ข่าว

เสียงสะท้อนผู้ค้าสะพานพุทธ-ปากคลอง 'แป๊ะเจี๊ยะ' แพง

เสียงสะท้อนผู้ค้าสะพานพุทธ-ปากคลอง 'แป๊ะเจี๊ยะ' แพง

16 ก.พ. 2559

เสียงสะท้อนผู้ค้าสะพานพุทธ-ปากคลอง 'แป๊ะเจี๊ยะ' แพง...ย้ายไปตลาดใหม่ไม่ไหว : โดย...แมรี่ แบรดลี่

 
                      อีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ตลาดค้าดอกไม้แหล่งใหญ่ที่สุดของไทย “ปากคลองตลาด” จะเปลี่ยนแปลงไป หลังกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีแผนจะขอคืนพื้นที่เพื่อจัดระเบียบทางเท้าแก้ปัญหาการจราจรที่ติดขัด คืนความสุขให้แก่กรุงเทพฯ เช่นเดียวกับตลาดใต้สะพานพุทธ ตลาดกลางคืนที่มีชื่อเสียงลำดับต้นๆ ของกรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู่ละแวกเดียวกับปากคลองตลาด ก็มีแผนที่จะขอคืนพื้นที่ เพื่อจัดระเบียบเช่นเดียวกัน 
 
                      ผู้ค้าในตลาดทั้งสองแห่งมีจำนวนรวมกันราว 1,700 ราย ต่างวิตกกังวลว่า หลังจาก กทม.ขอคืนพื้นที่แล้ว พวกเขาจะได้รับผลกระทบไม่มีแหล่งทำมาหากิน เพราะไม่รู้ว่าจะไปใช้พื้นที่ใดค้าขายต่อ แม้ที่ผ่านมา กทม.จะอ้างว่ามีแผนจะให้ผู้ค้าย้ายไปค้าขายในพื้นที่ตลาดซึ่งอยู่ในละแวกใกล้เคียงอยู่ 3 แห่ง คือ ตลาดยอดพิมาน ซึ่งเป็นตลาดค้าดอกไม้ ตลาดท่าดินแดง ที่เป็นตลาดค้าเสื้อผ้า และตลาดส่งเสริมการเกษตรไทย ซึ่งค้าขายสินค้าจิปาถะ แต่ผู้ค้าก็ยังคงหวั่นใจ เพราะตลาดที่ กทม.ระบุถึงนั้น เป็นตลาดเอกชน มีการจัดเก็บค่าเช่าแผงจำหน่ายสินค้าเป็นรายเดือน และที่สำคัญ มีค่าแรกเข้า หรือ “ค่าแป๊ะเจี๊ยะ” ในอัตราสูง  
 
                      “ค้าขายที่ตลาดใต้สะพานพุทธมาตั้งแต่แรกเริ่ม รวมเวลากว่า 20 ปีแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่ กทม.ให้ย้ายมาจากริมคลองหลอด ซึ่งก็ให้ความร่วมมือจนตลาดนี้กลายเป็นที่รู้จัก เป็นตลาดกลางคืนที่มีผู้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยมากพอควร ทำให้ผู้ค้ามีรายได้พอที่จะเลี้ยงดูครอบครัว บางครอบครัวที่นี่คือแหล่งทำมาหากินจากรุ่นพ่อมาสู่รุ่นลูก หากต้องย้ายออกไปก็ไม่รู้จะไปค้าขายที่ไหน กระทบกับครอบครัวแน่” เขมิสา โคกทับทิม แม่ค้าเครื่องสำอางตลาดใต้สะพานพุทธ  บอกถึงความกังวลใจ
 
                      ผู้ค้ารายนี้อ้างว่า หลังจากทราบข่าวว่ามีประชาชนร้องเรียนไปยัง กทม.ว่า สัญจรบนทางย่านสะพานพุทธไม่ค่อยสะดวก เพราะมีแผงสินค้ากีดขวาง พ่อค้าแม่ค้าในตลาดจึงหารือกัน เพื่อแก้ปัญหา โดยกำหนดทิศทางจัดระเบียบพื้นที่กันเอง ทั้งนี้มีข้อตกลงให้ผู้ค้าทุกรายเว้นพื้นที่ทางเท้าให้ผู้เดินถนนได้ใช้ 1.50 เมตร จัดถังขยะไว้ครอบคลุมพื้นที่ เพื่อความสะอาด และการนำสินค้ามาวางจำหน่ายต้องเร่งจัดเรียงสินค้าให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ห้ามนำรถเข็นและสัมภาระต่างๆ รวมถึงรถยนต์เข้ามาจอดกีดขวางช่องทางจราจร ที่สำคัญคือ ตลาดสะพานพุทธ เป็นตลาดกลางคืน มีการจัดวางสินค้าในเวลาค่ำไม่ใช่ชั่วโมงเร่งด่วน
 
                      “เราพยายามทำทุกทางเพื่อให้สามารถค้าขายที่นี่ต่อได้ เพราะเท่าที่รู้กทม.จะให้ย้ายไปที่ตลาดท่าดินแดง แม้อยู่ไม่ห่างจากจุดเดิมมากนัก แต่ปัจจุบันเงียบมาก ไม่ค่อยมีใครไปเดินจับจ่ายซื้อสินค้า ที่สำคัญยังต้องจ่ายค่าเช่าแผงรายเดือนประมาณ 3,000 บาท ซึ่งนี่ยังไม่รวมค่าแรกเข้าหรือแป๊ะเจี๊ยะอีก ไหนจะค่าเดินทาง ค่าที่จอดรถ แต่อยู่ที่สะพานพุทธไม่ต้องจ่าย มีเพียงค่าทำความสะอาดที่ต้องจ่ายเดือนละ 300 บาทเท่านั้น ทุกวันนี้ค่าขายมีกำไรเพียง 300-500 บาท อยู่ได้เพราะไม่ต้องจ่ายค่าเช่าแผง หากย้ายตลาดไปจริงคงเดือดร้อนแน่” เขมิสา กล่าว 
 
                      สอดคล้องกับ “เอกชัย สุขไสย” ผู้ค้าเสื้อผ้า ตลาดสะพานพุทธ บอกถึงผลกระทบหากต้องย้ายไปขายที่ตลาดท่าดินแดงว่า อาจจะไปไม่รอด เพราะตลาดท่าดินแดงไม่ใช่แหล่งการค้า ทุกวันนี้ตลาดค่อนข้างซบเซามาก มีผู้ค้าที่รู้จักกันเคยไปค้าขายที่นั่นมาก่อนแล้ว สุดท้ายขายไม่ออกต้องปิดร้านไป
 
                      “คิดว่าหากต้องไปขายที่นั่นคงขาดทุน เพราะจะต้องจ่ายค่าเช่าที่และค่าทำสัญญา ซึ่งเป็นตลาดของเอกชนจะปรับค่าเช่าแผงขึ้นเมื่อไรก็ได้ เคยมีคนรู้จักไปขายก็ขายไม่ได้ ไม่มีคนเดิน ซึ่งผมยังมีภาระที่ต้องส่งลูกเรียนหนังสือ และการขายที่สะพานพุทธก็ไม่ได้มีกำไรมาก เพียงแต่ไม่มีค่าเช่า พวกเราพร้อมที่จะจัดระเบียบสะพานพุทธให้ดีกว่าเดิม พร้อมให้ความร่วมมือ ขอเพียงความเมตตาจากผู้ใหญ่ทาง กทม.ให้พวกเราค้าขายที่สะพานพุทธต่อไป เพราะหากย้ายไปขายที่ตลาดท่าดินแดงคงขาดทุนไม่ได้กำไร” เอกชัย  ระบุ
 
                      บริเวณตลาดสะพานพุทธ นอกจากจะมีผู้ค้าทั่วไปแล้ว ปัจจุบันยังมีกลุ่มนักศึกษาใช้เป็นสถานที่หารายได้ระหว่างเรียน โดยการนำผลงานทางศิลปะไปวางจำหน่าย เช่น บัลลังค์ เชยบาล นักศึกษาสถาบันด้านศิลปะในละแวกใกล้เคียง ซึ่งนำภาพวาดผลงานของตัวเองไปวางจำหน่าย บอกว่า เป็นเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ซึ่งฐานะทางบ้านไม่สู้จะดีนัก แต่ละเดือนต้องทำงานหาเงินจ่ายค่าเช่าห้องพัก หาค่าเทอมเอง รายได้หลักมาจากการจำหน่ายภาพวาดให้ผู้ที่เข้ามาจับจ่ายสินค้าตลาดใต้สะพานพุทธ หากตลาดถูกย้ายไปก็ไม่รู้ว่าจะไปวางจำหน่ายงานศิลปะที่วาดขึ้นที่ไหน
 
