ข่าว

เสียงที่'มีชัย'ต้องฟัง!

เสียงที่'มีชัย'ต้องฟัง!

08 ก.พ. 2559

เสียงที่'มีชัย'ต้องฟัง! : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น

              เป็นไปตามคาด!! ผ่านไป 1 สัปดาห์ หลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเปิดร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกออกมา ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องอำนาจทางการเมืองเป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด

              เสียงสะท้อนมายังร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ในส่วนที่เกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ไม่ได้มาเฉพาะจากฝ่ายการเมือง แต่มาจากทุกภาคส่วน

              ประเด็นร้อนที่สุด คือ เรื่องระบบเลือกตั้งที่ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว และที่มานายกฯ

              มุมมองของฝ่ายคัดค้าน ที่ไม่ใช่เฉพาะนักการเมืองที่ไม่เห็นด้วยตั้งคำถามถึงเจตนาที่แท้จริงของการคิดสูตรเลือกตั้งแบบใช้บัตรใบเดียวว่า เป็นไปเพื่อประโยชน์ของพรรคขนาดกลางหรือไม่? เพราะสูตร

              เลือกตั้งนี้จะทำให้พรรคใหญ่และพรรคเล็กเสียเปรียบ ขณะที่พรรคขนาดกลางได้เปรียบ

              จากพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนที่ผ่านมา ผู้ลงคะแนนจำนวนมากเลือกผู้สมัครคนละพรรคกับพรรคที่เลือกในระบบบัญชีรายชื่อ ฉะนั้นการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว

              นอกจากคำถามว่าอำนวยประโยชน์ให้พรรคการเมืองขนาดกลางแล้ว ยังถามต่อด้วยว่าเป็นการตัดสิทธิของประชาชนลงด้วยหรือไม่

              สำหรับพรรคขนาดเล็กที่ไม่สามารถส่งผู้สมัครได้ครบทุกเขตเลือกตั้ง ก็จะเสียเปรียบในการที่จะได้คะแนนจากทุกเขตเลือกตั้งมารวมคำนวณเป็นคะแนนนิยมพรรคที่จะสะท้อนมาเป็นจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมี

              นอกจากนี้ผู้แสดงความไม่เห็นด้วยบางคนบอกว่า ระบบนี้อาจทำให้พรรคเล็กไปจ้างคนไม่มีคุณภาพมาลงสมัคร เพื่อหวังคะแนนจากแต่ละเขตไปรวมเป็นคะแนนนิยมของพรรค

              อีกเหตุผลของฝ่ายไม่เห็นด้วยคือ ระบบบัตรเลือกตั้งใบเดียวจะยิ่งทำให้เกิดการซื้อเสียงมโหฬาร เพราะซื้อครั้งเดียวได้ทั้ง ส.ส.เขต และคะแนนนิยมของพรรค

              การอภิปรายของ “นายธานี อ่อนละเอียด” สมาชิก สนช. ในที่ประชุม สนช.เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ยิ่งแสดงให้ภาพอีกมุม คือ “การใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวแบบนี้ เหมือนการสั่งกะเพรามากินแต่แถมแกงเขียวหวานเนื้อมาด้วย ทั้งที่ผมไม่กินเนื้อ จึงไม่ตรงกับเจตนารมณ์”

              ขณะที่เหตุผลสำคัญของคณะผู้ร่าง โดยเฉพาะ “มีชัย ฤชุพันธุ์” บอกว่า สูตรนี้เป็นการผสานให้อยู่ด้วยกันได้ ไม่ใช่คนชนะเอาไปหมด เป็นการทำให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย คือ คะแนนของคนที่ไม่ชนะการเลือกตั้งก็ไม่ได้ถูกทิ้งไป ยังนำมารวมนับเป็นคะแนนนิยมของพรรค ซึ่งจะทำให้คนกระตือรือร้นที่จะไปใช้สิทธิ และพิจารณาให้ดีก่อนลงคะแนน เพราะการกาบัตรของเขาจะส่งผลทั้งผู้สมัครเขตนั้นและคะแนนนิยมของพรรค

              นอกจากนั้นก็เป็นเหตุผลยิบย่อย เช่น เพื่อความสะดวก เพราะกาแค่ครั้งเดียวบัตรเดียว และจะสามารถประหยัดงบประมาณในการจัดการเลือกตั้งได้ถึงประมาณ 300 ล้านบาท

              อีกเรื่องที่มีเสียงคัดค้านไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน คือ “ที่มานายกฯ” ที่เปิดช่องให้คนนอกมาเป็นนายกฯได้ แม้คณะกรรมการร่างฯ จะทำให้เสียงวิจารณ์เรื่อง “คนนอก” ดังน้อยลงด้วยการให้แต่ละพรรคเปิดชื่อผู้ที่พรรคจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ตั้งแต่ต้น แต่กติกานี้ก็ยังสร้างความหวาดระแวงเรื่อง “การสืบทอดอำนาจ”

              “มีชัย” บอกว่า ไม่สามารถกำหนดได้ว่าคนที่เป็นนายกฯ ต้องเป็น ส.ส. เพราะในวันเปิดรายชื่อ ยังไม่มีใครมีฐานะเป็น ส.ส. อย่างมากก็เป็นแค่ผู้สมัครเท่านั้น

              แต่ความจริง ถ้าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นนายกฯ เพิ่มอีกข้อ ว่า “เป็นผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคนั้น” ไม่ว่าจะสมัครในระบบเขตหรือระบบบัญชีรายชื่อ ก็น่าจะทำให้ผู้คัดค้านสบายใจขึ้นอีกระดับ เพราะอย่างน้อยคนที่พร้อมจะเป็นนายกฯ ก็แสดงเจตนาว่าพร้อมลงสู่สนามเลือกตั้ง และไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไรก็ตาม

              นี่คือเสียงของฝ่ายไม่เห็นด้วย ที่ “มีชัย” เคยบอกว่า หากค้านด้วยเหตุด้วยผลก็พร้อมจะรับฟัง