
หญิงรักหญิงปลอดมะเร็งปากมดลูกจริงหรือ?
19 ก.พ. 2559
ศุกร์กับเซ็กส์ : หญิงรักหญิง ปลอดมะเร็งปากมดลูกจริงหรือ?! : โดย...รัชดา ธราภาค มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.)
มะเร็งปากมดลูกเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของหญิงไทยเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งเต้านม นั่นหมายถึงตัวเลขการเสียชีวิตราวปีละ 4,500 คน หรือเฉลี่ยวันละ 14 คน โดยในแต่ละปีมีผู้หญิงไทยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ประมาณ 9,000 คน ครึ่งหนึ่งจบลงด้วยการเสียชีวิต
แต่ข่าวดีคือ การรักษาโรคนี้ทำได้ไม่ยาก หากได้รับการตรวจคัดกรอง ซึ่งจะช่วยให้พบเชื้อพบโรคแต่เนิ่นๆ
ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายส่วนใหญ่ได้รับการสื่อสารข้อมูลเพื่อสร้างความตระหนักถึงอันตรายและรับรู้ถึงวิธีการที่จะระวังป้องกันตัวเองจากโรคนี้ แต่หญิงรักหญิงกลับเป็นกลุ่มที่ถูกมองข้าม ทำให้คิดว่าตัวเองไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง ด้วยเหตุนี้เอง หญิงรักหญิงจึงกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงไปในที่สุด
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
เรามารู้จักโรคนี้กันก่อน ที่ได้ชื่อว่า มะเร็งปากมดลูกก็เพราะมีจุดเริ่มบริเวณปากมดลูก ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างมดลูกกับช่องคลอด และบริเวณช่องคลอดเป็นส่วนที่สัมผัสโดยตรงกับอวัยวะเพศชายเมื่อมีการสอดใส่ เพราะ 90 เปอร์เซ็นต์ของคนที่เป็นมะเร็งชนิดนี้ พบว่ามีการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV-Human Papilloma Virus) อันเป็นผลจากการมีเพศสัมพันธ์ แต่ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนที่รับเชื้อจะต้องเป็นมะเร็งเสมอไป
เดิมเราเชื่อกันว่า ฝ่ายชายเป็นพาหะของเอชพีวี โดยตัวเองไม่ได้รับผลจากเชื้อนี้ แต่ข้อมูลทางการแพทย์ยุคใหม่ยืนยันว่า เอชพีวีมีมากมายหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีฤทธิ์เดชแตกต่างกัน อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งองคชาต มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องปากและคอ หรือแม้กระทั่งโรคหูดหงอนไก่ แปลว่าแม้แต่ผู้ชายก็ไม่เป็นข้อยกเว้นที่จะเป็นอันตรายจากไวรัสตัวนี้
การที่เชื้อเอชพีวี ซึ่งติดต่อจากเพศสัมพันธ์เป็นหลัก ถูกชูว่าเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก นี่เองเป็นสาเหตุให้หญิงรักหญิงกลายเป็นกลุ่มที่ตกหล่น และคิดว่าไม่มีความเสี่ยง
มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย สำรวจผู้หญิง 379 ราย อายุ 17-30 ปี โดยสอบถามข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศ และประสบการณ์เพศสัมพันธ์ พบว่า ผู้หญิงที่ระบุว่าตัวเองเป็นเลสเบี้ยนมีการดูแลสุขภาพทางเพศ รวมทั้งเข้ารับการตรวจแป็ปสเมียร์ ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก น้อยกว่าผู้หญิงกลุ่มอื่นอย่างเห็นได้ชัด เพราะคิดว่าถ้าไม่ได้มีเซ็กส์กับผู้ชายก็ไม่มีความเสี่ยง
ทั้งที่จริงแล้ว เลสเบี้ยนในกลุ่มสำรวจเอง มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าเคยมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายมาก่อน ขณะที่เอชพีวีติดต่อจากการสัมผัส ดังนั้นเพศสัมพันธ์ของหญิงรักหญิงก็มีโอกาสส่งผ่านเชื้อเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น มะเร็งปากมดลูกยังมีสาเหตุอื่นๆ อีก ทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับหญิงรักหญิง ไม่ว่าจะเป็นการกินยาคุมต่อเนื่องเป็นเวลานาน การตั้งครรภ์ตอนอายุน้อย การมีลูกหลายคน รวมถึงการสูบบุหรี่
เช่นนี้แล้ว ดูเหมือนไม่มีใครพ้นความเสี่ยง ดีที่สุดคือ ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อต่อสู้โรคภัย เข้ารับการตรวจคัดกรองโรคทุก 2-3 ปี ที่สำคัญ มีเพศสัมพันธ์ปลอดภัยทุกครั้งด้วยการใช้ถุงยางอนามัย