                      “กังวลมากครับ ผมไม่รู้จะทำอย่างไรดี ทุกวันนี้รายได้หลักมาจากการขายภาพวาดที่นี่ หากไม่มีตลาดแล้วก็ต้องย้ายไปที่อื่น ซึ่งต้องมีค่าเดินทางอีก ก็คงเดือดร้อนแน่ๆ” บัลลังค์ บอก 
 
                      ส่วนผู้ค้าดอกไม้ที่ปากคลองตลาด ซึ่ง กทม.มีแผนจะให้ย้ายไปค้าขายที่ตลาดยอดพิมาน ก็มีความกังวลไม่แตกต่างจากผู้ค้าที่ตลาดสะพานพุทธ “ประภัคศร อนันทมณี” แม่ค้าขายดอกดาวเรืองอยู่ในตลาดปากคลองมานานกว่า 20 ปี บอกว่า อยู่ไม่ไหวแน่ๆ หากต้องไปจำหน่ายยังตลาดที่กทม.แนะนำ เพราะเท่าที่ไปหาข้อมูลทราบว่าเจ้าของตลาดกำหนดค่าเช่าแผงไว้แล้วคือ ขนาด 1 ตารางเมตร คิดค่าเช่าเดือนละ 8,000 บาท ซึ่งขายได้วันละ 8 ชั่วโมง
 
                      “ค่าเช่าแผงสูงมาก จัดโต๊ะขนาด 1 เมตร ไว้ให้ คิดค่าเช่าเมตรละ 8,000 บาท ขายได้ 8 ชั่วโมง หากขายเกิน 8 ชั่วโมง ก็ต้องจ่ายเพิ่มเป็นชั่วโมง ฉันขายดาวเรืองเป็นพันๆ ดอกต่อวัน โต๊ะที่เขาให้เช่าแผงมีขนาดเมตรเดียว วางพวงมาลัยได้เป็นร้อยๆ พวงก็จริง แต่มันไม่พอกับการวางดอกดาวเรืองของฉัน ก็ต้องเช่าพื้นที่เพิ่ม คำนวณแล้วค่าเช่าไม่น้อยกว่า 4 หมื่นบาท นี่ยังไม่รวมค่าสัญญาแรกเข้า หรือค่าแป๊ะเจี๊ย 5 ปี ต้องจ่าย 1 ล้านบาท หากจะต้องจ่ายต่ำสุดก็ 5 แสนบาท ที่ข่าวออกๆ กันว่าเสีย 50 บาทค่าเช่า อยากถามว่ามันอยู่ตรงไหน เพราะความเป็นจริงแล้วไม่มี” ประภัคศร ยืนยัน
 
                      ผู้ค้าดอกไม้รายนี้ให้ข้อมูลด้วยว่า หากอยู่ในพื้นที่เดิมไม่ต้องจ่ายค่าเช่าแผง มีเพียงค่าทำความสะอาดเดือนละ 300 บาท และนานๆ ครั้งจะต้องจ่ายค่าปรับให้แก่เทศกิจในความผิดที่ทำให้พื้นที่สกปรกครั้งละ 500 บาท ซึ่งหากค้าขายที่เดิมขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่หากไปขายที่ใหม่ขายได้เพียง 8 ชั่วโมง ค่าเช่าที่ก็แพง วิธีการที่จะให้อยู่รอดได้คือ ขึ้นราคาดอกไม้ แล้วใครจะซื้อ พอไม่มีคนซื้อก็ล้นตลาด ขายไม่ออก เกษตรกรจะทำอย่างไร 
 
                      “นี่ลูกน้องที่ร้านก็เป็นห่วง มาถามฉันทุกวันว่าจะไล่เขาออกหรือไม่ ฟังแล้วใจหาย เพราะหลายคนอยู่ด้วยกันมานานเหมือนญาติ แต่เมื่อถึงเวลาไปไม่ไหวจริงๆ ก็อาจต้องทำอย่างนั้น ก็คงต้องให้เขาออก ต้องเลิกจ้างกันไป” ผู้ค้าดอกไม้ตลาดปากคลอง กล่าว 
 
                      ความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น ทำให้ผู้ค้าวิตกถึงผลกระทบ เพราะไม่มั่นใจว่า หากไม่มีพื้นที่ค้าขายที่นี้แล้วจะไปทำอะไรที่ไหนเพื่อให้มีรายได้พอเลี้ยงชีพ
 
 
 
 
-------------------------
 
(เสียงสะท้อนผู้ค้าสะพานพุทธ-ปากคลอง 'แป๊ะเจี๊ยะ' แพง...ย้ายไปตลาดใหม่ไม่ไหว : โดย...แมรี่ แบรดลี่)