ข่าว

ความเห็นที่ถูกปิดกั้น

ความเห็นที่ถูกปิดกั้น

05 ก.พ. 2559

ความเห็นที่ถูกปิดกั้น : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น

            หากดูตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2557  จะเห็นได้ว่าให้ความสำคัญในการบัญญัติเกี่ยวกับการรับฟังความเห็นในร่างรัฐธรรมนูญไว้ค่อนข้างมาก กล่าวคือมีถึงสองจุดในกระบวนการด้วยกัน

            จุดแรกคือ ในขั้นตอนการร่างเขียนไว้ชัดเจนว่าต้องรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประชาชน

            และในขั้นตอนสุดท้ายคือการทำประชามติก็คือการฟังความเห็นจากประชาชน ในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าในการรับฟังความเห็นที่ดีนั้น จำเป็นจะต้องรับฟังความเห็นอย่างเปิดกว้าง และพร้อมที่จะรับทุกคำติชม

            ในขั้นตอนแรก ซึ่งก็คือห้วงเวลานี้เป็นช่วงที่อ้างกันว่ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะนำความเห็นมาเพื่อนำมาปรับปรุงสิ่งที่เขียนไปก่อนที่จะกลายเป็นร่างฉบับสุดท้ายที่จะขอความเห็นชอบจากประชาชน ในกระบวนการที่เรียกว่าประชามติ

            แต่การขอความเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงนั้นจำเป็นจะต้องได้รับฟังความเห็นที่รอบด้าน ซึ่งมีทั้งความเห็นที่เห็นด้วย และความเห็นที่เห็นต่าง ต้องมีทั้งความเห็นที่เยินยอ และความเห็นที่ตำหนิ   อย่างไรก็ตามในขั้นตอนและกระบวนการนี้ สิ่งที่มีประโยชน์หากหวังจะเห็นร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมามีความเหมาะสม มีความถูกต้องและเป็นที่ยอมรับ คือความเห็นที่เป็นเชิงลบต่างหาก เพื่อที่จะได้นำมาพิจารณาทบทวนว่าสิ่งที่พวกท่านคิดดีหรือไม่อย่างไร

            แต่หากพวกท่านคิดว่าอย่างไรก็ตามคงจะไม่แก้ไข หรือปรับปรุงให้เป็นที่ยอมรับ ความเห็นเชิงเยินยอก็จะเป็นประโยชน์ยิ่งนักในช่วงนี้ อย่างน้อยก็เป็นการสร้างกำลังใจให้แก่พรรคพวกของตัวเอง

            ซึ่งจากสภาพความเป็นไปที่เราเห็น น่ากลัวว่าจะเป็นอย่างหลัง เพราะเริ่มมีกระบวนการที่ทำให้การรับฟังความเห็นไม่เปิดกว้าง มีการให้วิพากษ์วิจารณ์อย่างระมัดระวัง  มีการเรียกบางคนที่วิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญไปปรับทัศนคติ  มีการตอบโต้ผู้ที่ไม่เห็นสอดคล้อง  ที่สำคัญมีการห้ามจัดเวทีวิพากษ์รัฐธรรมนูญ เช่นล่าสุดเวทีของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ก็ถูกขอใหยกเลิกไป

            จึงน่าสนว่าในขั้นตอนการรับฟังความเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงยังเป็นเช่นนี้ แล้วในขั้นตอนสุดท้ายในการทำประชามติจะเป็นอย่างไร  เพราะการทำประชามติที่ควรจะเป็นตามหลักการนั้นต้องให้โอกาสทั้งฝ่ายหนุนและฝ่ายต้านให้ข้อมูลต่อประชาชนได้อย่างเพียงพอและเท่าเทียม

            การเปิดโอกาสให้เพียงประชาชนหรือฝั่งที่สนับสนุนแสดงความเห็นได้นั้น มิได้ทำให้สถานการณ์ของร่างรัฐธรรมนูญดีขึ้น หากแต่จะทำให้อยู่ในสถานะที่แย่ลงเสียด้วยซ้ำ

            หากมั่นใจว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมานั้นดีจริง และเป็นที่ยอมรับก็ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวการวิพากษ์หรือการตั้งคำถามแต่อย่างใด เพราะหากดีจริงย่อมต้องชี้แจงได้ทุกข้อกล่าวหา

            การทำประชามติภายใต้การปิดกั้นรังแต่จะทำให้เกิดการไม่ยอมรับทั้งจากภายในและนอกประเทศ พร้อมทั้งคำถามที่ว่าสิ่งที่เขียนมานั้นดีจริงสมดังคำโฆษณาหรือไม่  และสุดท้ายกอาจจะส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการตัดสินใจจรดปากกกาครั้งสุดท้ายก็เป็นได้