ข่าว

หนีไม่พ้นความจริง

หนีไม่พ้นความจริง

29 ก.ค. 2552

ผลการประชุมของ "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" (ป.ป.ช.) หลังการพิจารณาสำนวนไต่สวนคดีที่เจ้าหน้าที่ใช้กำลังสลายผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 มีมติให้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 2

 โดยมีรายงานว่า นายตำรวจระดับสูงคนดังกล่าวคือ "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" จากข้อกล่าวหาเดิมแค่ "ประมาทเลินเล่อ แต่ไม่ร้ายแรง" เท่านั้น

 วันที่ 3 สิงหาคม ป.ป.ช.เชิญทั้ง 3 คนมาชี้แจงข้อกล่าวหา

 คดีนี้ผู้ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหามี 7 คน ซึ่งก็ล้วนแต่อยู่ในข่ายที่ไม่มีใครสงสัย

 1.สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล 2.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในฐานะรองนายกฯ ด้านความมั่นคง ในขณะนั้น 3.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 4.พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 5.พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ 6.พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 7.พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

 แม้ว่าเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาและและระเบิดควันสลายกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชุมนุมอยู่ที่หน้ารัฐสภา เพื่อเปิดทางให้ สมชาย แถลงนโยบาย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย

 การสลายกลุ่มผู้ชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยการ "ยิงแก๊สน้ำตา" ถูกมองว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ

 เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่รู้ว่า "แก๊สน้ำตา" ที่นำมาใช้มีอานุภาพแค่ไหน

 หรือแม้จะรู้น้อยนิด เพราะไม่ค่อยได้ทดลองใช้

 แต่ไม่ใช่นำมาทดลองใช้กับ "คน" ในเหตุการณ์วันนั้น

 ภาพลักษณ์ของตำรวจในสายตาชาวบ้านยิ่งดิ่งเหวลงไปอีกเมื่อ "พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง" รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลับไปให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน กล่าวหาว่า ชิงชัย หรือ ตี๋ อุดมเจริญกิจ เครือข่ายศิลปินกู้ชาติ ถือวัตถุคล้ายระเบิดอยู่ในมือระหว่างตำรวจเข้าสลายการชุมนุม รวมทั้งยังกล่าวว่า "น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ" หรือน้องโบว์ เสียชีวิตเนื่องจากมีระเบิดอยู่ในกระเป๋าถือ

 เมื่อเป็นคดีฟ้องร้องและผลการพิสูจน์ทางการแพทย์แย้งกับข้อกล่าวหาของ "พล.ต.ต.สุรพล" ทำให้ "รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ" ต้องออกมา "ขอโทษ" เพื่อให้คดีความยุติ

 เสียหน้าดีกว่าดึงดันสู้ทั้งที่รู้ว่าสู้ไม่ได้

 แสดงให้เห็นว่า ก่อนจะกระทำอะไรควรจะใช้วิจารณญาณถึงผลกระทบที่จะตามมา โดยเฉพาะไม่ควรฟังคำสั่งจาก "นักการเมือง" เพียงอย่างเดียว

 เพราะสุดท้ายเมื่อมีการสอบสวนหาผู้กระทำผิด ข้าราชการในฐานะผู้ปฏิบัติก็รับผิดไปเต็มๆ โดยที่ "ฝ่ายการเมือง" ก็ลอยตัวเหนือปัญหาเหมือนเดิม

 กรณีของ "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาในครั้งนี้ นับเป็นตัวอย่างที่ดี

 "พัชรวาท" ถูกมองว่าไม่สนองนโยบายรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรขั้นเด็ดขาด ปล่อยให้กลุ่มพันธมิตรชุมนุมต่อต้านรัฐบาลยืดเยื้อ

 จนทำให้ "สมชาย" ไม่สามารถเข้าไปนั่งทำงานในทำเนียบรัฐบาลได้

 จนถูกหยามว่าเป็น "นายกฯ นอกทำเนียบ !"

 ทำให้ "นายกฯ สมชาย" ในขณะนั้น มีคำสั่งให้ "พล.ต.อ.พัชรวาท" ไปปฏิบัติงานที่ "สำนักนายกรัฐมนตรี" และให้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รักษาราชการแทน

 เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลจาก "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" มาเป็น "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" จึงได้มีการลงนามคำสั่งโดย "ชวรัตน์ ชาญวีรกูล" รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ให้ยกเลิกคำสั่งของ "สมชาย" ทำให้ "พล.ต.อ.พัชรวาท" กลับไปผงาดที่ สตช.ได้อีกครั้ง

 แต่ก็เหมือนกับทุกขลาภ นั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.ได้ไม่นาน ก็ถูกโจมตีว่าเป็น "ตอ" ที่ขวางการทำคดียิงถล่ม สนธิ ลิ้มทองกุล จนเกิดข่าวลืออย่างต่อเนื่องว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ เตรียมปลด ออกจากตำแหน่ง ผบ.ตร.แทบทุกวัน

 ทั้งที่เหตุและผลที่จะไปทำเช่นนั้นเรียกได้ว่า ห่างไกลความเป็นจริงเหลือเกิน

 แต่ก็อย่างว่า เมื่อกรรมคือการกระทำ ใครทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น

 เมื่ออยู่ในจุดที่เกี่ยวข้องกับการสลายม็อบ 7 ตุลาทมิฬ เมื่อถึงวันนี้ พัชรวาท ซึ่งกำลังจะตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ความจริง และก็ความจริงนี่เอง ที่จะทำให้ พัชรวาท จบชีวิตผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในรูปแบบใด

 สมถวิล เทพสวัสดิ์