
จดทะเบียน 'พม่า-เขมร-ลาว'ผลประโยชน์ 4 พันล้าน
ช่วงนี้สื่อสิ่งพิมพ์จะลงข้อความชักชวนให้แรงงานพม่า ลาว เขมร ที่ลักลอบทำงานอยู่ในประเทศไทย รีบไปจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายภายในวันที่ 1-30 กรกฎาคม 2552 !?
ย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว รัฐบาลมีนโยบายจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวอย่างจริงจัง โดยเปิดโอกาสให้แรงงานเพื่อนบ้านชาวพม่า ลาว หรือกัมพูชาที่ทำงานอยู่ทุกจังหวัดรวมทั้งสมาชิกครอบครัวและผู้ติดตาม เข้ามาจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ครั้งนั้นมีผู้จดทะเบียนสูงถึง 8.4 แสนคน ทุกคนได้เอกสารประจำตัวหรือ ทร.38/1 พร้อมหมายเลข 13 หลัก โดยเสียค่าใช้จ่ายคนละ 3,800 บาท หลังจากนั้นทุกปีจะมีการต่อทะเบียนสำหรับรายเก่า หรือจดทะเบียนใหม่สำหรับผู้ได้รับการผ่อนผันบางกลุ่มเท่านั้น
กระทั่งมติคณะรัฐมนตรี 26 พฤษภาคม 2552 เปิดโอกาสให้แรงงานรายใหม่ทุกคนไปจดทะเบียนได้อีกครั้ง ระหว่างวันที่ 1-30 กรกฎาคมนี้เท่านั้น พร้อมขู่ว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายและจะไม่เปิดอีก เพราะต้องการลดแรงงานต่างด้าวในไทย โดยมีค่าใช้จ่ายรายละ 3,880 บาท แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่
1.วันที่ 1-30 กรกฎาคม ไปรายงานตัว ณ ที่ว่าการอำเภอ เทศบาล สำนักงานเขต จ่ายค่าถ่ายรูปทำบัตร 60 บาท รับรองสำเนา ทร.38/1 อีก 20 บาท
2.จากนั้นภายในวันที่ 1 กรกฎาคม-14 สิงหาคม ต้องไปสถานพยาบาลตรวจสุขภาพ 600 บาท จ่ายค่าประกันสุขภาพอีก 1,300 บาท
3.เมื่อได้เอกสารแล้วภายในวันที่ 1 กรกฎาคม-29 สิงหาคม ต้องไปสำนักจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนั้นๆ เพื่อยื่นใบคำขออนุญาตทำงานราคา 100 บาท และชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานไม่เกิน 1 ปีอีก 1,800 บาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา มูลนิธิรักษ์ไทยร่วมกับเครือข่ายเอ็นจีโอช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ จัดเวทีเสวนาหัวข้อ "จดทะเบียนแรงงานใครได้ใครเสีย" ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ โดยนายพร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทยให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่าแรงงานที่ไปขึ้นทะเบียนปีนี้จะได้การรับรองสิทธิด้านอะไรบ้าง เช่น สวัสดิการสังคม การคุ้มครองแรงงาน ยาต้านไวรัสเอดส์ ฯลฯ หากเป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ปีนี้จะมีแรงงานมาจดทะเบียนทั้งหมด 9 แสนราย รวมทั้งรายเก่าและรายใหม่ ทำให้รัฐมีรายได้จากการจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 3.4 พันล้านบาท
แต่ไม่มีใครรู้รายละเอียดว่า เงินเหล่านี้จะถูกใช้จ่ายไปกับค่าอะไรบ้าง มีการใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบจัดการแรงงานให้มีประสิทธิภาพขึ้นหรือไม่ และมีระบบตรวจสอบอย่างไร ?
"ยกตัวอย่างง่ายๆ ค่าประกันสุขภาพที่แต่ละคนจ่ายให้โรงพยาบาล หากดูในหลักการจะไม่ใช่แค่เงินรักษาตอนเจ็บป่วยเท่านั้น แต่ยังต้องแบ่งส่วนหนึ่งให้ความรู้สร้างเสริมสุขภาพแก่แรงงานในพื้นที่ด้วย ถือเป็นงบป้องกัน ซึ่งที่ผ่านมามีโรงพยาบาลน้อยมากที่จัดการด้านนี้ เพราะอาจมีปัญหาเรื่องบุคลากรไม่พอเพียง หลักการยังกำหนดให้โรงพยาบาลทุกแห่งจ้างพนักงานสุขภาพที่พูดภาษาพม่าหรือเขมร ไว้ช่วยอำนวยความสะดวกแรงงานกลุ่มนี้ด้วย แต่ไม่มีโรงพยาบาลไหนทำได้ ส่วนเงินที่ถูกแบ่งเป็นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน 1,800 บาท ลูกจ้างและนายจ้างก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง การให้ข้อมูลยังน้อยและสับสนอยู่มาก รัฐบาลต้องรีบปรับปรุง เพิ่มการให้ข้อมูลที่ละเอียดและถูกต้องแก่นายจ้างและแรงงานโดยตรง รวมถึงสนับสนุนให้มีการศึกษาและงานวิจัยในเรื่องนี้ด้วย" นายพร้อมบุญแนะนำ
ด้าน "พรชัย อยู่ประยงค์" รองปลัดกระทรวงแรงงาน เล่าว่า หลังจากเปิดจดทะเบียนใหม่เพียง 20 วัน มีแรงงานต่างด้าวมาติดต่อแล้ว 6.6 แสนคน แบ่งเป็นพม่า 5.3 แสนคน กัมพูชา 7.6 หมื่นคน ลาว 6.2 หมื่นคน หากรอจนครบกำหนดอาจเพิ่มขึ้นอีก 2-3 แสนราย รวมกับแรงงานรุ่นเก่าที่มาต่ออายุเมื่อเดือนมิถุนายนอีก 3.3 แสนคน คาดว่าปีนี้อาจมีแรงงานต่างด้าวขึ้นทะเบียนถึง 1.2 ล้านคน
เงินที่ได้จากการจดทะเบียนหัวละ 3,880 บาท เมื่อคูณด้วย 1.2 ล้านคน จะเป็นเงิน 4.6 พันล้านบาท !?!
พรชัย อธิบายว่า เมื่อเงินส่วนหนึ่งจ่ายไปตามระบบประกันสุขภาพแล้ว เงินที่เหลือจะถูกส่งกลับไปให้กระทรวงการคลัง หน่วยงานรัฐส่วนใดที่ต้องการเบิกจ่ายก็ทำเรื่องของบประมาณตามขั้นตอน เช่น ค่าสกัดกั้นแรงงานต่างด้าว การส่งแรงงานต่างด้าวทำผิดกฎหมายกลับประเทศ หรือที่เรียกว่างบปราบปราม งบจับกุบ งบส่งกลับ รวมถึงค่าทำบัตรประจำตัว การทำทะเบียนประวัติ ฯลฯ
"ถ้าคิดจริงๆ แล้วเงินที่รัฐได้จากการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวปีนี้ อาจไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายก็ได้ เพราะแต่ละหน่วยงานต้องใช้งบจำนวนมาก ตามชายแดนมีการลักลอบเข้าไทยตลอดเวลา ทำให้คณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง (กบร.) ประกอบด้วยตัวแทนภาครัฐ ทหาร ตำรวจ นายจ้าง เอ็นจีโอ รวมแล้วกว่า 20 หน่วยงาน จะช่วยกันพิจารณาว่างบในแต่ละส่วนควรจัดการอย่างไร สำหรับปี 2552 คงต้องรอสักพักจึงจะมีรายละเอียดออกมา" พรชัยกล่าว
สำหรับคนไทยแล้วเงิน 3,880 บาทอาจไม่มากนัก แต่สำหรับชาวพม่า ลาว กะเหรี่ยง มอญ ฯลฯ ที่ต้องทำงานหนักแลกกับรายได้ต่อวันไม่เกิน 100 กว่าบาท หักค่าอาหาร ค่านมลูก ค่าเช่าบ้าน ค่ารถ ค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว แทบจะเหลือไม่ถึง 20-50 บาท เงินเก็บแต่ละเดือนยังต้องส่งกลับไปผืนแผ่นดินเกิด เพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่หรือครอบครัวที่เฝ้ารออยู่...ดังนั้น จึงต้องพึ่งพานายจ้างแล้วค่อยทยอยผ่อนจ่ายจนครบ
เอ็นจีโอหรือกลุ่มคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอาจสงสัยว่า เงินส่วนนี้ถูกนำไปทำอะไรบ้าง แต่สำหรับพวกเขาแล้ว...มีความสุขและดีใจที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานถูกกฎหมายบนผืนแผ่นดินไทย แทบจะไม่เคยมีคำถามว่าพวกเขาได้ประโยชน์อะไรจากเงิน 3,880 บาท ขอเพียงอย่างเดียวคืออย่ามองด้วยสายตาระแวงสงสัยและกระซิบเรียกว่า "พวกแรงงานเถื่อน" อีกต่อไป



