ข่าว

‘ศานิตย์’ยันศพลอยน้ำเป็นชายชาวเอเชีย

‘ศานิตย์’ยันศพลอยน้ำเป็นชายชาวเอเชีย

03 ก.พ. 2559

‘ศานิตย์’ยันศพลอยน้ำเป็นชายชาวเอเชียไม่ใช่คนไทย ญาตินักข่าวชาวจีนได้ประสานขอตรวจดีเอ็นเอหลังหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย พบชิ้นส่วนมนุษย์เพิ่มอีก 1 ชิ้นย่านปากเกร็ดน

             จากกรณีพบชิ้นส่วนมนุษย์ในแม่น้ำเจ้าพระยาพื้นที่กรุงเทพฯ จ.ปทุมธานี และ จ.นนทบุรี ชิ้นที่ 1 ท่อนแขนขวาลอยอยู่บริเวณอู่ต่อเรือหลังวัดคฤหบดี ซอยจรัญสนิทวงศ์ 42 พื้นที่ สน.บวรมงคล ต่อมาพบชิ้นส่วนที่สองขาขวา บริเวณท่าน้ำวัดตำหนักใต้ ถนนนนทบุรี และชิ้นที่สามส่วนหัวอยู่ในถุงดำพันด้วยสกอตเทปลอยอยู่ใกล้กับวัดเชิงเลน อ.ปากเกร็ด พื้นที่ จ.นนทบุรี ชิ้นที่ 4 ส่วนลำตัว มีขนหน้าอกจำนวนมาก พบลอยกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ล่าสุด พบเพิ่มอีก 1 ชิ้น เป็นชิ้นที่ 5 ขณะที่ผลการตรวจพิสูจน์ชิ้นส่วนที่พบก่อนหน้า เป็นบุคคลคนเดียวกัน แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นใคร

             เมื่อ เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)  พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. กล่าวว่า จากผลการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ. ระบุว่า ชิ้นส่วนศพแต่ละชิ้นเป็นคนคนเดียวกัน มีแนวโน้มเป็นชาวเอเชีย 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจากการตรวจสอบประวัติจากลายนิ้วมือ ยังไม่ปรากฎว่า เคยมีการกระทำความผิดมาก่อน ตอนนี้ความสำคัญอยู่ที่การพิสูจน์ตัวบุคคล โดยคาดว่าน่าจะมีความชัดเจนในเร็วๆนี้
   
             ผู้สื่อข่าวถามว่า เหยื่อในคดีนี้เป็นแขกขาวหรือไม่ พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า ก็มีการพูดกันว่าเป็นแขกขาวและชาวจีน หรือกระทั่งชาวเอเชีย รวมไปถึงชาวตะวันออกกลางหรือไม่ บางครั้งคนสัญชาติใดที่เกิดในประเทศไทย ก็ถือว่าเป็นคนไทย ซึ่งก็ต้องไปพิสูจน์รายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง
    
             ผู้สื่อข่าวถามว่า ศพที่พบน่าจะตายมาแล้วกี่วัน พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า น่าจะตายมาแล้วประมาณ 3 วัน เพราะยังสามารถเก็บวัตถุพยานต่างๆ ได้ ทั้ง นี้แผลจากการตัดชิ้นส่วนศพน่าจะมาจากเลื่อยที่ใช้มือในการตัด เพราะมีรอยแหว่งของเนื้อ ทั้งนี้การทิ้งชิ้นส่วนศพยังตั้งไว้หลายประเด็น คือ อาจจะมีการทิ้งลงมาจากสะพาน อีกกรณีคือนั่งเรือทิ้งชิ้นส่วนศพที่ละจุด เพราะส่วนมนุษย์ทั้ง 3 ชิ้น มีระยะห่างกันถึง 25 กม. อย่างไรก็ตาม ตำรวจได้ประสานกับกรมอุทกศาสตร์ เพื่อขอข้อมูลกระแสน้ำขึ้นน้ำลง เพื่อจะนำมาวิเคราะห์ว่าชิ้นส่วนศพถูกทิ้งมาที่ใด
   
             มีรายงานข่าวจากชุดสืบสวนคดีฆ่าหั่นศพว่า ภายหลังจากทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ทำการเก็บดีเอ็นเอ. และชิ้นเนื้อของศพ ระบุว่าไม่ใช่คนไทยอย่างชัดเจน คาดว่าเป็นลูกครึ่งเอเชีย-ยุโรป
    
             ทั้งนี้ ต่อข้อซักถามที่ว่า ลักษณะของศพมีการทรมาน ก่อนลงมือฆ่าหรือไม่ ชุดสืบสวนเปิดเผยว่า ยังไม่สามารถระบุได้ แต่บริเวณข้อมือด้านขวา มีลักษณะเหมือนถูกเทปกาวพันไว้
    
             รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ตำรวจได้นำคดีการหายตัวไปของนายหลี่ ซิน ผู้สื่อข่าวชาวจีนวัย 37 ปี ที่หายตัวไปเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 59 โดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีการประสานกับญาติของนายหลี่ ซิน เพื่อทำการตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอกับศพที่พบต่อไป
    
