมไปเปิดใช้บริการบัตรเครดิต อย่างไรก็ดีตอนนี้ตำรวจไทยได้ร่วมมือกับตำรวจสากลแก้ปัญหานี้ตั้งแต่ต้นทางคือที่สนามบิน โดยพัฒนาระบบตรวจสอบและฐานข้อมูลหนังสือเดินทางหายหรือปลอมแล้ว นอกจากนี้ยังเตรียมแถลงข่าวผลการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในรอบปีในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะถ่ายทอดสดไปยังศูนย์อาเซียนที่ประเทศอินโดนีเซียด้วย
ส่วน พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. เปิดเผยว่า ขณะนี้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งกำลังเร่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทุกส่วนตรวจสอบ เนื่องจากขณะนี้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ต่างจังหวัด ทั้งนี้เลขหนังสือที่ปรากฏในคำสั่ง ไม่ใช่เลขหนังสือของ ตม. ไม่ทราบว่าเป็นของหน่วยงานไหน ล่าสุดได้ตั้งกรรมการสอบหาที่มาที่ไปของหนังสือดัังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตามวอนประชาชนและสื่อมวลชนอย่าแตกตื่น จนกว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริง



