ข่าว

ชุมชนทำรั้วบ้านกระถางกินได้ส่งผักปลอดสารพิษขายตลาด

ชุมชนทำรั้วบ้านกระถางกินได้ส่งผักปลอดสารพิษขายตลาด

15 ก.พ. 2559

ชุมชนทำรั้วบ้านกระถางกินได้ส่งผักปลอดสารพิษขายตลาด : กมล หอมกลิ่นรายงาน

            หมู่บ้านขนาดเล็กที่ตั้งอยู่โดดๆ กลางทุ่งนาซึ่งมีจำนวนครัวเรือน 65 หลังคา ที่ชื่อบ้านโนนรังและอยู่ในเขตปกครองของ ต.หนองกุง อ.โนนคูณ จ.ศรีสะเกษ ในอดีตบริเวณนี้มีต้น “รัง” หรือ “ฮัง” ตามคำเรียกภาษาอีสานจนกลายเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านและด้วยสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์จึงสร้างความอยู่ดีกินดีแก่ชาวบ้านเรื่อยมา แต่พอถึงยุคที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เลือกใช้เครื่องทุ่นแรงแทนการพึ่งตนเอง ทำให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ผู้คนในหมู่บ้านเปลี่ยนไปและก้าวเข้าสู่เกษตรยุคใหม่ที่มาพร้อมกับความสะดวกรวดเร็วและการใช้ปุ๋ยเคมีก็ตามมาเช่นกัน ซึ่งพ่วงมากับหนี้สินที่ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ

       
            “คูณ ก้อนทอง” ผู้ใหญ่บ้านบ้านโนนรัง เล่าให้ฟังว่า ยุคที่ชาวบ้านทำนาดำไม่ค่อยจะมีปัญหาเท่าไหร่ แต่หลังจากนั้นประมาณปี 2551 เป็นต้นมา ชาวบ้านเริ่มได้รับผลกระทบจากสารเคมี เพราะเป็นการทำนาแบบหว่าน ทำให้ในนามีวัชพืชซึ่งชาวบ้านต้องใช้สารเคมีกำจัด นอกจากนี้ยังมีรถพุ่มพวงวิ่งเข้ามาในหมู่บ้านทุกวันทำให้ชาวบ้านต้องกินพืชผักจากรถตลาดเคลื่อนที่เหล่านี้ ซึ่งเป็นผักที่มาจากในเมืองเรียกเงินจากกระเป๋าของชาวบ้านไปปีละกว่าสามแสนบาท
       
            ซึ่งสอดคล้องข้อมูลจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองกุง ที่ระบุว่า สาเหตุของโรคที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการบริโภคผักที่จากตลาด เพราะเมื่อไปสำรวจพื้นที่ปลูกผักเหล่านี้ก็พบว่าพืชผักต่างๆ ก่อนนำมาขายในตลาดจะโดนฉีดพ่นยาในตอนเย็นและตอนเช้าก็เก็บมาขาย ทำให้ผลตรวจเลือดของชาวบ้านมีความเสี่ยงสูงเพราะพบสารฆ่าแมลงในเลือดกว่า 100 คน จากสมาชิก 300 คน และมากกว่า 50 คน มีอาการวิงเวียนศีรษะ เป็นผดผื่นคันจากพิษของสารเคมี
       
            ในที่สุดชาวบ้านหาทางออกเรื่องนี้ร่วมกันโดยความร่วมมือจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองกุง ซึ่ง "ทองสมุทร อ้อมแก้ว" ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองกุง เล่าถึงกระบวนการทำงานร่วมกับชุมชนว่า ใช้กระบวนการพูดคุยปัญหาผ่านสภาผู้นำชุมชนหมู่บ้าน ซึ่งหยิบปัญหาพืชผักที่มีสารเคมีมาวิเคราะห์ โดยยึดข้อมูลผู้ป่วยในหมู่บ้านมาเป็นกรณีศึกษาและเชื่อมโยงถึงแหล่งที่มาของพืชผักที่กินว่ามาจากแหล่งที่ใช้สารเคมี ซึ่งหัวใจสำคัญคือวิเคราะห์ปัญหาและหาแนวทางการแก้ไขผ่านชุมชน ไม่ใช่เอาแนวทางการรักษาแบบหมอมาเริ่มต้นในการรักษา
       
            “เมื่อก่อนนึกว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความรู้ความคิดของเราต้องถูก แต่จริงๆ แล้วชาวบ้านเขามีภูมิปัญญา เขาวิเคราะห์เป็น นั่นหมายความว่าถ้าเขาสามารถวิเคราะห์และเรียงปัญหาได้เขาก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวของเขาเองแล้วมันก็จะเป็นการแก้อย่างยั่งยืนและถูกจุด”  เป็นคำบอกเล่าผ่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองกุง ที่เล่าถึงกระบวนการทำงานร่วมกับชาวบ้านโนนรัง
       
            บ้านโนนรังใช้แนวทางระดมข้อมูลทั้งข้อมูลปัญหาและแนวทางแก้ไขผ่านสภาผู้นำชุมชน ซึ่งผู้ใหญ่บ้านโนนรังเล่าเพิ่มเติมอีกว่า “ปี 2547 ชาวบ้านโนนรังเริ่มมีสภาผู้นำชุมชนโดยก่อนหน้านั้น 2 ปี หมู่บ้านได้เข้าร่วมโครงการเศรษฐกิจพอพียงซึ่งเป็นโครงการของสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอที่มาส่งเสริมการทำปุ๋ยอินทรีย์ ต่อมาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองกุง ชวนทำโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งให้จัดทำสภาผู้นำชุมชนและถือเป็นการต่อยอดกลุ่มปุ๋ยอินทรีย์เดิม ซึ่งสภามีสมาชิก 30 คน ในการทำงานร่วมกันเพื่อใช้เป็นเวทีในการร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา”
       
