ข่าว

ยุบตำแหน่ง‘พนักงานสอบสวน’ปฏิรูปตำรวจจริงหรือ?

ยุบตำแหน่ง‘พนักงานสอบสวน’ปฏิรูปตำรวจจริงหรือ?

13 ก.พ. 2559

ยุบตำแหน่ง‘พนักงานสอบสวน’ ปฏิรูปตำรวจจริงหรือ? : ทีมข่าวอาชญากรรมรายงาน

            แม้คำสั่งมาตรา 44 ที่ 6/2559 ให้ยุบเลิกตำแหน่งและเงินประจำตำแหน่งพนักงานสอบสวน จะลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ในแวดวงตำรวจต่างรู้ดีว่า คำสั่งนี้ เป็นไปตามข้อเสนอของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งภายหลังคำสั่งฉบับนี้ประกาศออกมา พล.อ.ประวิตร ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า คำสั่งนี้ไม่ใช่เป็นการปรับโครงสร้างตำรวจ ไม่ได้มีตำแหน่งใหม่ เพียงแต่ยุบชื่อ สัญญาบัตร 2 (สบ 2) สัญญาบัตร (สบ 3) สัญญาบัตร 4 (สบ 4) สัญญาบัตร 5 (สบ 5) เพื่อให้งานลื่นไหล โดยสายงานอื่นสามารถเข้าร่วมทำงานได้ เพราะที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนทำงานเป็นเอกเทศ ตำรวจฝ่ายอื่นจะเข้าไปช่วยเหลือไม่ได้

            “เดิมมันเป็นเอกเทศ ไม่ขึ้นกับใคร ผู้กำกับไม่สามารถลงไปจี้งานต่างๆ ได้ เดิมเป็นอิสระ แต่ตอนนี้ผู้บังคับบัญชาจะได้มีส่วนรับผิดชอบในคดีต่างๆ ด้วย ผมว่าดีแล้ว ตำรวจส่วนใหญ่ต่างเห็นด้วยว่ามันดีขึ้น มีเพียงส่วนน้อยที่ไปคิดกันเอาเอง และในองค์กร สตช.เขาก็เข้าใจ” พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้

            แต่ในมุมมองของพนักงานสอบสวนจำนวนไม่น้อยที่เห็นต่างไปจากนั้น โดยในจำนวนนั้น มี พ.ต.ท.จันทร์ ชัยสวัสดิ์ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ สน.เทียนทะเล ในฐานะเลขาธิการสหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ ซึ่งได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อให้ทบทวนคำสั่งนี้ โดยเนื้อหาในหนังสือร้องเรียนสรุปเนื้อหาได้ว่า คำสั่งตามมาตรา 44 นี้ สร้างความยากลำบากให้แก่พนักงานสอบสวน เพราะไม่แน่ชัดเรื่องตำแหน่งหน้าที่รวมถึงถูกตัดเงินประจำตำแหน่ง

            อย่างไรก็ตาม คณะทำงานกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวน ซึ่งมี พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. เป็นประธานคณะทำงาน ยืนยันการยุบเลิกตำแหน่งพนักงานสอบสวนตามมาตรา 44 เป็นขั้นตอนแรกของการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งคณะทำงานชุดนี้มีหน้าที่ในการพิจารณาหลักเกณฑ์ในการเกลี่ยตำแหน่งพนักงานสอบสวนทั้งหมดที่มีอยู่ราว 1 หมื่นคน ไปทำหน้าที่ในตำแหน่ง รองสารวัตร สารวัตร รองผู้กำกับการ ผู้กำกับการ รองผู้บังคับการ และผู้บังคับการ ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับตำแหน่งเดิม และจะนำหลักเกณฑ์นี้มาปรับใช้ให้เป็นแนวทางเดียวกันกับการแต่งตั้งโยกย้ายประจำปีในตำแหน่ง รองผู้บังคับการลงไปจนถึงระดับสารวัตร ที่เลื่อนกันมาแล้วหลายครั้ง

            แต่ในวงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า แนวทางนี้ไม่ใช่ทางออกและทำขึ้นแบบลวกๆ ไม่มีการหารือกับพนักงานสอบสวน ไม่มีใครทราบก่อนล่วงหน้า เหมือนกับการทำขึ้นตามคำสั่งของผู้กุมอำนาจในวงการตำรวจในเวลานี้ และยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ไปถึงการแต่งตั้งโยกย้ายที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีกด้วยซ้ำว่าเป็นเพราะผู้หลักผู้ใหญ่บางคนต้องการซื้อเวลาให้เครือญาติที่กำลังเรียนหลักสูตรผู้กำกับการจบหลักสูตรนี้เพื่อแต่งตั้งในตำแหน่งที่สูงขึ้นไปในคราวเดียวกัน

