ข่าว

'บิ๊กตู่'ไม่หงุดหงิด-งดให้สัมภาษณ์

'บิ๊กตู่'ไม่หงุดหงิด-งดให้สัมภาษณ์

05 ก.พ. 2559

'ประยุทธ์' ประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ไม่มีท่าทีหงุดหงิด ถอนหายใจ งดให้สัมภาษณ์สื่อ แนะคนไทยศึกษาร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้น อย่าฟังจากคำวิจารณ์นักการเมือง

 
                     5 ก.พ. 59  เมื่อเวลา 09.30 น. ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการ หรือเทียบเท่า ครั้งที่ 2/2559
 
                     โดยหลังจากการประชุมเสร็จสิ้นเมื่อเวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ ลงมายังบริเวณจุดแถลงข่าว ซึ่งได้จัดเตรียมไว้ โดยระหว่างลงบันไดนายกรัฐมนตรีได้สูดลมถอนหายใจ 1 ครั้ง ก่อนเดินมายังโพเดี้ยม พร้อมกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า วันนี้เป็นการประชุมหัวหน้าส่วนราชการ ขับเคลื่อนงานที่สั่งการไปแล้ว รวมทั้งพิจารณาแผนงานที่จะทำต่อไปในช่วงเวลา 1.6 ปี ที่เหลืออยู่ ในการขับเคลื่อนทุกอย่าง ซึ่งจะมีการชี้แจงจากฝ่ายเลขาธิการ ก.พ. โดยเมื่อพูดจบ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้เดินออกจากโพเดี้ยมการแถลงข่าวทันทีด้วยสีหน้าเรียบเฉย กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “ไปแล้ว” ก่อนจะเดินไปขึ้นรถเพื่อกลับทำเนียบรัฐบาลทันที
 
                     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ แถลงข่าวกับสื่อมวลชนด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวในประเด็นของร่างรัฐธรรมนูญจนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก ตั้งแต่เมื่อวันอังคารที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ซึ่งเป็นวันที่สาม นายกรัฐมนตรียังคงไม่ให้สัมภาษณ์อะไรกับสื่อมวลชน ซึ่งผิดกับทุกครั้งหลังการประชุมหัวหน้าส่วนราชการ นายกรัฐมนตรีจะแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์ในประเด็นต่างๆ เป็นระยะเวลานาน
 
                     ขณะที่นายวิสูตร ประสิทธิ์ศิริวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กล่าวภายหลังการประชุมว่า บรรยากาศในการประชุมวันเดียวกันนี้เป็นไปตามปกติ โดยนายกรัฐมนตรี ประชุมด้วยอารมณ์ปกติไม่มีท่าทีหงุดหงิดแต่อย่างใด
  
 
 
แนะคนไทยศึกษาร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้น อย่าฟังจากคำวิจารณ์นักการเมือง
 
 
                     พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า นายกรัฐมนตรีได้ปรารภในที่ประชุมถึงเรื่องร่างรัฐธรรมนูญว่าอยากให้คนไทยศึกษาร่างรัฐธรรมนูญให้ละเอียด อยากให้อ่านและทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญให้มากขึ้น เพราะคนไทยมีนิสัยชอบฟังและดูมากกว่าชอบอ่าน ซึ่งการฟังมักจะได้ยินแต่คำวิพากษ์วิจารณ์จากแวดวงการเมือง ไม่ฟังจากต้นทาง
 
                     พล.ต.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ดังนั้นทุกคนควรรู้ว่าอะไรในร่างรัฐธรรมนูญที่เหมือนเดิมหรือแตกต่าง และส่วนที่แตกต่างจากเดิมนั้นแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาได้อย่างไร โดยการปฏิรูปต้องมีการเปลี่ยนแปลง หากจะเอาแบบเดิมมาใช้แล้วจะนำไปสู่การปฏิรูปได้อย่างไร รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่วิพากษ์วิจารณ์กัน หากใครเปิดประเด็นก็ต้องตอบคำถามให้สังคมได้รับรู้ด้วยว่าดีหรือไม่ดี มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร รวมถึงภาคส่วนต่างๆ ต้องร่วมกันเอาข้อมูลเรื่องร่างรัฐธรรมนูญให้เข้าถึงประชาชนให้มากขึ้น
 
 
 
ติดตามขับเคลื่อนงานที่สั่งการไปแล้ว
 
 
                     พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีการสอบถามถึงการทำงานของแต่ละกระทรวงว่ามีข้อขัดข้อง และแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างไร ซึ่งนายกรัฐมนตรีสนใจในเรื่องปัญหาแท็กซี่ไม่รับผู้โดยสาร ซึ่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) รายงานว่า ขณะนี้มีแท็กซี่อยู่จำนวน 130,000 คัน ซึ่งได้กำหนดแนวทางแก้ปัญหาไว้แล้วว่าจะให้ผู้บัญชาการแต่ละหน่วย หรือแต่ละจังหวัดที่มีผู้ประกอบการแท็กซี่มาพูดคุยขอความร่วมมือ โดยจะมีการประเมินผลภายใน 15 วัน และจากนั้นจะเริ่มบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
 
