
ความจริงใจการบริหารยุคคนรุ่นใหม่สไตล์'สันติ วิริยะสุมน'
ทำธุรกิจบนหลัก...ความจริงใจการบริหารยุคคนรุ่นใหม่สไตล์'สันติ วิริยะสุมน' : คมคิดธุรกิจนิวเจน เรื่อง อนัญชนา สาระคู ภาพ : จุลดิศ อ่อนละมุน
ปัจจุบันตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง ด้วยมูลค่าทางการตลาดราว 2 แสนล้านบาท มีอัตราการขยายตัวที่ 10% ทั้งยังเกิดนักธุรกิจหน้าใหม่ๆ ที่เป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางมากมาย ซึ่งบอกได้เลยว่าเทรนด์นี้ยังมาแรงและจะต่อเนื่องไปอีกหลายปี
จึงรอช้าไม่ได้ที่เราจะต้องมาทำความรู้จักกับ “สันติ วิริยะสุมน” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พาโนแกรม เอสเธติค กรุ๊ป จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้าในกลุ่มเวชสำอาง เครื่องสำอาง และสปาโปรดักท์ ซึ่งอยู่เบื้องหลังของแบรนด์ดังๆ ของไทยหลายแบรนด์ มีทั้งที่จำหน่ายในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ บอกได้เลยว่าผู้บริหารรุ่นใหม่วัย 29 ปีคนนี้ไม่ธรรมดา ด้วยแนวคิดการบริหารธุรกิจที่ใช้หลักของ “ความจริงใจ” ผสมผสานกับไลฟ์ไสตล์การใช้ชีวิตที่ลงตัวกับบิ๊กไบค์คู่ใจ ที่ได้ช่วยฝึกฝนการใช้ “สติ” “สร้างสมาธิ” ให้อยู่กับตัวตนอย่างไม่ประมาท
เขาเล่าว่า บริษัท พาโนแกรม เอสเธติค กรุ๊ป จำกัด เป็นโรงงานรับจ้างผลิตสินค้า มีกลุ่มธุรกิจหลักๆ อยู่ 3 กลุ่มคือ กลุ่มเวชสำอาง ที่ผลิตให้แก่ลูกค้าที่เป็นโรงพยาบาลด้านผิวหนังและศัลยกรรม คลินิกแพทย์ผิวหนังต่างๆ กลุ่มสินค้าสปา ที่ผลิตให้แก่ลูกค้าในกลุ่มของโรงแรมระดับ 5 ดาว และเจ้าของแบรนด์สปา และกลุ่มลูกค้าที่ทำแบรนด์เครื่องสำอาง ซึ่งกลุ่มนี้ค่อนข้างมีความหลากหลายมีจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ
เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเพิ่งได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งใหม่เป็นรองกรรมการผู้จัดการ ดูแลรับผิดชอบในด้านบริการหลังการขายโดยเฉพาะ และดูแลกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจในการทำแบรนด์เป็นของตัวเอง ซึ่งจะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาในการทำแบรนด์ ที่ปัจจุบันมีอยู่ในมือแล้วกว่า 10 แบรนด์ แต่ต้องบอกก่อนว่า วิสัยทัศน์ของบริษัทด้วยโครงสร้างเราจะเป็นต้นไม้ที่เป็นลำต้นกับราก และมีลูกค้าเป็นกิ่ง ก้าน นั่นหมายถึงเราจะไม่ทำแบรนด์ของตัวเองไปแข่งกับลูกค้า แต่จะเป็นลำต้นที่ค่อยๆ เติบโตไปพร้อมๆ กับลูกค้าของเรา
“สำหรับการทำแบรนด์เครื่องสำอางนั้น มาแรงมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องปีละ 20% ผมจึงมาจับในเรื่องนี้เต็มตัว ซึ่งการให้คำปรึกษาจะดูภาพรวมของลูกค้าทั้งหมด เช่นบุคลิกของแบรนด์ การวางตำแหน่ง และแบรนด์อิมเมจ รวมไปถึงดูว่าจะเจาะตลาดใด คือหากเป็นกลุ่มวัยรุ่นก็อาจจะเป็นสไตล์เกาหลี หรือญี่ปุ่น ส่วนกลุ่มวัยรุ่นที่โตขึ้นมาหน่อยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ก็จะเน้นสินค้ากลุ่มไวเทนนิ่ง ขณะที่กลุ่มคนวัยทำงาน ก็จะเน้นเครื่องสำอางประเภทลดฝ้า กระ และจุดด่างดำ และกลุ่มอายุ 40-50 ปีขึ้นไป จะเป็นสินค้าในกลุ่มแอนตี้ เอจจิ้ง ลดเลือนริ้วรอย ซึ่งแล้วแต่ลูกค้าว่าจะเจาะตลาดไหน และเขามีฐานลูกค้าอยู่ในกลุ่มไหนแล้วบ้าง แต่มองว่าตลาดที่ยังมาแรงน่าจะเป็นกลุ่มแอนตี้ เอจจิ้ง เพราะมองกันว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ความต้องการใช้สินค้าในกลุ่มนี้น่าจะมีมากขึ้น”
