
วิรไทชี้ธปท.มักถูกคาดหวังให้ทำในเรื่องที่เกินกว่าพันธกิจ
วิรไทชี้ธปท.มักถูกคาดหวังให้ทำในเรื่องที่เกินกว่าพันธกิจ : ศรัณย์ กิจวศินรายงาน
“วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์ “สุทธิชัย หยุ่น” ที่ปรึกษากองบรรณาธิการเครือเนชั่น ผ่านรายการ “ไทม์ไลน์ สุทธิชัย หยุ่น” ถึงความคืบหน้าการจัดทำ “แผนยุทธศาสตร์” ใหม่ 3 ปี ของ ธปท. ที่จะเริ่มใช้ในปี 2560-2562 ตลอดจน “แรงกดดัน” และ “ความคาดหวัง” บนเก้าอี้ผู้ว่าการ ธปท. หลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการมาร่วมๆ 4 เดือน มีรายละเอียดดังนี้
วิรไท บอกว่า โดยปกติแล้วแผนยุทธศาสตร์ของธปท.จะมีอายุ 5 ปี ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีสุดท้ายของแผนฉบับปัจจุบัน และ ธปท.จะก้าวเข้าสู่แผนใหม่ในปีหน้า แต่ ธปท.มองว่าแผน 5 ปี ค่อนข้างยาวไปเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นเร็ว อีกทั้งถ้าดูคณะกรรมการชุดต่างๆ ของ ธปท. ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ ธปท. หรือ คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ก็มีอายุแค่ 3 ปี ...จึงมองว่า “แผนฯ 3 ปี” น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม
“ในแผนใหม่เราพยายามดูว่ามีความท้าทายใหม่ๆ อะไรบ้างที่เกิดขึ้นแล้ว และเราจะเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายเหล่านี้อย่างไร”
วิรไท บอกว่า อันแรกที่ ธปท.ดูอยู่คือ เรื่องเทคโนโลยีทางการเงิน(Financial Technology) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “ฟินเทค” ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ แต่มีเกิดขึ้นมากมาย โดยพวกนี้จะเปลี่ยน “ระบบนิเวศ” ในการทำธุรกิจทางการเงินที่ค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันก็อาจจะมีผู้เล่นรายใหม่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามามากขึ้น
คำถาม คือ กฎเกณฑ์การกำกับดูแลของ ธปท. ในปัจจุบันมีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหลายอย่างใน ฟินเทค เป็นเทคโนโลยีที่สามารถทำธุรกรรมข้ามพรมแดนได้ด้วย ดังนั้น ธปท.จำเป็นต้องมาดูว่ากรอบกฎเกณฑ์ในการกำกับดูแลมีเพียงพอหรือไม่
อย่างไรก็ตาม สกุลเงินในโลกดิจิทัลอย่างบิทคอยน์นั้น ธปท.ยังไม่ยอมรับให้เป็น “สกุลเงิน” ที่สามารถนำมาใช้แลกเปลี่ยนในการซื้อสินค้าได้ แต่ตัวที่สำคัญกว่าบิทคอยน์ คือ ตัวเทคโนโลยีที่เรียกว่า บล็อกเชน ที่อยู่ข้างหลังบิทคอยน์ เพราะตัวนี้เราเริ่มเห็นสถาบันการเงินหลายแห่งในโลกไปลงทุน หรือมีการนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจหลักของสถาบันการเงิน
“สถาบันการเงินเป็นธุรกิจที่หยุดนิ่งไม่ได้ พวกนี้จึงเป็นเรื่องที่เราต้องติดตามใกล้ชิด”
ต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยี
วิรไท บอกว่า เทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ ธปท.ต้องตามให้ทัน โดยเฉพาะความสามารถในการตรวจสอบ ธปท.จำเป็นต้องมีทีมที่เท่าทันเทคโนโลยี และต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบทางด้านเทคโนโลยีของสถาบันการเงินต่างๆ ที่มากขึ้น
นอกจากนี้ ธปท.ต้องทำให้แน่ใจว่า สถาบันการเงินมีกรอบในการป้องกันความเสี่ยงทาง “ไซเบอร์” ที่ดี และสามารถกำกับดูแลสถาบันการเงินเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันต้องร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) กระทรวงไอซีที หรือสำนักงานคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเขามีเครือข่ายทั่วโลก เนื่องจากธุรกรรมที่ไม่ถูกต้อง และพยายามเข้ามาสร้างความเสี่ยงในโลกไซเบอร์มักจะมาในหลายรูปแบบ
“แผนยุทธศาสตร์ 3 ปี ยังมีเรื่องที่เกี่ยวกับดิจิทัลอีกมาก ซึ่งการทำแผนยังอยู่ในช่วงของการระดมสมอง”
คนคาดหวังธปท.สูงเกินพันธกิจ
นอกจากนี้ “วิรไท” ยังเล่าถึงความรู้สึกจากการทำงานในตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. หลังเข้าทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้ได้ราว 4-5 เดือนว่า มีความคาดหวังจากสังคมอยู่มาก และการคาดหวังส่วนมาก เป็นการคาดหวังที่ “เกินกว่า” พันธกิจของธนาคารกลาง
“ต้องเรียกว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่สังคมไทยคาดหวังกับแบงก์ชาติไว้สูง ซึ่ง อาจาย์ป๋วย(ป๋วย อึ๊งภากรณ์) พูดตลอดเวลาว่า ถ้าแบงก์ชาติขาดความน่าเชื่อถือก็จะแย่ แต่ขณะเดียวกันเราต้องแน่ใจว่า การทำงานตามพันธกิจของเรา เป็นเรื่องที่สำคัญสุด”
วิรไท ย้ำว่า หากมีหน่วยงานอื่นที่เขารับผิดชอบอยู่ ทาง ธปท.เองก็จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับพันธกิจของตัวเองมากกว่าเรื่องอื่นที่เขาดูแลอยู่ ซึ่งกรณีนี้ ธปท.มักถูกมองว่า เป็นเรื่องเศรษฐกิจเหมือนกัน แต่ทำไม ธปท.ถึงไม่ให้ความสำคัญ
ต้องแยกบทบาทการดูแล
การปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ ถือเป็นตัวอย่างหนึ่ง เราพยายามแยกบทบาทระหว่างคนที่ทำหน้าที่ “วางนโยบาย” กับคนที่ทำหน้าที่ “กำกับดูแล” และคนที่ทำหน้าที่ในการ “ดำเนินงาน” กรณีนี้ ธปท.ก็ต้องคิดว่า เรื่องที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง เราจะเล่นบทบาทอะไร เพราะการทำหน้าที่ในบทบาทที่ทับซ้อนกันคงไม่เป็นเรื่องดีสำหรับประเทศในระยะยาวอย่างแน่นอน
“อย่างกรณีของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ(เอสเอฟไอ) ซึ่งรัฐบาลมอบหมายให้ แบงก์ชาติ ทำหน้าที่กำกับดูแล โดยเริ่มตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ตรงนี้ก็ต้องชัดเจนว่าเราทำหน้าที่กำกับดูแลเท่านั้น แต่บทบาทของเจ้าของ ก็ยังคงเป็นของกระทรวงการคลัง โดยที่เรามีหน้าที่แค่กำกับดูแลให้งานของแบงก์รัฐเป็นไปตามมาตรฐาน เราต้องขีดเส้นให้ชัดเจน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะหน่วยงานที่เริ่มมีความทับซ้อนกันมากขึ้น”
ไร้แรงกดดัน-แทรกแซง
สำหรับแรงกดดันการทำงานภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบันนั้น วิรไท บอกว่า ไม่มีความรู้สึกว่าถูกกดดันใดๆ และที่ผ่านมารัฐบาลก็ไม่เคยมีการเรียกร้อง หรือร้องขอเรื่องใดๆ จาก ธปท.และไม่เคยมีความรู้สึกว่าถูกแทรกแซงการทำงาน
“ผมเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติคนที่ 2 ที่อยู่ภายใต้กฎหมายใหม่ของ ธปท. เรียกว่า ค่อนข้างโชคดี เพราะกฎหมายธปท. ได้เขียนถึงพันธกิจ และมีกันชนทางการเมืองพอสมควร ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำให้แน่ใจ คือ เราได้ทำงานตามพันธกิจของตัวเอง”
อย่างไรก็ตามปัญหาเรื่องความเห็นที่แตกต่างระหว่าง ธปท. กับภาครัฐ ถือเป็นปัญหาคลาสสิก และเป็นหน้าที่ของผู้ว่าการธปท.ที่ต้องจัดการกับปัญหาเหล่านี้ เพราะมุมมองของธนาคารกลางกับรัฐบาลมักแตกต่างกัน โดยมากแล้ว ธนาคารกลางจะมองเรื่องระยะยาว เน้นเรื่องเชิงเสถียรภาพ
ขณะที่รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่จะทำเพื่อหวังผลให้เกิดในระยะสั้น ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องทำให้แน่ใจ คือ ได้มีการหารือพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเรื่องนี้จะช่วยเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ถูกแทรกแซงได้
สำหรับความเห็นที่มีต่อนโยบาย “ประชารัฐ” ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน “เทียบกับ” นโยบาย “ประชานิยม” ของรัฐบาลชุดก่อนๆ นั้น วิรไท บอกว่า การดูนโยบายต่างๆ ต้องดูรายละเอียดของโครงการด้วย ถ้าเป็นนโยบายประชานิยม มักมีวัตถุประสงค์อื่นที่แอบแฝงอยู่ เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง ที่สำคัญมักทำในกลุ่มคนที่จะมีบทบาททางการเมือง หรือเป็นกลุ่มที่หวังว่าจะเป็นคะแนนเสียงสำคัญ
นอกจากนี้ในช่วงหลังๆ นโยบายประชานิยมมักทำในลักษณะที่เป็นปลายเปิด คือ ทำโดยไม่รู้ว่าต้นทุนจะเป็นเท่าไร ไม่มีการประเมินผลว่าทำแล้วคุ้มค่าหรือไม่ กรณีของประเทศไทย นโยบายจำนำราคาข้าวจะเห็นว่ายอดความเสียหายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นนโยบายแบบปลายเปิด
ส่วนคำว่า นโยบายประชารัฐ วิรไท ย้ำว่า คงต้องไปดูที่รายละเอียดของโครงการ ซึ่งเขายอมรับว่าที่ผ่านมามักโดนคำถามว่า รัฐบาลออกมาทำนโยบายต่างๆ เยอะแยะไปหมด มีความเป็นห่วงหรือไม่ และคำถามมักเป็นการถามในเรื่องกว้างๆ จึงเป็นเรื่องยากที่จะตอบว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” เนื่องจากต้องไปดูในรายละเอียดของแต่ละโครงการก่อน
แต่อย่างไรก็ตาม “วิรไท” ย้ำว่า เขาจะไม่โลเลในการออกมาแสดงความเห็น หากเห็นว่านโยบายของภาครัฐเริ่มเดินไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง !



