ข่าว

'บุญลือ พรมหาลา'นักพัฒนา'ฟูจิ เมืองเลย'

'บุญลือ พรมหาลา'นักพัฒนา'ฟูจิ เมืองเลย'

11 ก.พ. 2559

'บุญลือ พรมหาลา'นักพัฒนา'ฟูจิ เมืองเลย' : คมคิดจิตอาสา โดยสันทนา รัตนอำนวยศิริ

             ความตั้งใจ คิดดี ทำดี เพื่อพัฒนาชุมชน ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และเป็นชุมชนเข้มแข็งในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของคนอย่าง “ผู้ใหญ่บุญลือ” หรือ บุญลือ พรมหาลา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 ต.ปอนพุ อ.หนองหิน จ.เลย ผู้ใหญ่นักพัฒนา ที่เป็นผู้บุกเบิกแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ จ.เลย นั่นคือ “ภูป่าเปาะ” หรือ “ฟูจิเมืองเลย” ที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญ และเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

             บุญลือ พรหมหาลา หรือ ผู้ใหญ่บุญลือ วัย 50 ปี เล่าความเป็นมาของการบุกเบิก “ภูป่าเปาะ” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของ จ.เลย ว่า ก่อนหน้านี้ชาวบ้านปวนพุมีอาชีพทำนาปลูกข้าว และทำไร่ข้าวโพด มาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ช่วยกันแผ้วถางพื้นที่ป่าสงวนให้เป็นพื้นที่ทำมาหากิน ต่อมาในปี 2550 กรมป่าไม้ได้ประกาศให้พื้นที่ภูค้อ ภูกระแต ซึ่งอยู่ในบริเวณ ต.ปวนพุ เป็นพื้นที่รักษาพันธุ์สัตว์ป่า ห้ามชาวบ้านขึ้นไปทำการเกษตร ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน ไม่มีที่ทำกิน ขาดรายได้ ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน จึงต้องเข้าไปแก้ปัญหา เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยให้แก่ชาวบ้าน

             “ช่วงนั้นชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้มีปัญหากันเรื่องที่ทำกิน ผมเป็นคนกลางเข้าไปไกล่เกลี่ย ในที่สุดผมก็บอกว่า ผมจะทำพื้นที่นี้ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพราะเรามีทรัพยากรธรรมชาติที่งดงาม มีภูหอ ที่ผมมองว่า คล้ายภูเขาไฟฟูจิของประเทศญี่ปุ่น ผมจะพยายามพัฒนาให้ภูหอ เป็นฟูจิเมืองเลยให้ได้ ตอนนั้นมีคนหัวเราะเยาะ หาว่าผมบ้า เพ้อเจ้อ จะเป็นไปได้อย่างไร ผมบอกว่า ผมจะทำให้ดู จากนั้นก็ได้หารือกับชาวบ้านปวนพุว่า เราต้องร่วมมือกัน เพื่อให้คนในชุมชนมีรายได้ เพื่อให้ทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดี เป็นชุมชนเข้มแข็งให้ได้” ผู้ใหญ่บ้านนักพัฒนา เล่า

             จากนั้นผู้ใหญ่บุญลือก็ประชุมชาวบ้านว่า จะทำบ้านปวนพุให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว เพราะอยู่ไม่ไกลจาก ภูผางาม หรือ คุนหมิงเมืองไทย ที่มีคนรู้จักกันอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้เป็นที่ติดหูติดตานักท่องเที่ยว ต้องหาจุดขายก่อน ผู้ใหญ่บุญลือมองเห็น ภูหอ ภูเขาทรงถ้วยคว่ำ ซึ่งละหม้ายคล้าย “ภูเขาไฟฟูจิ” ของประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งบริเวณโดยรอบยังมีทัศนียภาพที่งดงาม มีต้นไผ่เปาะ ขึ้นเต็มภูเขา ช่วงฤดูหนาวมีหมอก มีทะเลหมอก อากาศเย็นสบาย ฤดูฝนต้นไม้เขียวขจี ฤดูร้อนก็ยังเที่ยวได้ เพราะอากาศไม่ร้อนอบอ้าวนัก เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบธรรมชาติแบบเดิมๆ และเที่ยวได้ทุกฤดูกาล

             การจะทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ใหญ่บุญลือต้องใช้ความสามารถส่วนตัว คือ การเล่นดนตรี ไปเล่นดนตรีเปิดหมวกตามสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองเลย เช่น ภูผางาม เชียงคาน ฯลฯ เพื่อหารายได้มาค่อยๆ พัฒนาภูป่าเปาะให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว กว่าจะได้เงินมาต้องใช้เวลา ต้องใช้ความอดทน เพราะขณะนั้นไม่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เพราะถูกมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ จนกระทั่งปี 2555 เริ่มลงมือพัฒนาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

             “กว่าจะเคลียร์ปัญหาระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ ใช้เวลาอยู่หลายปี แต่ผมและชาวบ้านก็ไม่ได้ละความพยายาม พวกเราช่วยกันคนไม้คนละมือ ผมไปเล่นดนตรีเปิดหมวกหาเงิน ชาวบ้านก็เอารถอีแต๊กที่เคยใช้ทำการเกษตรมาแพ้วถางเส้นทางที่เคยใช้มาก่อน ให้เป็นเส้นทางขึ้นไปสู่แหล่งชมภูหอ ที่มีทั้งหมด 4 จุด 4 ระดับ สร้างศาลาที่พัก สร้างสถานที่ให้นักท่องเที่ยวไปถ่ายรูปในมุมต่างๆ ของภูหอ และทัศนียภาพโดยรอบ แม้กระทั่งรอดูพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งชาวบ้านกระตือรือร้นที่จะช่วยกันเต็มที่ ทุกคนต้องหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ก็ท้อบ้าง เลิกช่วยไปบ้าง แต่ยังมีอีกหลายคนที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่มากับผม พวกเราพยายามให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เราจะช่วยกันสู้ เพื่อชุมชนของเรา” ผู้ใหญ่บุญลือ กล่าว

             เพื่อให้การพัฒนาภูป่าเปาะให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ใหญ่บุญลือจึงระดมความคิดกับชาวบ้าน ตั้งเป็น “ชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ภูป่าเปาะ (องค์กรสวัสดิการชุมชน)” มีคณะกรรมการบริหารจัดการทุกกระบวนการทำงานให้เป็นระเบียบ มีการแบ่งงานกันทำอย่างเป็นรูปธรรม มีรถอีแต๊กบริการนักท่องเที่ยวขึ้นไปชมความงามของภูหอ 73 คัน มีมัคคุเทศก์ท้องถิ่นให้คำแนะนำแก่นักท่องเที่ยว 14 คน มีร้านค้าชุมชนให้บริการ ณ จุดจอดรถ มีการจัดสรรปันส่วนรายได้อย่างเท่าเทียมกัน ให้คนในชุมชนมีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว และยังแบ่งเงินเป็นสวัสดิการให้แก่คนในชุมชนด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นมติและความร่วมมือของชาวบ้านปวนพุอย่างแท้จริง

             “เราจัดจุดชมวิวภูหลวง หรือยอดเขาที่คล้ายภูเขาไฟฟูจิไว้ 4 จุด เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปในมุมต่างๆ ของภูหอ โดยจุดสุดท้ายจะเป็นจุดที่สามารถชมความงามของภูป่าเปาะแบบ 360 องศา และชมความงามของพระอาทิตย์ตกดินด้วย ตลอดการเดินทางชมความงามของภูป่าเปาะ จะใช้เวลาประมาณ 45-60 นาที เราเปิดให้บริการขึ้นรถอีแต๊กชมวิวภูป่าเปาะตั้งแต่ประมาณ 8 โมงเช้า จนถึงประมาณ 2 ทุ่ม เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ซึมซับความประทับใจอย่างเต็มที่”

             จนกระทั่งปี 2557 นักท่องเที่ยวเริ่มรู้จัก “ภูป่าเปาะ” มากขึ้น เริ่มมีหน่วยงานราชการเข้ามาให้ความสนใจ ทั้งในส่วนของจังหวัดเลย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทำให้มีนักท่องเที่ยวมาชมความของ “ภูหอ” ทุกวันไม่ขาดสาย จนชื่อ “ฟูจิเมืองเลย” ติดปากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติได้ในเวลาอันรวดเร็ว

             นอกจากนี้ชาวปวนพุยังได้รับพระกรุณาธิคุณจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จไปทอดพระเนตรความงามของ “ภูป่าเปาะ” เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ยังความปลาบปลื้มมาสู่ชาวปวนพุอย่างยิ่ง พระองค์ท่านประทับรถอีแต๊กเสด็จขึ้นไปทอดพระเนตรความงามของภูหลวง และทอดพระนครพระอาทิตย์ตกดินบนจุดชมวิวที่ 4 ของภูป่าเปาะ และทรงเยี่ยมเยียนราษฎรที่มาเฝ้ารับเสด็จอย่างไม่ถือพระองค์

             ผู้ใหญ่บุญลือ เล่าต่อว่า ขณะนี้ ภูป่าเปาะ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ขึ้นชื่อของ จ.เลย ไปแล้ว เพราะยังคงความงามเชิงอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้พวกเรายังได้ปลูกต้นไม้นานาชนิดไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะมาเที่ยวฤดูไหนก็จะได้เห็นดอกไม้ที่พวกเราบรรจงปลูกไว้รอนักท่องเที่ยว เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม จะได้พบกับความงามของดอกบัวตองที่จะบานสะพรั่งรอรับนักท่องเที่ยวตลอดสองข้างทางขึ้นภูป่าเปาะ ส่วนช่วงเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม มกราคม ก็จะชมความงามของต้นไวน์คริสต์มาสที่ใบสีขาวอมชมพู และต้นคริสต์มาสสีแดงสด และอีกไม่เกินปี 2559 นักท่องเที่ยวก็จะได้เห็นความงามของ “ดอกพญาเสือโคร่ง” หรือ “ซากุระเมืองไทย” ที่จะบานสะพรั่งเต็มภูป่าเปาะ เพราะชาวป่วนพุช่วยกันปลูกต้นพญาเสือโคร่งไว้ริมสองข้างทางมากถึง 1,800 ต้น เมื่อปี 2558 หลังจากนั้น ในช่วงเดือนเมษายน ก็จะได้เห็นความงดงามขาวปนชมพูของ “ดอกกัลปพฤกษ์”

             “เรียกว่า มาเที่ยวภูป่าเปาะฤดูไหน ก็จะได้เห็นดอกไม้งามอร่ามภูแน่นอน เพราะเป็นความตั้งใจจริงของชาวป่วนพุ ที่อยากให้นักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจ และกลับมาเที่ยวอีก รวมทั้งนำความประทับใจที่ได้รับจากการท่องเที่ยวภูป่าเปาะไปเล่าขานต่อๆ ไป นอกจากจะเป็นช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองไทยแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านป่วนพุให้มีงานทำ มีรายได้เลี้ยงครอบครัวอีกด้วย” ผู้ใหญ่บุญลือ เล่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

             น้องโบว์ หรือ พรทิพย์ หนูเพ็ชร มัคคุเทศก์ท้องถิ่น ที่ทำหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับความเป็นมาและความงดงามของ “ภูป่าเปาะ” หรือ “ฟูจิเมืองเลย” อย่างคล่องแคล้วและแม่นยำ เธอเล่าให้ฟังว่า เป็นมัคคุเทศน์ท้องถิ่น รุ่นที่ 2 พวกเราลำบากมาก แต่ทุกคนมีความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกัน อยากให้ “ภูป่าเปาะ” เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว เราจึงช่วยกันเต็มที่

             “กว่าจะมาถึงวันนี้ พวกเราสู้บากบั่นกันมา ยากลำบาก เหน็ดเหนื่อย อดทนมาด้วยกัน หลายคนท้อและเลิกทำ เพราะเขาต้องหาเลี้ยงครอบครัว ตอนแรกไม่มีรายได้ทุกวัน ต้องใช้จิตอาสาจริงๆ นักท่องเที่ยวน้อยมาก ต้องใช้ความอดทนสูงมาก เรียกว่า ถ้าไม่มีใจรักจริงๆ ไปไม่รอดแน่ แต่ที่ฟูจิเมืองเลย รอดมาได้ถึงทุกวันนี้ หนูพูดได้เต็มปากเลยว่า เพราะความสามัคคีของคนป่วนพุและพ่อผู้ใหญ่บุญลือจริงๆ”
 
             พรทิพย์เล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า แม้เธอจะไม่ได้เป็นคนป่วนพุโดยกำเนิด แต่ก็ภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของการบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมา และเป็นส่วนหนึ่งของการบุกเบิก “ภูป่าเปาะ” หรือ “ฟูจิเมืองเลย”