ขณะที่บริษัทเองมีทีมวิจัยและพัฒนา ซึ่งมีการพัฒนาสูตรต่างๆ ให้ทันกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ และยืนยันได้ว่าเทคโนโลยีการผลิตของไทยก็ไม่แพ้ใคร ลูกค้าจะสามารถเลือกได้เลยว่าต้องการเข้าไปในตลาดกลุ่มใด อีกทั้งบริษัทยังได้ลงทุนสร้างคลังสินค้าและออฟฟิศที่จะเป็นโชว์รูมแห่งใหม่ อยู่บนถนนสุคนธสวัสดิ์ ด้วยงบลงทุนกว่า 30 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายตัวในธุรกิจการทำแบรนด์เครื่องสำอาง รวมทั้งการขยายตลาดไปในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี
สำหรับสินค้าเครื่องสำอางในประเทศไทย ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 2 แสนล้านบาท แบ่งเป็นในประเทศ 1.2 แสนล้านบาท และส่งออก 8 หมื่นล้านบาท ปีนี้ขยายตัวประมาณ 10% โดยอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยอยู่ในอันดับ 16 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ในเอเชีย ซึ่งเราเป็นรองแค่ ญี่ปุ่น และเกาหลีเท่านั้น อีกทั้งธุรกิจสุขภาพและความงาม ยังเป็นธุรกิจดาวรุ่งที่ยังคงมีการเติบโต โดยมองว่าน่าจะเติบโตไปได้อีกอย่างต่ำ 10 ปีข้างหน้า ส่วนบริษัทเองมองภาพรวมในปีนี้น่าจะเติบโตได้ในทุกๆ กลุ่มธุรกิจที่ยังคงเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลักให้แก่บริษัทเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 15-20% ต่อปี
ขณะเดียวกันตลาดออนไลน์ ซึ่งถือเป็นช่องทางการตลาดที่มาแรงมาก ทั้งอี-คอมเมิร์ซ และช่องทางโซเชียล เน็ตเวิร์ค ด้วยการตลาดที่ใช้ทุนต่ำ แต่มีประสิทธิภาพสูงเนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปคืออยู่กับโทรศัพท์มือถือมากกว่า และสามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ขณะนี้ได้เข้าไปศึกษาเรื่องการตลาดออนไลน์ โซเชียล มีเดีย มาร์เก็ตติ้ง เพื่อจะเน้นช่องทางนี้ให้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดเครื่องสำอางในประเทศจะมีการแข่งขันที่สูง เห็นได้จากหลายๆ แบรนด์เมื่อเกิดมา มีทั้งที่ติดตลาด และที่ต้องหายไปจากตลาด แต่ยังมองว่าในการแข่งขันที่สูง ก็ยังมีช่องว่างทางการตลาด และโอกาสที่แบรนด์ใหม่ๆ ยังสามารถเข้าไปเจาะได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะมองเห็นช่องว่างนั้นหรือไม่ และวางตัวเองให้ถูกว่าจะไปช่องทางไหน ซึ่งแบรนด์ของลูกค้าเราส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จทั้งหมด
คือบางคนอาจจะมองว่าเป็นธุรกิจเรด โอเชียน ที่มีการแข่งขันสูงมาก แต่ก็มองว่ายังมีจุดหนึ่งที่เป็น บลู โอเชี่ยนด้วย เพราะตลาดยังเติบโตอยู่ ยังมีช่องว่างที่ให้เราเข้าไปแทรกได้อยู่ทั้งตลาดในและต่างประเทศ แต่สิ่งที่จะทำให้อยู่อย่างยั่งยืนได้ก็คือคุณภาพของสินค้าต้องดีจริง ใช้แล้วเห็นผล และไม่เกิดปัญหา สิ่งนี้จะเป็นการรับประกันที่จะย้อนกลับมาที่เรา และการจะประสบความสำเร็จนั้น เราจะต้องพูดความจริงกับลูกค้า ซึ่งบอกได้เลยว่าบางคนที่ไม่ประสบความสำเร็จก็เพราะว่าเขาโฆษณาเกินจริง จุดนี้ถือว่าเป็นอันตรายมาก เมื่อผู้บริโภคซื้อไปแล้วไม่เป็นจริงอย่างที่โฆษณาไว้ เขาก็โยนทิ้ง แต่สำหรับเราจะพูดความจริง เมื่อผู้บริโภคซื้อไปแล้วชอบ เขาก็พอใจในสินค้าและกลับมาซื้อซ้ำ และเมื่อมีโปรดักท์ใหม่เข้ามา และนำไปเสนอเขาก็เชื่อมั่นในตัวแบรนด์ เพราะซื้อไปแล้วไม่ผิดหวัง
เขาบอกด้วยว่า จากนี้ไปจะเน้นทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม (CLMV) เพราะไทยถือว่าเป็นศูนย์กลางในด้านการขนส่ง การกระจายสินค้า อีกทั้งในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะหมายถึงการเป็นตลาดเดียวกันทั้งหมดในกลุ่มอาเซียน จากตลาดในประเทศไทยที่มีประชากรอยู่ 67.5 ล้านคน ก็จะเพิ่มขึ้นกลายป็น 10 เท่าตัวหรือกว่า 600 ล้านคน ทำให้ตลาดนี้ยังมีช่องทางการขยายไปได้อีกมาก
และด้วยความที่ต้องการเข้าไปในตลาดที่ว่านี้ จึงได้เข้าร่วมอบรมในโครงการ YEN-D (Young Entrepreneur Network Development Program) ของกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งเป็นโครงการที่นำทายาทธุรกิจในหลากหลายธุรกิจของไทย และประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวี มาอบรมร่วมกันเพื่อทำความรู้จัก และสร้างเครือข่ายระหว่างกัน
“ถือเป็นโครงการที่ดีมาก และตรงกับสไตล์การบริหารธุรกิจของคนรุ่นใหม่ด้วย ที่ว่าเราต้องการสร้างคอนเนกชั่น และเน็ตเวิร์กระหว่างกัน ยกตัวอย่างเช่นผมมีเพื่อนอยู่ 10 คน และเพื่อนอีกคนมีเพื่อนอยู่ 10 คน เมื่อเรามารู้จักกันก็หมายถึงว่าเราจะมีเพื่อนรวมกันเป็น 20 คน ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ได้ทำธุรกิจร่วมกันเพราะอยู่คนละสายธุรกิจ แต่แต่ละคนก็จะมีเพื่อนที่สามารถบอกต่อกันได้ โครงการ YEN-D ก็มีลักษณะนี้คือ นำนักธุรกิจรุ่นใหม่คนไทย 30 คน มาอบรมและทำกิจกรรมร่วมกันกับนักธุรกิจกัมพูชาอีก 30 คน เรามาเป็นเพื่อนกัน และก็เหมือนเรามีเพื่อนรวมกันถึง 60 คน และในเร็วๆ นี้ผมจะไปพนมเปญ นอกจากจะไปมองลู่ทางการขยายตลาดแล้ว ก็จะถือโอกาสไปเยี่ยมเยียนพบปะเพื่อนๆ ที่กัมพูชาอีกครั้งด้วย”
สำหรับ “สันติ” หรือ “คิว” บอกเล่าถึงไลฟ์สไตล์ส่วนตัวว่า เป็นคนชอบขี่บิ๊กไบค์ ในเวลาว่างจะขี่บิ๊กไบค์คู่ใจออกพักผ่อนอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งหากเป็นทริปใหญ่ๆ จะออกไปร่วมกับก๊วนเพื่อนๆ ปีละ 3-4 ครั้ง ส่วนใหญ่จะขึ้นไปทางภาคเหนือเช่นที่ จ.เชียงใหม่ แต่หากเป็นทริปย่อยส่วนใหญ่จะไปเป็นระยะทางใกล้ๆ กรุงเทพฯ เช่น พัทยา บางแสน เขาใหญ่ เป็นต้น และจากการที่เป็นคนรักบิ๊กไบค์ อีกทั้งยังเห็นกลุ่มคนรักบิ๊กไบค์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ มีธุรกิจต่อเนื่องมากมาย ทำให้ได้หารือกับเพื่อนๆ ในกลุ่มเดียวกันที่จะร่วมหุ้นเปิดร้านจำหน่ายอุปกรณ์ และของตกแต่งสำหรับบิ๊กไบค์จำหน่าย โดยจะทำเป็นงานอดิเรกและคาดว่าจะชัดเจนในปลายปีนี้
“ผมคุยกับเพื่อนๆ ในกลุ่มไว้ว่าเราจะเปิดร้านจำหน่ายอุปกรณ์และของตกแต่งสำหรับกลุ่มคนขี่บิ๊กไบค์ด้วยกัน คือจะทำเป็นงานอดิเรก เพราะส่วนตัวมีความชอบอยู่แล้ว และผมยังมองว่าธุรกิจนี้ก็เป็นดาวรุ่งเช่นกัน คนขี่บิ๊กไบค์เป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อ ซึ่งน่าจะเปิดร้านเป็นรูปเป็นร่างได้ปลายปีนี้ และยังเห็นช่องว่างทางการตลาดและโอกาสในการเติบโตได้อีกมากเช่นกัน”
อย่างไรก็ตาม แม้การขี่บิ๊กไบค์จะเป็นเรื่องความชอบ และความสนุก แต่เขาบอกว่า ยังช่วยในการฝึกสมาธิให้แก่ตัวเองด้วย เพราะเวลาขี่ ได้อยู่กับตัวเอง ต้องควบคุมตัวเองให้อยู่ เพราะหากไม่มีสมาธิ หรือสมาธิหลุดไปก็อาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้อยู่ตลอดเวลา เหมือนกับว่าเราต้องมีสติอยู่กับตัวเอง เพราะทุกครั้งที่ขี่รถเราต้องควบคุมรถให้อยู่ ก็เป็นเหมือนกับการที่เราฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้ เมื่อได้ขี่รถไปยังสถานที่ต่างๆ เช่นได้ขึ้นไปอยู่บนภูเขาที่สูงและมองลงมา ทำให้คิดได้ถึงปัญหาที่เราเจอ เช่นปัญหาจากการทำงานที่เราคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อมองลงมาจากภูเขา ก็ทำให้คิดได้ว่าปัญหาที่เราเจอนั้นนิดเดียว ให้เราลองถอยออกมาและมองดูปัญหานั้น จากที่เราคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่มาก ก็กลายเป็นเล็กนิดเดียวได้
“อย่างตอนที่ผมขึ้นไปบนเขา และมองลงมาที่บ้านหลังหนึ่ง ทำให้คิดได้นะจากที่นำพาปัญหาความเครียดไปด้วย และคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่มาก แต่เมื่อคิดได้ก็กลายเป็นเรื่องเล็กนิดเดียวเอง อีกอย่างการออกไปพักผ่อนที่ต่างจังหวัด ยังมีส่วนช่วยทำให้ผมสามารถคิดแผนงานในอนาคตออกได้อีกด้วย รวมทั้งยังได้เพื่อนใหม่ๆ ได้สร้างคอนเนกชั่นใหม่ๆ จากการที่เราร่วมก๊วนออกเดินทางกับกลุ่มเพื่อนบิ๊กไบค์ ซึ่งเฉพาะกลุ่มที่ชอบไปพักผ่อนตามต่างจังหวัดนี่ก็มีประมาณ 70-80 คนแล้ว”
นอกจากนี้ เขายังทิ้งท้ายในเรื่องหลักการบริหารในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ แต่ก็ไม่ทิ้งหลักสำคัญคือ เรื่องของความจริงใจในการทำธุรกิจ เพราะเมื่อให้ความจริงใจไป ก็จะได้ความจริงใจและความเชื่อใจจากลูกค้ากลับมาด้วย
“หลักการทำงานของผม ง่ายๆ คือความจริงใจ เพราะเมื่อให้ความจริงใจไป ก็จะได้ความจริงใจและความเชื่อใจจากลูกค้ากลับมาด้วยเช่นกัน ส่วนคุณพ่อ-คุณแม่เอง สอนให้เรามีความซื่อสัตย์กับลูกค้า เน้นหลักการทำธุรกิจการค้าอย่างตรงไปตรงมา และให้มองไปข้างหน้าอยู่เสมอ”
มาด้วยโชค..แต่ลงมือทำด้วยฝีมือ
“ผมเป็นคนจ.ตาก เรียนหนังสือที่จ.ตากมาตลอด แต่ก็ไปๆ มาๆ ระหว่างกรุงเทพฯ และตาก พอเข้ามหาวิทยาลัยก็เรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก และเมื่อมาทำงานก็ถือว่าได้มาทำตรงสายงานเรียนพอดี เพราะสาขาที่เรียนนี้จะเป็นกึ่งเรียนด้านวิศวะ และอีกกึ่งหนึ่งเป็นการเรียนด้านบริหาร เช่น การวางแผนการผลิต การทำคิวซี ควบคุมคุณภาพ การทำโพรดักชั่น แพลนนิ่ง เป็นต้น” สันติ วิริยะสุมน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พาโนแกรม เอสเธติค กรุ๊ป จำกัด กล่าวและบอกว่า เป็นเหมือนโชคชะตาที่ผลักดันตัวเองให้มาในสายงานนี้ด้วย