            ปัจจุบันบ้านโนนรังมีโรงทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพอัดเม็ดที่ผลิตเองโดยทุกคนในชุมชนร่วมกันผลิต ซึ่ง "ไพรวัลย์ วงษ์ประเทศ" ประธานกลุ่มปุ๋ย เล่าให้ฟังว่า “ปุ๋ยที่ผลิตขึ้นเป็นปุ๋ยที่ชาวบ้านร่วมกันทำเพื่อใช้เอง โดยช่วยกันทำหมุนเวียนกันทำไปเรื่อยๆ ปุ๋ยชีวภาพที่ทำถือว่ามีคุณภาพ และความแตกต่างระหว่างปุ๋ยเคมีกับปุ๋ยชีวภาพคือตอนที่ใช้ปุ๋ยเคมีเวลาหว่านข้าวจะสีเขียวสวยแบบทันใจแต่จะมีแมลงมาคอยกินเร็วมาก แต่ถ้าเป็นปุ๋ยชีวภาพจะค่อยๆ เขียวตามกระบวนการของธรรมชาติ ซึ่งไม่เฉพาะแค่ชาวบ้านโนนรังเท่านั้นที่ใช้ แต่ชาวบ้านใกล้เคียงที่เขารู้ว่าบ้านเรามีปุ๋ยเขาก็มาซื้อปุ๋ยเราด้วย ทำให้ชุมชนมีเงินหมุนเวียนไว้สำรองจ่ายในการทำกิจกรรมอื่นๆ”
        
            ความโดดเด่นสำคัญของหมู่บ้านนี้คือภาพของผักตามรั้วบ้าน โดยเฉพาะผักที่อยู่ในกระถาง ซึ่งบริเวณหมู่บ้านถ้าใครขับรถผ่านก็จะเห็นภาพผักเหล่านี้ตั้งวางอย่างสวยงามเป็นระเบียบและมีผักนานาชนิด และผักที่อยู่ในกระถางเหล่านี้เป็นผักไร้สารซึ่งชาวบ้านก็มีรายได้ส่วนหนึ่งจากผักตามริมรั้วเหล่านี้ โดยจะขายยกกระถางในราคาตามความเหมาะสมแล้วแต่ขนาดและชนิดของผัก ซึ่งผักในกระถางส่วนมากก็เป็นผักที่กินเป็นประจำ เช่น ผักกาด พริก ข่า หอม ตระไคร้และผักสวนครัวชนิดอื่นๆ
       
            วันนี้รั้วหน้าบ้านถูกเปลี่ยนเป็นสวนผักกระถางปลอดสาร รถพุ่มพวงที่เคยขนผักจากตลาดในเมืองมาขายก็หายไป ร้านค้าในชุมชนเดิมที่รับซื้อผักตลาดในเมืองมาขายก็เปลี่ยนเป็นรับซื้อผักในชุมชนออกไปขายตลาดภายนอก โดยเฉพาะผักกระถาง สร้างรายได้ให้ชาวบ้าน 400-500 บาทต่อวัน คนในชุมชนมีสุขภาพดีขึ้น เพราะกินผักที่ตัวเองปลูก ซึ่ง "ทองคำ อักโข" เกษตรกรอินทรีย์ กล่าวถึงการทำเกษตรอินทรีย์ว่า “มีความสุขที่เห็นพืชผักและต้นไม้ที่เราปลูก ทุกเช้าตื่นมารดน้ำต้นไม้ สุขภาพก็ดี พ่อไม่มีโรคมีภัยเพราะพ่อกินผักปลอดสารพิษ รู้สึกสบายใจที่ไม่มีโรคมีภัย การทำเกษตรอินทรีย์นี้ดีหลายอย่างทั้งมั่นใจในเรื่องการกิน ญาติพี่น้องมาก็แบ่งปันให้”
       
            เช่นเดียวกับ "หา ทองคำผุย" เกษตรกรอินทรีย์บ้านโนนรังอีกคน เล่าความรู้สึกให้ฟังว่า “มีความสุขและสนุกไปกับการปลูกผัก มีความสุขที่ได้แจกได้แบ่งปันและขาย เพราะการทำผักไร้สารเอาเข้าจริงๆก็ทำได้ไม่ยาก แค่ซื้อกากน้ำตาลหรือจะเอานมเปรี้ยวมาหมักเพื่อบำรุงรากและส่วนต่างๆ ซึ่งพอทำไปเราก็ศึกษาไปด้วย เวลาที่มีเพื่อนบ้านมาขอผักก็รู้สึกดีใจและให้เก็บตามที่ต้องการเพราะอยากให้ได้กิน กินแล้วจะสบายใจเพราะเป็นผักไม่มีสารพิษ”
      
            ทุกวันนี้ถือว่าบ้านโนนรังเป็นหมู่บ้านต้นแบบเกษตรอินทรีย์ที่สร้างความสุขทางกายและใจให้ชาวบ้าน สิ่งเหล่านี้ไม่เฉพาะชาวบ้านโนนรังเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ แต่ชุมชนอื่นๆ ทั้งใกล้และไกลต่างเข้ามาศึกษาดูงานเพื่อนำไปปรับใช้ในพื้นที่ของตน ซึ่งความสำเร็จของชาวบ้านโนนรังเกิดจากการรวมพลังทุกคนในหมู่บ้านที่มีกำลังใจขับเคลื่อนชุมชนจนชุมชนเล็กๆ อย่างบ้านโนนรังก้าวหน้าและเป็นต้นแบบให้ชุมชนอื่นๆ ด้วย