ข่าว


“บอลประเพณี” ลูกหนังเหนือเกมกีฬา 
เวทีความคิดของนิสิต “มธ.-จุฬาฯ”

“บอลประเพณี” ลูกหนังเหนือเกมกีฬา เวทีความคิดของนิสิต “มธ.-จุฬาฯ”

04 ก.พ. 2552

หากนึกถึงเกมฟุตบอลรายการเก่าแก่ที่สุดของเมืองไทย แน่นอนว่าประชากรลูกหนังต้องยกให้ “ฟุตบอลประเพณี” ของ 2 สถาบันการศึกษาเก่าแก่อันดับ 1 และ 2 ของไทย นั่นคือ “ตราพระเกี้ยว” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ “ตราธรรมจักร” ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่าฟุตบอลรายกา

โดยอุบัติขึ้นครั้งแรกในปี 2477 ซึ่งเป็นปีที่สถาปนา ม.วิชาธรรมศาสตร์และการเมืองพอดี ก่อนจะโดนหั่นชื่อตามพิษการเมือง เหลือแค่ ม.ธรรมศาสตร์ แต่บางปีฟุตบอลรายการนี้ต้องงดแข่งขันเพราะมีเหตุสุดวิสัย เช่น เกิดภัยสงคราม และน้ำท่วมใหญ่ เป็นต้น รวมจำนวนครั้งของฟุตบอลรายนี้ที่เพิ่งแข่งขันจบลงไปเป็นครั้งที่ 65 เมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่ผ่านมา ที่สนามศุภชลาศัย ถือว่ามากเอาการ หากเป็นคนคงต้องถือว่าย่างเข้าสู่วัยเฒ่าชแรแก่ชรา แต่ฟุตบอลรายการนี้ก็ยังต้องคงอยู่ต่อไป ฟุตบอลประเพณี ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การแข่งขันฟุตบอล ตามวาระปฏิทินเท่านั้น หากแต่มี “จิตวิญญาณ” ของประเพณีอยู่ด้วย เพราะนอกเหนือจากเกมฟุตบอลที่ถือว่าเป็นเวทีหลักแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ที่อยู่คู่กับฟุตบอลประเพณีมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการทำ กิจกรรมการกุศล ร่วมกันของทั้งสองสถาบัน เพื่อหารายได้บริจาคช่วยเหลือองค์กรการกุศล การรณรงค์ในเรื่องต่างๆ ของสังคม อย่างทุกวันนี้ “โลกร้อน” ก็จัดกิจกรรมรณรงค์ให้มาปลูกต้นไม้ นอกเหนือจากนั้น สีสันของงานบอลยังมี เชียร์ลีดเดอร์ แปรอักษร โดยที่โดดเด่นอีกอย่างคือ ขบวนล้อการเมือง ที่ในอดีตนั้นทั้งสองสถาบันจับมือทำร่วมกัน แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา ม.ธรรมศาสตร์ ทำอยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งเวทีแห่งนี้นับว่าสะท้อนความคิดทางการเมืองของนักศึกษาได้อย่างดิบดี ซึ่งบางครั้งการล้อการเมืองก็ทำให้รัฐบาลสะท้านได้เหมือนกัน นี่คือ เวทีการแสดงความคิดของนักศึกษา ที่พวกเขากำลังจะเรียนจบเพื่อออกไปเป็น “มันสมองของชาติ” ไปทำงานเพื่อ “พัฒนาประเทศชาติ” ต่อไป ซึ่งบรรดา “ผู้ยิ่งใหญ่” จำนวนมากในประเทศนี้ ต่างเคยทำงานบอลประเพณีมาแทบทั้งสิ้น ประเพณีแบบนี้จึงต้องสืบสาน สานต่อ กันต่อไปเหมือนกับชื่อ “ประเพณี” แม้หลายปีที่ผ่านมา ความขลังของฟุตบอลประเพณี จะลดน้อยถอยลงไปตามวัฏจักร แต่ งานฟุตบอลประเพณีก็ไม่เคยหายไป จึงถือว่าเป็นภาระร่วมกันของสองสถาบันที่จะจรรโลงและยกระดับฟุตบอลรายการนี้ให้ “ขลัง” มากขึ้น เพราะจากปากคำคนในประวัติศาสตร์ต่างบอกว่า “ฟุตบอลประเพณี” เข้าสู่ยุคถดถอย ส่วนฟุตบอลนั้น เวทีแห่งนี้ ได้ผลิตและให้กำเนิดนักเตะนักเตะคุณภาพมากมาย ที่ก้าวไปติดทีมชาติชุดใหญ่ และแน่นอนว่ายังคงผลิตนักเตะสู่ตลาดแข้งไทยต่อไปตราบใดที่ยังจัดแข่งขัน ฟุตบอลประเพณี ครั้งที่ 65 ปิดฉากรูดม่านไปแล้ว โดยปีนี้ ธรรมศาสตร์ เป็นเจ้าภาพ ท่ามกลางความชื่นมืนอของคนธรรมศาสตร์ หลังจากเป็นฝ่ายชนะไป 2-0 คนที่สุขใจสุดๆ ย่อมหนีไม่พ้น “นกกระยางดำ” โชคทวี พรหมรัตน์ กองหลังดีกรีทีมชาติไทยของธรรมศาสตร์ ที่เล่นรับใช้สถาบัน 14 ปี สุขนี้จะหาไหนเปรียบ เพราะเป็นนัดอำลาสนาม เมื่อมีคนสุขสมหวังก็ย่อมมมีผู้ผิดหวังเป็นธรรมดา เพราะวิถีฟุตบอล วิถีของกีฬาเป็นเยี่ยงนี้ เขาคนนั้นคือ “เจ้าเก๋” วรชัย สุรินทร์ศิริรัฐ ปราการหลังจอมเก๋าของจุฬาฯ ที่เล่นหนนี้เป็นครั้งที่ 13 แต่สิ่งสำคัญที่สุดและถือว่าเป็น “หัวใจ” ของฟุตบอลประเพณี คือการได้เข้าร่วมงานที่ถือว่าเป็นประเพณีที่สืบสานกันมายาวนาน ชัยชนะวันนี้ของธรรมศาสตร์ หาใช่สิ่งใหม่แต่อย่างใด เพราะในอดีต ธรรมศาสตร์ ก็เคยพ่ายแพ้ ในขณะเดียวกัยน ความพ่ายแพ้ของจุฬาฯ หาใช่สิ่งน่าเศร้า เพราะเขาก็เคยชนะ ปีนี้แพ้ ปีหน้าก็เอาใหม่ เพราะพายุและสงครามมีไม่ตลอดไป แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ “สปิริต” ที่ห้ามขาดหาย ปีหน้าฟุตบอลประเพณี ครั้งที่ 66 จุฬาลงกรณ์ จะเป็นเจ้าภาพบ้าง ต้องคอยติดตาม ล้อมกรอบเล็กๆ สรุป ผลการแข่งขัน 65 ครั้งที่ผ่านมา ม.ธรรมศาสตร์ ชนะ 22 ครั้ง จุฬาลงกรณ์ ชนะ 13 ครั้ง เสมอกัน 30 ครั้ง เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์/เรื่อง กิตตินันท์ รอดสุพรรณ/ภาพ