            สำหรับตำแหน่งพนักงานสอบสวนนั้น เป็นตำแหน่งที่จะต้องอยู่กับสำนวนคดี รับผิดชอบคดี เมื่อปี 2547 มีการกำหนดตำแหน่งในสายงานพนักงานสอบสวนไว้ดังนี้ คือ พนักงานสอบสวน (สบ 1) เทียบเท่ารองสารวัตร พนักงานสอบสวน (สบ 2) เทียบเท่าสารวัตร พนักงานสอบสวน (สบ 3) เทียบเท่ารองผู้กำกับการ พนักงานสอบสวน (สบ 4) เทียบเท่าผู้กำกับการ พนักงานสอบสวน (สบ 5) เทียบเท่ารองผู้บังคับการ ต่อมามีการปรับเปลี่ยนเป็น พนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ และพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ซึ่งหากเทียบกับสายงานอื่นอย่าง จราจร อำนวยการ สืบสวน หรืองานด้านป้องกันและปราบปรามแล้ว เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่างานด้านนี้หนักกว่ามาก

            “ก่อนปี 2547 พนักงานสอบสวนก็คือตำแหน่ง รองสารวัตรสอบสวน (รอง สว.ส.) ตำแหน่งสูงสุดในสายงานคือสารวัตรสอบสวน (สว.ส.) ทำให้ผู้ที่มาลงในตำแหน่งนี้เติบโตได้ยาก งานสอบสวนต้องทำสำนวนคดีซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในข้อกฎหมาย แต่การทำงานมีอุปสรรคมากเพราะมีผู้บังคับบัญชาสามารถล้วงลูกได้ อีกทั้งมีไม่น้อยที่ย้ายมาเพื่อต้องการเติบโตแต่ไม่มีความรู้มาแล้วก็ทำงานไม่ได้สั่งคดีไม่เป็นจึงทำให้งานสอบสวนวิกฤติ ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสอบสวนอยู่แล้วก็ต้องการย้ายออกเพราะเป็นตำแหน่งที่ไม่มีเงิน เมื่อเทียบกับสายงานอื่น เป็นงานที่อยู่ติดโรงพักเมื่อนายมาตรวจโรงพักมักจะโดนตำหนิก่อน ตำรวจสายงานสอบสวนในเวลานั้นจึงมีการย้ายสายงานไปมากทำให้เกิดวิกฤติสมองไหล จึงต้องแก้ปัญหากันโดยการปรับให้มีตำแหน่งพนักงานสอบสวนขึ้น” พนักงานสอบสวน รายหนึ่งให้ข้อมูล

            พนักงานสอบสวนรายนี้บอกด้วยว่า ก่อนปี 2547 เกิดภาวะวิกฤติสมองไหลในสายงานสอบสวน เพราะมีตำรวจน้อยรายที่อยากทำงานสายงานนี้ ผู้ที่มาอยู่ในตำแหน่งจำนวนไม่น้อยมาเพื่อการก้าวหน้าในช่วงเวลาสั้นๆ มาแล้วก็ทำงานไม่ได้เพราะไม่มีความเชี่ยวชาญ สั่งคดีไม่ได้ อีกทั้งยังถูกชี้นำจากผู้บังคับบัญชาได้ง่าย ผู้บังคับบัญชาบางรายไม่ผ่านงานด้านสอบสวนมา ไปสั่งการคนที่มีความรู้กว่าจึงเกิดปัญหาลักลั่น ก็มีการปรับแก้มีการกำหนดระเบียบต่างๆ จากเดิม ที่สายงานสอบสวนจะโตได้แค่สารวัตรสอบสวน ก็มีการปรับเปลี่ยนให้เลื่อนไหลในตำแหน่งนี้

            ทั้งนี้ตำรวจที่ดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนจะสามารถปรับเลื่อนชั้นขึ้นเมื่อครบหลักเกณฑ์ เมื่อทำสำนวนคดีครบตามกำหนด สามารถลื่นไหลขึ้นไปโดยอัตโนมัติ ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีข้าราชการตำรวจที่เต็มใจจะอยู่ในตำแหน่งพนักงานสอบสวนเพิ่มขึ้นเพื่อรอปรับเลื่อนตามวาระ ถือเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน และยังมีเงินตำแหน่ง ระยะแรกประมาณ 4,000-5,000 บาท ปัจจุบันปรับขึ้นเป็น 10,000-20,000 บาทเศษ

            “คำสั่งนี้เป็นการทำให้การทำงานของพนักงานสอบสวนย้อนกลับไปเป็นเหมือน 10 กว่าปีที่แล้ว เป็นการตัดตอนและลดอำนาจพนักงานสอบสวน ต่อจากนี้อาจทำให้พนักงานสอบสวนเหนื่อยขึ้น ซ้ำยังไม่มีการแต่งตั้งมาทดแทน ถือว่าไม่แฟร์ ปัจจุบันยิ่งแทบจะไม่มีใครอยากมาทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว" พนักงานสอบสวนรายเดิม กล่าว

            ตำรวจหลายรายวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่า การยุบเลิกตำแหน่งพนักงานสอบสวนแล้วให้ปรับไปตำแหน่งที่เทียบเท่าอาจจะทำให้เกิดการวิ่งเต้นปรับเปลี่ยนตำแหน่งกันขึ้นครั้งมโหฬาร มีตำแหน่งที่ต้องพิจารณากันมากกว่า 10,000 กว่าตำแหน่ง และนี่อาจเป็นช่องทางให้กลุ่มขั้วอำนาจบางรายอาศัยโอกาสนี้แสวงหาผลประโยชน์