
บุกปล้นแบงก์แบกแดดเชิด130ล้าน
แบกแดด-บุกปล้นแบงก์อิรัก เชิดเงินไปเกือบ 130 ล้าน พนักงานเผย เงินเตรียมไว้จ่ายตำรวจ
กลุ่มคนร้ายพร้อมอาวุธได้บุกเข้าไปปล้นธนาคารอัล-ราฟิเดนในกรุงแบกแดด ประเทศอิรัก เมื่อวันอังคาร (28 ก.ค.) พร้อมสังหารตำรวจเสียชีวิต 8 คน ก่อนจะเชิดเงินเกือบ 3.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 130 ล้านบาท) หนีไปอย่างลอยนวล นับเป็นการปล้นธนาคารครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของอิรัก
พนักงานธนาคารคนหนึ่งเผยว่า เงินจำนวนนี้ถูกส่งไปยังสาขาซึ่งตั้งอยู่ในย่านคาร์ราดา ย่านช็อปปิ้งใจกลางกรุงแบกแดดเมื่อบ่ายวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อนำไปจ่ายเงินเดือนให้ตำรวจที่ทำงานให้กระทรวงมหาดไทย ก่อนที่คนร้ายจะบุกเข้าไปในธนาคารช่วงเช้ามืดราว 04.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น และขโมยเงินไปอย่างน้อย 56,000 ล้านดินาร์ (ราว 163 ล้านบาท) ขณะที่ตำรวจเผยว่า คนร้ายขโมยเงินที่ประกอบด้วยธนบัตรหน่วยสูง รวม 45,000 ล้านดินาร์ แต่ปล่อยเงินราว 11,000 ล้านดินาร์ ที่เป็นเงินหน่วยเล็กๆ ไว้
ตำรวจเผยอีกว่า คนร้ายไม่ทราบจำนวนได้บุกเข้าไปในธนาคารก่อนจะเปิดตู้เซฟของธนาคาร และขโมยเงินในเซฟไปทั้งหมด รวมทั้งสังหารตำรวจที่เฝ้าอยู่ไป 8 คน โดยพบศพตำรวจ 5 ศพที่ห้องหนึ่งของธนาคารในช่วงเช้า ก่อนที่จะพบอีก 3 ศพอยู่ในอีกห้องหนึ่ง ขณะที่การปล้นทั้งหมดนั้นไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายทั้งทางประตูและหน้าต่างแต่อย่างใด
การปล้นครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่เกิดความพยายามปล้นที่ร้านรับแลกเปลี่ยนเงินตราแห่งหนึ่งในกรุงแบกแดดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเสียชีวิต 4 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 4 คน แต่ปล้นเงินไปไม่สำเร็จ ขณะที่รายงานข่าวเผยว่า แม้เหตุรุนแรงในอิรักจะน้อยลงอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่จำนวนการก่อเหตุปล้นกลับเพิ่มขึ้น
การปล้นธนาคารครั้งนี้นับเป็นการปล้นธนาคารครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประเทศ โดยการปล้นธนาคารครั้งใหญ่ที่สุดในอิรักเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2548 เมื่อกลุ่มคนร้ายบุกธนาคารราชีด ในเมืองรามาดี ห่างจากกรุงแบกแดดไปทางตะวันตกราว 100 กิโลเมตร โดยครั้งนั้นคนร้ายได้ขังพนักงานแบงก์ไว้ในห้องหนึ่ง ก่อนเชิดเงินไป 13.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 460 ล้านบาท) และไม่มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต ขณะที่ตำรวจเชื่อว่าการปล้นครั้งนั้นเป็นฝีมือของกลุ่มต่อต้านที่ต้องการนำเงินไปใช้ในการก่อเหตุ



