
อสังหาฯ อ้ำอึ้งร่วมโครงการบ้านประชารัฐ
09 ก.พ. 2559
อสังหาฯ อ้ำอึ้งร่วมโครงการบ้านประชารัฐ
เริ่มมีความชัดเจนขึ้นแล้วสำหรับโครงการบ้านประชารัฐ หลังจากที่หน่วยงานของรัฐ โดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้จัดเตรียมวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท สำหรับปล่อยกู้ให้แก่โครงการบ้านประชารัฐ ซึ่งวงเงินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งจากวงเงินทั้หงมด 1.6 แสนล้านบาท ที่ ธอส.จัดเตรียมไว้สำหรับสนับสนุนโครงการของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการฟื้นฟูแฟลตดินแดง 3 หมื่นล้านบาท ที่ ธอส.ได้ทำข้อตกลงกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รวมถึงโครงการปล่อยสินเชื่อสวัสดิการในอัตราดอกเบี้ยพิเศษแก่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ รวมถึงเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
ส่วนโครงการบ้านประชารัฐนั้น ธอส.จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ จากนั้นจะดำเนินการในเฟสแรกภายในเดือนมีนาคม 2559 นี้ ...!!!
“คม ชัด ลึก” สำรวจและสอบถามความคิดเห็นของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต่อโครงการดังกล่าว ส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ก็รอดูในรายละเอียดที่ชัดเจนอีกครั้ง ขณะเดียวกันยังมีความเห็นว่า ยังมีอุปสรรคหลายจุดที่ต้องพิจารณาและหาทางออกให้โครงการเดินหน้า รวมถึงเรียกร้องให้ภาครัฐนำมาตรการลดหย่อน “ภาษี" มาใช้เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้เอกชนเข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้เพราะห้องชุดราคาไม่เกิน 5 แสนบาท แม้จะเป็นที่เช่าราชพัสดุก็อาจทำให้ผู้ประกอบการขาดทุนได้ ทางออกก็คือให้ลดขนาดพื้นที่ใช้สอยห้องชุดและให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้้ประกอบการ
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาด้วย อาทิ การกำหนดพื้นที่ส่วนกลาง ค่าใช้จ่ายในการดูแลทรัพย์ส่วนกลาง ต่างๆ นั้นจะกำหนดอย่างไร
ทั้งนี้ หากพิจารณาในรายละเอียดของ ธอส.แล้วจะพบว่า มีทั้งบ้านใหม่ และบ้านเก่า หรือทรัพย์มือสองสามารถเข้าร่วมโครงการได้ และทรัพย์ที่นำมาขายนั้นจะอยู่กระจายกันออกไป กล่าวคือ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในโครงการหรือในอาคารเดียวกันทั้งหมด แต่ทรัพย์ในชิ้นนั้นหรือรายการนั้นจะต้องนำมาขึ้นทะเบียนกับ ธอส. และอยู่ในเกณฑ์ที่ ธอส.กำหนด เบื้องต้นผู้ประกอบการเอกชนที่เข้าร่วมโครงการต้องผ่าน 3 สมาคมอสังหาฯ คือ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร, สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมอาคารชุดไทย
โดยกำหนดกรอบดำเนินการดังนี้ คือ จะเปิดขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อยที่จะเข้าร่วมโครงการและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ด้วย ส่วนรูปแบบของโครงการนั้น มีดังนี้
1.สำหรับประชาชนที่จะเข้าร่วมโครงการนั้น 1.1 ต้องมีรายได้ 15,000-20,000 บาท 1.2 มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองหรือไม่ ถ้ามีแล้วก็ไม่เข้าข่าย
2.สำหรับสินค้าหรือที่อยู่อาศัยที่จะนำเข้าโครงการนั้น แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 2.1 เป็นที่อยู่อาศัยที่มีอยู่แล้วในตลาดหรือบ้านพร้อมอยู่ พร้อมโอนจำนวน 1 หมื่นยูนิต เป็นบ้านของการเคหะแห่งชาติ (กคช.) 6,500 ยูนิต ทรัพย์สินรอการขายที่อยู่กับ ธอส.ประมาณ 2,500 ยูนิต และทรัพย์สินจากสถาบันการเงิน หรือทรัพย์ NPA (Non-Performing Assets) ของธนาคาร หรือทรัพย์จากบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (BAM) หรือ บบส. และทรัพย์จากบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) หรือ บสส.จากผู้ประกอบการเอกชน รวมถึงบ้านมือสองจากโบรกเกอร์อสังหาฯ ต่างๆ
2.2 ในกรณีที่สร้างใหม่ประมาณ 1.2 หมื่นยูนิต ดังนี้ กรณีที่สร้างบนที่ดินเอกชน เป็นกรรมสิทธิ์ขายขาด หากเป็นห้องชุดในคอนโดมิเนียมต้องราคาไม่เกิน 7 แสนบาท บ้านแถวราคาไม่เกิน 9 แสนบาท การให้สินเชื่อนั้น ธอส.กำหนดเวลาผ่อน 30 ปี อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนพิเศษจากปกติ สำหรับคุณสมบัติผู้กู้ 1.5-2 หมื่นบาท ธอส.ปล่อยกู้ 100% ดอกเบี้ยคงที่ 6 ปี แบ่งเป็น 3 ปีแรก ผ่อนชำระ 3,000 บาทต่องวด ส่วน 3 ปีหลังผ่อน 3,400 บาทต่องวด หลังจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัว 4,100 บาทต่องวด
ส่วนกรณีที่สร้างบนที่ดินราชพัสดุ ที่กรมธนารักษ์ 6 แปลงที่เตรียมไว้ จำนวนกว่า 3,000 ยูนิต เป็นสิทธิการเช่า ห้องชุดราคาไม่เกิน 5 แสนบาท ผ่อนชำระ 3 ปีแรกที่ 2,200 บาทต่องวด, 3 ปีหลัง 2,500 บาทต่องวด หลังจากนั้นผ่อนในอัตรา 2,900 บาทต่องวด
ในการดำเนินการของ ธอส.ต่อโครงการของภาครัฐนั้น เป็นนโยบายหลักของ ธอส.ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของสังคมไทยทั้งในเมืองและในชนบท ซึ่งมาตรการที่ออกมาสนับสนุนต่างๆ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ และสังคม และในโครงการบ้านประชารัฐนั้น ธอส.เองก็พร้อมเป็นพี่เลี้ยงในการเทรนด์ผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในเกณฑ์กำหนด ให้มีวินัยด้านการเงิน รวมถึงวินัยในการเป็นเจ้าของร่วมที่จะอยู่อาศัยร่วมกัน