                     พล.ต.สรรเสริญ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันที่ประชุมได้หารือถึงกรณีแฟลตดินแดง ซึ่งเป็นปัญหามานานทำให้ผู้ที่คิดว่าจะเสียประโยชน์ออกมาคัดค้าน โดยในประเด็นที่เห็นต่างกัน คือ เรื่องขนาดพื้นที่ที่เรียกร้องให้จัดสรรห้องละ 42 ตารางเมตร แต่เจ้าหน้าที่สามารถจัดสรรได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน 33 ตารางเมตร นายกรัฐมนตรีจึงให้มีการหารือร่วมกับวิศวกรรมสถาน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ ให้มีการออกแบบที่ตอบรับกับการอยู่อาศัยได้ และขอให้เจ้าหน้าที่ทำความเข้าใจ รวมถึงจัดลำดับให้กับผู้ที่ยอมรับหลักเกณฑ์ได้ก่อน โดยแบ่งเป็นเฟส ให้เฟสแรกกับกลุ่มคนที่ไม่มีปัญหา เพื่อให้มีการเริ่มดำเนินการได้ ส่วนปัญหาคลองลาดพร้าว ที่ประชุมมีรายงานว่า ในช่วงกลางเดือน ก.พ.นี้ จะเริ่มดำเนินการได้ในระยะ 6 - 8 กิโลเมตร และย้ายคนออกจากพื้นที่ประมาณ 1,000 ครอบครัว จากจำนวน 1,400 ครอบครัว โดยทาง กทม. และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้มีการจัดชุดเจ้าหน้าที่ในการลงพื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่
 
                     ขณะที่การปฏิรูปตำรวจ นายกรัฐมนตรีเห็นว่าจะนำแนวทางที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. เคยกำหนดร่วมกับแนวคิดของสภาปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเตรียมการแล้วบางส่วน แล้วจะประชุมสรุปผล และรายงานต่อนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือน ก.พ.นี้ ส่วนงานการวิจัย นายกรัฐมนตรีให้แนวทางว่าควรจะเน้นการวิจัยพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร และผลผลิตทางการเกษตร เพื่อตอบรับและสอดคล้องกับภารกิจของรัฐบาลก่อน เช่น เรื่องยางพารา
 
                     พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า สำหรับเรื่องของโรคระบาด ซึ่งขณะนี้มี 2 ชนิด คือ โรคเมอร์ส และเชื้อไวรัสซิก้า ซึ่งในส่วนของโรคเมอร์สนั้น มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีการตรวจกลุ่มเสี่ยงจำนวน 42 คน ซึ่งต้องใช้เวลา โดยขณะนี้ค่อนข้างมั่นใจ หากไม่พบเชื้อดังกล่าวก็จะมีการปล่อยตัวกลับไป ขณะที่ไวรัสซิก้าที่มียุงลายเป็นพาหะก็สั่งการให้รณรงค์ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายให้ได้ และสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนถึงเชื้อโรคดังกล่าว โดยจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในกลุ่มของสตรีมีครรภ์ เพราะมีลักษณะเดียวกับโรคหัดเยอรมัน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงปัญหาการใช้ทุนการศึกษาของแพทย์ ภายหลังจากมีกระแสข่าวว่าหลังจากนี้จะต้องมีการกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจนว่าจะให้กลับมาใช้ทุนในพื้นที่ใด เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของประชาชน และป้องกันนักศึกษาออกจากระบบ เพราะแม้ว่าจะมีการกำหนดระยะเวลาในการทำงานใช้ทุน หรือให้มีการชดใช้เป็นจำนวนเงิน ซึ่งถือว่าไม่คุ้มค่าเพราะไม่สามารถผลิตบุคลากรทางการแพทย์ได้ทัน
 
                     พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังมีการติดตามโครงการตามมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล ตำบลละ 5 ล้านบาท ทางปลัดกระทรวงมหาดไทยรายงานว่ามีการอนุมัติงบประมาณไปแล้ว 2.3 พันล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 6 - 7 แต่คาดว่าในเดือน ก.พ. จะสามารถอนุมัติงบประมาณได้ 1.5 หมื่นล้านบาท และจะให้มีการอนุมัติได้ทั้งหมดภายในเดือน มี.ค. ซึ่งปัญหาความล่าช้าเกิดจากระบบคอมพิวเตอร์ และจำนวนบุคลากร ที่จะต้องระบุข้อมูลในเอกสาร และข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ตรวจสอบได้อย่างชัดเจน สำหรับปัญหาภัยแล้ง นายกรัฐมนตรี ให้ทุกหน่วยงานลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนมากขึ้น เพราะเชื่อว่า ซึ่งหากกินระยะเวลานานจะทำให้วิตกกังวลในความรู้สึกของประชาขนมากขึ้น จึงเน้นการทำความเข้าใจ เพราะไม่อยากบังคับใช้กฎหมายกับเกษตรกรที่รัฐบาลรู้อยู่แล้วว่ามีปัญหาอะไรบ้าง
 
                     ขณะที่นายวิสูตร ประสิทธิ์ศิริวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)ในฐานะเลขานุการการประชุม เปิดเผยว่า ในที่ประชุม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการประเมินข้าราชการ 60 ตำแหน่ง เป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรทั้งสิ้น แต่เป็นเรื่องที่ทำเพื่อปกป้องข้าราชการ คือ ต้องมีระบบประเมินที่ชัดเจน ซึ่งต้องดูที่ผลงานเพื่อจะนำมาใช้ในการแต่งตั้ง นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังสั่งการให้ข้าราชการทุกกระทรวงไปชี้แจงในเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญ ที่รายละเอียดยังคงไม่นิ่ง แต่จะยังคงเดินไปตามแผนปฏิรูป ซึ่งยืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2560