
30ปี'วิวัฒน์ ศัลยกำธร'ภารกิจนี้เพื่อเกษตรกร
30ปี'วิวัฒน์ ศัลยกำธร'ภารกิจนี้เพื่อเกษตรกร : คมคิดจิตอาสา โดยดลมนัส กาเจ
กว่า 30 ปีที่ “วิวัฒน์ ศัลยกำธร” หรือที่รู้จักในนาม “อ.ยักษ์” ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ มีแนวความคิดว่า การที่จะให้เกษตรกรพ้นจากความจน โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยนั้น จะต้องเดินตามรอยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ด้วยการทำการเกษตรตามแนว “ทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง” นั่นเอง
ความคิดนั้นได้บรรเจิดขึ้นเมื่อครั้งที่เขายังถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่รับราชการใกล้ชิดพระองค์ ในหน่วยงานสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อ 30 ปีก่อน
ในที่สุด ความฝันของ อ.ยักษ์ เริ่มเห็นเงาร่างแห่งความเป็นจริง เขาเนรมิตพื้นที่ร้างที่มีสภาพเป็นดินดานกว่า 40 ไร่ ของพี่ชายที่รับราชการครู ที่บ้านมาบเอื้อง ต.หนองบอนแดง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี มาปลูกหญ้าแฝก ใช้เครื่องระเบิดดินดาน ขุดสระน้ำ ทดลองปลูกพืชผัก ทำนา มาตั้งแต่ปี 2527 และมาตั้ง “ชมรมกสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง” เมื่อปี 2539
ต่อมายกฐานะอีกครั้งเป็นศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ในปี 2541 จนมีพรรคพวกให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ เพื่อจดทะเบียนเป็นมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติในปี 2544 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมเกษตรกรทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน เสมือนหนึ่งของศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง เป็นกองบัญชาการของ อ.ยักษ์ ที่จะส่งเสริมให้เกษตรกร ทำการเกษตรตามแนว “ทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงนั่นเอง
“เมื่อครั้งที่ผมรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เวลาผมไปบรรยายให้เกษตรกรฟังเกี่ยวกับการทำเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง เกี่ยวกับประโยชน์ของป่าไม้ ก็ไม่มีใครเชื่อ หาว่าผมมีเงินเดือนกิน มีน้ำมันหลวงให้ใช้ก็พูดได้ ระดับผู้บริหารองค์กร ข้าราชการก็ไม่สนใจ หาว่าทฤษฎีของ อ.ยักษ์ จะให้คนอยู่อย่างลำบาก ขณะที่ผู้คนในสังคมต้องการรวย ต้องการความสบาย พูดไปทำให้เลือดขึ้นหน้า เลยคิดว่า ผมจะทำให้ดู ผมเลยทดลองทำก่อนในพื้นที่ร้างของพี่ชาย 40 ไร่ ที่ตรงนั้นปลูกอะไรไม่ขึ้น ผมลองใช้ทุนเองเท่าที่มีอยู่ลงมือพัฒนาเรื่อยๆ กะว่าจะปลูกป่า และทำนา เลี้ยงปลา พอมีเวลาวันหยุด ผมก็ไปที่มาบเอื้อง กระทั่งผมลาออกจากราชการในปี 2539 จึงลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อนฝูงที่สนิทสนมมาเห็นหาว่าผมบ้า แนะนำให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลบ้า แม้พี่ชายผมเอง ไม่เชื่อว่าผมจะทำได้” อ.ยักษ์ ย้อนที่มาของศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง
เวลาผ่านไป 3 เดือนเมล็ดพันธุ์ที่หว่านลงดิน เริ่มงอกงาม จนล่วงเลยไป 6 เดือน เพื่อนฝูงที่เคยสบประมาทกลับมาชื่นชม ทำให้เขามีกำลังใจมากขึ้น เกษตรกรใกล้เคียงที่เห็นผลงาน ต่างไปศึกษาและสอบถามว่าสามารถปลูกพืชบนดินดานได้อย่างไร ไม่นานนักผู้คนทยอยเข้าไปดูงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ อ.ยักษ์ ตัดสินใจจัดอบรมทำเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่เศรษฐกิจพอเพียง ครั้งแรกในปี 2541 ในจำนวนนี้มีผู้บริหารของชุมพรคาบาน่า รีสอร์ท อ.เมือง จ.ชุมพร ด้วย มาอบรมเป็นชุดแรกด้วย และนำไปปฏิบัติสามารถให้กิจการรีสอร์ทฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำในปี 2540 ได้ จนกลายเป็นข่าวใหญ่โตในเวลาต่อมา
ช่วงแรกนั้น อ.ยักษ์ บอกว่า มีการพัฒนาขึ้นทีละอย่างสองอย่างเท่าที่มีกำลัง ต่อมามีลูกศิษย์แต่ละรุ่นมาช่วยแรง ใครมีเงินก็มาสมทบ จนสามารถจัดการภายในศูนย์อย่างมีระบบและสัดส่วน เพื่อให้สอดคล้องในการปฏิบัติของแต่ละหลักสูตรอย่างลงตัว ประกอบด้วยพื้นที่ส่วนที่เป็นป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง คือปลูกไม้ยืนต้นใช้ทำบ้าน-ทำฟืน ปลูกไม้ผลไว้กิน และพืชผักสวนครัวไว้ประกอบอาหารและสมุนไพร ไม้ทั้ง 3 ชนิด จะให้ประโยชน์อย่างมหาศาลอีกอย่างหนึ่งคือสร้างความสมดุลให้ระบบนิเวศ หรือความร่มรื่นแก่ผิวโลกด้วย