             ขณะที่รายงานข่าวจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ระบุว่า นายหลี่ ซิน ได้เดินทางออกจากประเทศไทยไปเมื่อวันที่ 11 ม.ค. เวลาประมาณ 07.15 น. โดยผ่านด่านจุดตรวจสะพานมิตรภาพ1 ตม.จว.หนองคาย บก.ตม.4 และยังไม่ได้เดินทางกลับเข้ามาที่ประเทศไทย

             วันเดียวกัน พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบกล้องตามจุดที่คาดว่าจะเป็นสถานที่ในการก่อเหตุ พร้อมทั้งตรวจสอบจุดที่พบเบาะแส ที่สามารถเชื่อมโยงกันได้จากกรมเจ้าท่า แต่ยังไม่สามารถระบุแน่ชัดได้

             ทั้งนี้ ภายในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 ยังไม่มีการแจ้งบุคคลสูญหาย และจากประวัติคดีอาชญากรรมในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 ยังไม่เคยพบเห็นคดีที่มีความรุนแรงในลักษณะดังกล่าว ส่วนตัวคาดว่าคนร้ายน่าจะมีความพยายามในการอำพรางศพ และน่าจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับการอำพรางศพดีพอ จึงไม่นำชิ้นส่วนใส่ถุง โดยคาดว่าต้องการให้ปลากินชิ้นส่วนศพหรือปล่อยให้ไหลตามน้ำไปทีละชิ้น จนกระจัดกระจายไม่สามารถตรวจสอบได้

             อย่างไรก็ตาม หากครอบครัว หรือบุคคลใดพบว่า มีบุคคลที่รู้จักสูญหายให้เข้ามาติดต่อ หรือแจ้งเบาะแสได้ที่พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ประสานหน่วยงานในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 ในการหาข้อมูล ร่วมกับทางนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ที่กำลังดำเนินการพิสูจน์ดีเอ็นเอด้วยเช่นกัน

             ด้าน พ.ต.ท.จักริน พิริยะจิตตะ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. กล่าวว่า จากผลตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล หรือดีเอ็นเอ ชิ้นส่วนมนุษย์ที่พบยืนยันไม่ใช่คนไทยอย่างแน่นอน แต่คาดว่าเป็นลูกครึ่งผสมระหว่างชาวเอเชียกับยุโรป เนื่องจากลักษณะขนที่บริเวณหน้าอกยาวและมีมากกว่าลักษณะของคนไทย ซึ่งก่อนหน้านี้มีญาติของนักข่าวชาวจีนรายหนึ่งที่กำลังจะเดินทางไปประเทศลาว ได้ประสานระหว่างประเทศมายังสถานทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อจะขอตรวจดีเอ็นเอเพื่อเทียบเคียงกับชิ้นส่วนมนุษย์ที่ถูกพบในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยญาติแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อกันได้ขณะนักข่าวชาวจีนคนดังกล่าวอยู่ในไทย

             พ.ต.ท.จักริน กล่าวด้วยว่า ชิ้นส่วนที่ถูกชำแหละในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่มีการใช้สกอตเทปใสพันข้อมือที่แขนขวาและใบหน้าของศพ ซึ่งรูปแบบนี้เข้าข่ายเป็นการทรมานก่อนฆ่า หรือพันเพื่อง่ายต่อการชำแหละ ซึ่งผู้ที่ลงมือก่อเหตุต้องมีความชำนาญในการชำแหละศพ หรือมีความรู้ด้านการผ่าตัด หรือการชำแหละสัตว์ ที่ต้องใช้เครื่องตัดที่มีความคม เพราะจากรอยบาดแผลที่พบไม่แตกหัก ซึ่งการฆ่าหั่นศพในคดีนี้คล้ายกับคดีฆ่าหั่นศพสาวคาราโอเกะที่คลองตัน และคดีฆ่าครูญี่ปุ่นที่ จ.สมุทรปราการ ก่อนหน้านี้

             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เซ็นคำสั่งแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น ที่ปรึกษา สบ.10 เป็นหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวน โดยมีตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 1 สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ และกองทะเบียนประวัติอาชญากร มาร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อประสานข้อมูลให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น

             ต่อมาเวลา 15.00 น. วันดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบชิ้นส่วนมนุษย์เพิ่มอีก 1 ชิ้น ที่ท่าน้ำ หน้าบริษัท ปทุมธานี บริวเวอรี่ จำกัด ภายในซอยใจเอื้อ ถนนปทุม-นนทบุรี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ตรวจสอบพบว่าเป็นชิ้นส่วนมนุษย์ตั้งแต่โคนขาถึงหน้าแข้งซ้าย สภาพเริ่มเน่าเปื่อย เจ้าหน้าที่ตำรวจนำส่งตรวจพิสูจน์ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับที่พบก่อนหน้านี้หรือไม่

 
แกะรอยคนหายพื้นที่ต่างชาติพักอาศัยโยงคดีฆ่าหั่นศพ


          พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข  รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) เรียกประชุมติดตามความคืบหน้าคดีพบชิ้นส่วนศพมนุษย์ในแม่น้ำเจ้าพระยาพื้นที่ กทม.ต่อเนื่อง จ.นนทบุรี และ จ.ปทุมธานี  โดยมีชุดสืบสวนตำรวจนครบาล 1  ทีมสืบสวนตำรวจนครบาล 5 และทีมสืบสวนตำรวจนครบาล 7 เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงภายรวมถึง   พ.ต.อ.สถิตย์ สังข์ประไพ  ผกก.สส.บก.น.1  พ.ต.อ.ภิญโญ  ป้อมสถิตย์ ผกก.สส.บก.น.7  พ.ต.ท.พลวรรธน์ พุ่มสวัสดิ์ สว.สส.สน.คลองตัน  พ.ต.ต.ภานุภัทร กิตติพันธ์ สว.สส.สน.ทองหล่อ  พ.ต.ท.วชิรากรณ์ วงศ์บุญ สว.สส.สน.ลุมพินี และชุดสืบสวนนอกเครื่องแบบใช้เวลานานกว่า 1ชั่วโมง

          พล.ต.ต.สุวัฒน์ เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมว่า  ทีมสืบสวนนครบาลเป็นหนึ่งในคณะทำงานสืบสวนคลี่คลายคดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ซึ่งร่วมกันทำงานคลี่คลายคดีนี้หลายหน่วยงาน  เพราะเป็นคดีที่มีความซับซ้อนในหลายพื้นที่ี่  โดยขณะนี้มีความชัดเจนในเรื่องของหลักฐานทางนิติเวชและนิติวิทยาศาสตร์แล้ว 2 ส่วนคือ  ผลพิมพ์ลายนิ้วมือและผลตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งทั้งหมดเป็นของคนๆเดียวกัน  

          “การสืบสวนตอนนี้พุ่งเป้าไปที่ตัวผู้ตายว่า เป็นใคร  แกะรอยจากเส้นทางการแจ้งความคนหายตามที่ต่างๆ ที่มีคนต่างชาติพักอาศัยอยู่ นำข้อมูลมาปะติดปะต่อกัน  ซึ่งมีความใกล้เคียงว่า ผู้ตายอาจเป็นคนต่างชาติหรือคนเอเชีย อายุระหว่าง 40 - 50 ปีโดยจะนำดีเอ็นเอของญาติที่แจ้งคนหายไว้มาเทียบเคียง   ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้ชุดสืบสวนอีกส่วนหนึ่งลงพื้นที่ตรวจสอบหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดแต่ละพื้นที่ให้ได้มากที่สุด ตรงนี้ต้องรีบทำเพราะหากปล่อยเวลาผ่านนานไป ข้อมูลภาพอาจจะถูกลบได้   ส่วนประเด็นรอยตัดที่พบและวิจารณ์กันมากว่า น่าจะเป็นฝีมือของแก๊งต่างประเทศหรือแก๊งลูกหมูนั้น ยังไม่สามารถยืนยันได้  ต้องสืบสวนขยายผลก่อน ”   พล.ต.ต.สุวัฒน์ กล่าวและว่า

          การสืบสวนในเรื่องของจุดทิ้งศพได้วางแนวทางไว้กว้าง ๆ ก่อนว่า อาจจะแยกทิ้งหลายจุดหรือทิ้งจุดเดียวครั้งเดียว  ซึ่งการคาดคะเนจุดที่ทิ้งศพยังไม่ชัดเจน เพราะน้ำขึ้นลงและไหลเวียนไม่แน่นอน  ส่วนกรณีที่สำนักข่าวต่างประเทศเสนอข่าวมีนักข่าวชาวจีนชื่อ นายหลี่ ซิน อายุ 37 ปีเข้ามาในประเทศไทยแล้วหายตัวไป ได้มีการตรวจสอบยืนยันแล้วว่า ได้เดินทางออกจากประเทศไทยไปแล้วทางด่านหนองคาย สะพานมิตรภาพไทย-ลาว เมื่อวันที่ 11  ม.ค.ที่ผ่านมา  จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่า กลับเข้ามาในประเทศไทยอีก

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมสืบสวนที่มาประชุมครั้งนี้เป็นชุดสืบสวนที่่รับผิดชอบ สน.พื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอาศัยอยู่จำนวนมากทั้ง   สน.คลองตัน สน.ทองหล่อ และสน.ลุมพินี  ซึ่งที่ประชุมมอบหมายให้แต่ละชุดลงพื้นที่แบบปูพรม แกะรอยจากลักษณะของผู้ตายและตรวจสอบประวัติบุุคลหายในพื้นที่มาเทียบเคียงพร้อมหาข้อมูลเชิงลึกที่สอดคล้องกับข้อสันนิษฐานว่า  ผู้ตายเป็นคนเอเซีย