ข่าว

"องคมนตรี"ถกฎีกาเสื้อแดงชี้ไม่เหมาะสม-

"องคมนตรี"ถกฎีกาเสื้อแดงชี้ไม่เหมาะสม-

29 ก.ค. 2552

ไม่เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย หวั่นทำชาติป่วน "ธงทอง" ระบุพระราชอำนาจไม่ใช่ศาลที่ 4 ที่จะกลับคำพิพากษาได้ เตือนอย่าดึงสถาบันไปเกี่ยวข้อง "ภูมิใจไทย" ต้านเสื้อแดงบีบสถาบัน ทำสติกเกอร์-ขึ้นป้ายผ้า "หยุดดึงฟ้าต่ำ-หยุดล่าชื่อถวายฎีกา"

รายงานข่าวเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ในการประชุมองคมนตรี ที่ทำเนียบองคมนตรี ที่มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธาน ได้มีการหยิบยกประเด็นที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้รวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องหาหนีคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก ขึ้นมาพูดคุย โดยมีองคมนตรีหลายคนแสดงความเป็นห่วงว่า การดำเนินการของแกนนำเสื้อแดงในเรื่องดังกล่าว เป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้แก่สังคม และสร้างความคาดหวังให้ผู้ที่มาร่วมลงชื่อมั่นใจว่า กระบวนการดังกล่าวสามารถทำได้ตามกฎหมาย

 แหล่งข่าวบอกว่า องคมนตรีหลายท่านเป็นผู้พิพากษา ให้ความเห็นว่า การดำเนินการโดยล่ารายชื่อประชาชนเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ไม่เคยมีมาก่อน และทำไม่ได้อยู่แล้ว เพราะตามกฎหมาย ผู้กระทำความผิดและศาลพิพากษาคดีลงโทษทัณฑ์แล้ว จากนั้นจึงจะมีการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาได้ จึงจะเข้ากระบวนการก่อนส่งขึ้นกราบบังคมทูล ที่สำคัญคือขั้นตอนการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาหรือขอพระราชทานอภัยโทษ ต้องเกิดจากตัวผู้กระทำความผิดเอง ภริยา หรือบุตร ถ้าเป็นกระบวนการที่ดำเนินการตอนนี้ คือ การเสนอโดยรายชื่อของประชาชน นอกจากจะไม่เหมาะสมแล้ว ยังไม่เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย

 “ที่ผ่านมาไม่เคยมีมาก่อน ตอนที่อาจารย์จุฬาฯ ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเรื่องมาตรา 7 หนังสือก็จะส่งไปถึงสำนักงานเลขาธิการสำนักพระราชวัง และเรื่องก็จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมองคมนตรีเพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายที่จะเสนอขึ้นไปหรือไม่ ซึ่งกรณีของมาตรา 7 เราก็ไม่รับ และตีกลับไป เพราะไม่เข้าข่าย หรือเงื่อนไขที่จะเสนอขึ้นไปได้ ผิดขั้นตอนตามกฎหมาย” แหล่งข่าวระบุ

 ส่วนกรณีที่เสื้อแดงจะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาในวันเสียงปืนแตกนั้น แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวว่า ในที่ประชุมองคมนตรีได้พูดคุยเรื่องนี้เช่นกัน แต่อย่างที่บอกว่า ตามขั้นตอนคิดว่าไม่น่าจะทำได้ อีกทั้งยังเห็นว่าประเทศเราเดินมาไกลแล้ว คนในประเทศส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ยอมรับการเคลื่อนไหวแบบนี้ และไม่เห็นด้วย ก็เป็นห่วงว่าจะเกิดความรุนแรง ในส่วนของ พ.ต.ท.ทักษิณเองก็น่าจะกลับมาประเทศได้ แต่ต้องมาต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ น่าจะดีกว่า

ธงทองชี้พระราชอำนาจไม่ใช่ศาลที่ 4

 คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการเสวนาเรื่อง “เมื่อราษฎร์ถวายฎีกา กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ" โดย รศ.ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวถึงฎีกาในประวัติศาสตร์ไทยว่า ฎีกาในความหมายที่เป็นหนังสือที่ยื่นเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ และฎีการ้องทุกข์ การทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาจึงเป็นสายสัมพันธ์ที่ยึดโยงพระมหากษัตริย์กับประชาชนที่คงอยู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน เป็นช่องทางให้ผู้ต้องโทษอาญาได้ขอพระราชทานอภัยโทษ แต่ช่องทางการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกานี้ ต้องไม่ใช่ศาลชั้นที่ 4 การพระราชทานอภัยโทษจึงไม่ใช่การกลับคำพิพากษาของศาล

 รศ.ธงทองกล่าวว่า กรมราชทัณฑ์จะทำหน้าที่รวบรวมและนำเสนอฎีกาของผู้ต้องขังให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ประมวลเรื่อง และทำความเห็นประกอบฎีกาต่างๆ ก่อนนำขึ้นกราบบังคมทูล เพื่อมีพระบรมราชวินิจฉัยตราพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ โดยทุกครั้งที่เปลี่ยน รมว.ยุติธรรม สำนักพระราชวังจะส่งเรื่องการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกากลับมาให้กระทรวงยุติธรรมพิจารณาความเห็นประกอบเกี่ยวกับการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาอีกครั้ง