นอกจากนี้แล้วยังมีพื้นที่ใช้สำหรับแหล่งน้ำเป็นสระขนาดใหญ่ราว 6 ไร่ สร้างเป็นลำธารยาวอีก 4 ไร่ ภายในสระมีการเลี้ยงกินพืชหลายชนิด ที่เหลือเป็นส่วนของอาคารที่ใช้เป็นสำนักงาน ห้องประชุม ห้องฝึกอบรม โรงเรือน ร้านค้าที่ขายผลิตภัณฑ์ของศูนย์ รวมถึงเรือนพักของผู้ที่มาอบรมด้วย ในแต่ละรุ่นไม่ต่ำกว่า 100 คน กระจัดกระจายไปอยู่ตามส่วนต่างๆ และทุกพื้นที่จะมีถนนตัดผ่านคดเคี้ยวไปสู่จุดต่างๆ อย่างสวยงาม
ปัจจุบันศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง อยู่ภายใต้การดูแลและดำเนินการโดยมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ที่มี อ.ยักษ์ เป็นประธาน และนับเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง อย่างครบวงจร มีหลักสูตรที่อบรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง, หลักสูตรการพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่การพึ่งตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง หลักสูตรการพัฒนาเยาวชนสู่การเปลี่ยนแปลงตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง, การเลี้ยงกุ้งด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ, เทคโนโลยีการผลิตส้มด้วยชีวภาพ, การจัดการน้ำเสียและขยะด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ, เทคโนโลยีการผลิตไม้ผลอินทรีย์, การจัดทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมตามแนวพระราชดำริ, เทคนิคการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์สู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และหลักสูตรป่าพื้นบ้านชุมชน เป็นต้น
ทุกหลักสูตรนั้น อ.ยักษ์ บอกว่า เน้นให้เข้าใจถึงปรัชญา หลักการ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม การวิเคราะห์ สังเคราะห์ การสร้างภาวะผู้นำ การปรับเปลี่ยนวิธีคิด การสร้างจิตสำนึกใหม่แบบพึ่งตนเอง การเรียนรู้กระแสการเปลี่ยนแปลง และรู้เท่าทัน โดยผู้ที่จะเข้าอบรมในศูนย์แห่งนี้แต่ละหลักสูตรมีระยะเวลาที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่หลักสูตรเรียนรู้ 2 วัน 1 คืน ถึง 8 วัน 7 คืน หรือจะฝึกจนชำนาญถึง 3 เดือนก็ได้ โดยทุกหลักสูตรเรียนฟรีหมด เนื่องจากช่วงหลังนี้มีงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐด้วยจำนวนหนึ่ง
“ที่ผ่านมานโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาลหลงทาง ทำให้เกษตรกรหันไปให้ความสำคัญกับการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เน้นเข้าสู่อุตสาหกรรม มีการใช้สารเคมี ทั้งยาฆ่าแมลง ปุ๋ย ส่งผลให้ต้นทุนสูงเป็นเงาตามตัว พอมีปัญหาไม่ว่าจะเป็นด้านราคา หรือโรคระบาด รวมถึงภัยพิบัติต่างๆ กระทบตามๆ กัน ตรงนี้แหละที่ผมจะเปลี่ยนทัศนคติดใหม่ ให้หันมาใช้หันมาทำเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงของเรา ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ต้นมะม่วงตาย ต้นขนุนยังมี เรามีกินตลอดปี ไม่อดตายครับ” อ.ยักษ์ กล่าวอย่างมั่นใจ
กาลเวลาผ่านไป 20 ปีเต็มๆ นับจากที่ อ.ยักษ์ ลาออกจากราชการ มุ่งมั่นที่จะให้เกษตรกรเปลี่ยนวิชีวิตจากเดิมทำเกษตรแบบใช้สารเคมี มาเป็นเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ผู้ที่ผ่านการอบรมมานับร้อยๆ รุ่น แต่ละรุ่นไปเปิดศูนย์เครือข่ายร่วมแล้วกว่า 80 ศูนย์ในจำนวนนี้เป็นศูนย์ที่คณะกรรมการของเครือข่ายมองว่ามีความเข้มแข็ง แล้วราว 60 ศูนย์ และศูนย์ที่ได้ตามมาตรฐานศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง กว่า 20 ศูนย์ โดยแต่ละศูนย์ อ.ยักษ์ ต้องเดินทางไปเป็นพี่เลี้ยง ช่วยแนะนำ และบรรยายให้ความรู้โดยไม่คิดค่าตัวแต่อย่างใด
“ตอนนี้ถ้าเป็นศูนย์ที่บริหารจัดการที่ดี มีงบประมาณ ผู้ดูแลศูนย์มีฐานะดี เขาอาจจะออกค่าเดินทาง ที่พักให้ แต่ถ้าเป็นกลุ่มของเกษตรกร ผมใช้เงินจากที่ไปบรรยายตามสถาบันต่างๆ ให้มา เงินบำเหน็จบ้าง บางครั้งต้องออกเงินซื้ออุปกรณ์บางอย่างให้ด้วย” ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าว
แม้วันนี้ “ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง” ได้จัดระบบอย่างลงตัว และมีผู้ที่เชี่ยวในด้านการฝึกอบรมที่ “วิวัฒน์ ศัลยกำธร” ปั้นมา และมีผู้เข้าอบรมจำนวนมาก แต่บทบาทของเขาไม่ได้หยุดนิ่งเพียงตรงนั้น หากแต่ละวันหากมีเวลาเขาจะออกเดินสายไปบรรยาย และอบรมเกษตรกรตามศูนย์ย่อยต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมกับการทำหน้าที่ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการศึกษา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยมีความมุ่งหวังว่า อย่างน้อยเกษตรกรสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข อยู่อย่างพอเพียง ตามแบบฉบับของการเกษตรตามแนว “ทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงนั่นเอง