โดยบริษัท พาโนแกรม เอสเธติค กรุ๊ป คือผู้ดำเนินธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้าในกลุ่มเวชสำอาง เครื่องสำอาง และสปาโปรดักส์ เป็นธุรกิจของคุณอา ที่ทำโรงงานมาประมาณ 20 ปีแล้ว ด้วยการร่วมหุ้นกับเพื่อนที่เป็นแพทย์ผิวหนัง นักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ซึ่งทำเกี่ยวกับสกิน แคร์โดยตรง กลุ่มลูกค้าหลักของเราจึงเติบโตมาจากกลุ่มคลินิกแพทย์ ผิวหนัง และโรงพยาบาล
เขาเล่าอีกว่า ในระหว่างกำลังศึกษาอยู่จ.พิษณุโลก คุณอาได้เรียกมาช่วยงานที่โรงงาน และตอนเรียนอยู่ปี 3 ก็มาฝึกงานที่โรงงานนี้ ดังนั้น เมื่อเรียนจบทำโปรเจกท์เสร็จ คุณอาเลยให้มาช่วยงานที่โรงงานเลย ซึ่งนับจากที่ได้เข้ามาทำงานเต็มตัวจนปัจจุบันร่วม 6 ปีแล้ว คือตั้งแต่ปี 2550 โดยการเข้ามาทำงานในปีแรกยอมรับว่าเหนื่อยมากเพราะเราต้องเริ่มทำทุกอย่างทั้งแต่การขนส่ง แพ็กสินค้า ทำจัดส่งสินค้า เปลี่ยนแผนกมาเรื่อยๆ ตั้งแต่คลังสินค้า โปรดักชั่น แผนกการผลิต และแผนกอาร์แอนด์ดี เพื่อให้เราได้เรียนรู้กระบวนการทั้งหมด
“คือคุณอาไม่ได้สอนให้ผมเข้ามาแล้วมาสั่งๆ อย่างเดียว แต่ท่านต้องการให้เรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้น ปีแรกถือว่าเหนื่อยที่สุด คือส่งของเอง แพ็กเอง ยกของเอง แต่ก็ได้ค้นพบอีกว่า การเข้ามาในธุรกิจนี้ ถือเป็นความรู้ใหม่ทั้งหมด แต่ก็มีความรู้ด้านวิศวกรรมเป็นความรู้พื้นฐาน เรื่อยมาจนปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งล่าสุดเป็นรองกรรมการผู้จัดการ ที่มาดูแลเรื่องหลังการขาย และคุยงานกับลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีความสนใจในการทำแบรนด์ของตัวเอง ทำให้เราเป็นเหมือนที่ปรึกษาให้”
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการทำแบรนด์สินค้าเครื่องสำอางที่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจกันมาก คิว ให้มุมมองไว้ด้วยว่า คนที่จะทำแบรนด์ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นดารา หรือเป็นผู้มีชื่อเสียงเลย เพราะหลายๆ แบรนด์ เจ้าของไม่ใช่ดารา แต่เป็นบุคคลที่มีความชอบเกี่ยวกับด้านนี้ มีวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจ และมีแผนทำธุรกิจออกมาว่าต้องการทำ และเขามาปรึกษาเรา ซึ่งเราก็แนะนำให้ จากนั้นก็ไปจ้างดาราให้โฆษณาสินค้าให้ และในปัจจุบันก็ไม่จำเป็นต้องใช้ดาราไปเสียทั้งหมด แต่เป็นกลุ่มคนที่มีชื่อเสียงเช่น กลุ่มเน็ต ไอดอล ให้มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ ส่วนเรื่องทุน ปัจจุบันก็ไม่จำเป็นต้องใช้ทุนมากนัก ซึ่งบริษัทเองก็ได้ปรับลดสเกลมาให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าบางกลุ่มที่ต้องการเริ่มต้นแบบเล็กๆ ก่อนก็สามารถทำได้ โดยจะเป็นการทยอยผลิตเป็นลอตๆ ไม่จำเป็นจะต้องผลิตทีเดียวหมด ทำให้การใช้เงินทุนไม่สูงมากนักก็ทำได้