 รศ.ธงทองกล่าวอีกว่า ในทางจารีตประเพณีนอกเหนือจากการอภัยโทษทางอาญาแล้ว ยังมีการอภัยโทษทางวินัยและโทษทางแพ่งด้วย อย่างไรก็ตาม ในระบอบประชาธิปไตยพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจค่อนข้างจำกัด ทรงปกเกล้าไม่ได้ทรงปกครอง แม้การพระราชทานอภัยโทษเป็นพระราชอำนาจ แต่อยากฝากข้อคิดว่า การเมืองควรแก้ปัญหาด้วยการเมือง การทำให้การเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องพัวพันกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ สมควรต้องตรึกตรองด้วยความรอบคอบ เพราะในหลายประเด็นพระมหากษัตริย์ไม่สามารถชี้แจงหรือปกป้องตัวเองได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์นี้หรือเหตุการณ์ใด พยายามอย่าให้พระมหากษัตริย์ต้องมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยที่ต้องช่วยกันคิด

ภท.แถลงจุดยืนค้านถวายฎีกา

 นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองหัวหน้าพรรค และ รมช.มหาดไทย นางพรทิวา นาคาศัย เลขาธิการพรรคและ รมว.พาณิชย์ รวมทั้งรัฐมนตรี ส.ส.และสมาชิกพรรค ได้ร่วมกันแถลงจุดยืนคัดค้านการล่ารายชื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ

 นายชวรัตน์กล่าวว่า จากการที่พรรคได้ติดตามกระบวนการนี้มาตั้งแต่ต้น วิธีการที่จะทำให้ประชาชนเข้าร่วมลงชื่อขอพระราชทานอภัยโทษ ตามที่ดำเนินการนั้น เป็นไปตามกฎหมาย และเป็นไปตามจารีตประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ และที่สำคัญที่สุด สิ่งที่ดำเนินการนั้น ได้คำนึงแล้วหรือยังว่า จะเป็นการสร้างความระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทหรือไม่ หากการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกานี้เป็นสิ่งที่ "มิชอบ" ด้วยกฎหมาย ผู้ใดจะรับผิดชอบ

 ขณะที่นายบุญจงยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยจะทำทุกวิธีการที่ไม่ขัดกฎหมาย เพื่อคัดค้านการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีเป้าหมายดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองให้ถึงที่สุด เพื่อเป็นการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และขอเรียกร้องไปยังคณะผู้ดำเนินการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ หยุด 4 ประการ คือ 1.หยุดดึงฟ้าต่ำ หมายความถึง หยุดดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง 2.หยุดทำหินแตก หมายความถึง หยุดสร้างความแตกแยกให้แก่แผ่นดินไทย หยุดทำลายความเป็นปึกแผ่น ความสามัคคีของชาติไทย 3.หยุดแยกประชาชน หมายความถึง หยุดสร้างเงื่อนไข เพื่อแบ่งแยกประชาชนในชาติ ออกเป็นสองฝ่าย และ 4.หยุดล่ารายชื่อถวายฎีกา หมายความถึง การหยุดล่ารายชื่อ และหยุดกิจกรรมสนับสนุนการชักชวนให้ประชาชนมาร่วมลงชื่อ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และหยุดการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา หยุดใช้ประชาชนผู้หลงเชื่อกดดันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อไม่ให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

 ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทย ได้จัดทำสติกเกอร์รณรงค์ 2 บรรทัด บรรทัดแรกพื้นสีน้ำเงิน ข้อความว่า “หยุดดึงฟ้าต่ำ หยุดทำหินแตก หยุดแยกประชาชน” ส่วนบรรทัดที่สองเป็นพื้นสีขาว ตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่ “หยุดล่ารายชื่อถวายฎีกา” ซึ่งนายบุญจงระบุว่า พรรคได้จัดทำสติกเกอร์จำนวน 64 ล้านใบเท่ากับจำนวนประชาชนทั้งประเทศ และในวันที่ 29 กรกฎาคม พรรคจะติดป้ายผ้าขนาดใหญ่แบบนี้ใน 4 มุมเมืองของกรุงเทพฯ

 รมช.มหาดไทย ยังเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณสั่งการให้หยุดการเคลื่อนไหวในการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา เพราะเป็นการสร้างความแตกแยก ทำลายสามัคคีของคนในชาติ และแบ่งแยกประชาชน อีกทั้งเป็นการกดดันพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และเป็นการบีบบังคับพระบรมราชวินิจฉัย ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่บังควร ขณะเดียวกันพรรคขอเชิญชวนสื่อมวลชน และประชาชนผู้จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ช่วยกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนทั่วไป และคนที่รู้จัก ได้ใช้สติพิจารณาให้ดี หากได้รับการชักชวนให้ร่วมลงชื่อในฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย