
'ลายมือ-รอยเท้า'ของเจ้าคุณเสนาะ!
03 ก.พ. 2559
ผบ.ตร.เผยผลตรวจ 'ลายมือ-รอยเท้า' เป็นของเจ้าคุณเสนาะ แต่ยังไม่สรุปฆ่าตัวตายหรือไม่ ตั้ง 'ปัญญา' คลี่คลายคดีพบชิ้นส่วนมนุษย์ลอยเจ้าพระยา
3 ก.พ. 59 จากกรณีพระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร) หรือเจ้าคุณเสนาะ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ใช้ผ้าคาดเอวผูกคอมรณภาพภายในกุฏิ หลังจากนั้นมีการพบจดหมายลาตาย จำนวน 2 ฉบับ และมีการเก็บหลักฐานต่างๆ เอาไว้ทั้งหมด ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุด เมื่อเวลา 10.30 น. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า คดีนี้เมื่อเช้าได้คุยกับ พฐ. ทราบเบื้องต้นเกี่ยวกับผลตรวจลายมือบนจดหมาย 2 ฉบับ และรอยเท้า เป็นของเจ้าคุณเสนาะจริง ตามที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านั้น ส่วนเรื่องเงินงบประมาณ 67 ล้านบาท ที่ใช้ในการจัดงานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เป็นเรื่องที่อยู่ในสำนวน โดยคดีมีความคลี่คลายขึ้นเยอะแล้ว เหลือเพียงแค่ผลพิสูจน์ทางเทคนิค ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า เป็นการฆ่าตัวตาย (อัตวินิบาตกรรม) หรือไม่
ตั้ง 'ปัญญา' คลี่คลายคดีพบชิ้นส่วนมนุษย์ลอยเจ้าพระยา
พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวถึงกรณีพบชิ้นส่วนมนุษย์ถูกหั่นชำแหละลอยแม่น้ำเจ้าพระยาหลายพื้นที่ ทั้งในกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี ว่า ขณะนี้ได้มีหนังสือแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น ที่ปรึกษา สบ10 เป็นหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวน โดยมีตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 1 สถาบันนินิติเวชวิทยา รพ.ตำรวจ และกองทะเบียนประวัติอาชญากร มาร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อประสานข้อมูลให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น เบื้องต้น ยังไม่ทราบผลทางนิติวิทยาศาสตร์ จึงยังระบุไม่ได้ว่าเป็นบุคคลใด และมีมูลเหตุใดในการก่อเหตุครั้งนี้
สำหรับชิ้นส่วนที่พบ จะตรงกับบุคคลที่ญาติแจ้งสูญหายในพื้นที่ จ.ระยอง หรือไม่นั้น ขณะนี้ได้เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ และอยู่ในระหว่างรอผลตรวจ เบื้องต้นการตรวจดีเอ็นเอของชิ้นส่วนที่พบทั้ง 6 ชิ้น เป็นของบุคคลเดียวกัน พร้อมยอมรับว่า คดีนี้เป็นเรื่องยาก และต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ เพราะมีหลายพื้นที่
ติงสื่อตีความคำพูดผิด กรณีตำรวจชั้นผู้ใหญ่กดดัน ร.ต.อ.จนอาจเป็นสาเหตุให้ยิงตัวตาย
พล.ต.อ.จักรทิพย์ เปิดเผยว่า ตนไม่เคยพูดว่าแรงจูงใจในการก่อเหตุฆ่าตัวตายของ ร.ต.อ.ทวี หมื่นลักษณ์ พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง มีส่วนเกี่ยวข้องกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ที่กดดันเกี่ยวกับคดีการยึดรถ 204 คัน แต่เป็นการตักเตือนให้ระมัดระวังด้วยความหวังดี เนื่องจากว่าอาจจะมีข้าราชการจากที่อื่นดำเนินการฟ้องชุดจับกุม ซึ่งสื่อนำไปตีความผิดว่ามีข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ไปกดดัน ทั้งนี้ ข้าราชการดังกล่าว อาจจะเป็นที่ปรึกษาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทที่ถูกยึดรถ ซึ่งไม่อยากระบุว่าข้าราชการดังกล่าวเป็นใคร แต่เชื่อว่าสื่อจะทราบกันดีอยู่แล้ว ขณะนี้ได้ให้พนักงานสอบสวน บก.น.2 ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงอยู่
บูรณาการแก้ไขปัญหาแท็กซี่ทั้งระบบ
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ เป็นประธานประชุมร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการการทำงานและแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทั้งตำรวจนครบาล ตำรวจจราจร กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาฯ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย กองทัพบก และกรมการขนส่งทางบก รวมกว่า 100 ราย เพื่อติดตามประเมินผลการดำเนินการแก้ไขปัญหารถแท็กซี่ที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศและการท่องเที่ยว จากสถิติในปี 2558 ที่ผ่านมา มีประชาชนร้องเรียนปัญหารถแท็กซี่ผ่านสายด่วนศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและเรื่องร้องเรียน กรมการขนส่งทางบก สายด่วน 1584 กว่า 43,000 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ถึงร้อยละ 50 และปัญหาที่ได้รับการร้องเรียนอับดับหนึ่ง คือ การปฏิเสธผู้โดยสาร มีมากถึง 22,000 ราย และยังมีพฤติกรรมอื่นๆ ที่ถูกร้องเรียนด้วย อาทิ แสดงกริยาวาจาไม่สุภาพ ขับรถประมาท ทิ้งผู้โดยสาร ปรับแต่งรถ หรือมิเตอร์ให้ค่าโดยสารเพิ่มขึ้นเกินจริง
พล.ต.อ.จักรทิพย์ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีมาตรการปฏิบัติร่วมกันคือการกวดขันจับกุมผู้กระทำผิดตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวทราบถึงวิธีการและขั้นตอนที่ถูกต้องในการโดยสารรถแท็กซี่ กรณีผู้ขับขี่รถแท็กซี่กระทำความผิดอาญา หรือทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ต้องถูกดำเนินคดีและเพิกถอนใบอนุญาตทันที จัดทำระบบเชื่อมโยงข้อมูลการจับกุมจากทุกหน่วยงานให้เป็นปัจจุบัน ตลอดจนติดตามผลการปฏิบัติของทุกหน่วยงานทุกวันที่ 5 ของเดือน โดยเริ่มตั้งแต่ 5 มีนาคม 2559 สำหรับการบูรณการปฏิบัติครั้งนี้ จะดำเนินการใน 6 พื้นที่ที่มีการร้องเรียนมากสุด คือ กรุงเทพมหานคร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ ดอนเมือง จังหวัดภูเก็ต พัทยา และเกาะสมุย
ด้านนายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบก ดำเนินการกวดขันจับกุมรถโดยสารสาธารณะที่กระทำความผิดมาโดยตลอดในพื้นที่ที่มีปัญหาทั้ง 6 แห่ง ได้กำหนดมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด และลงโทษผู้กระทำผิดในอัตราโทษสูงสุดทุกกรณี นอกจากนี้ได้ส่งตัวเข้าอบรมเพื่อสร้างจิตสำนึกการให้บริการทุกรายในเดือนเมษายน 2557 - ธันวาคม 2558 และมีการเพิกถอนใบอนุญาตผู้ขับขี่ไปแล้วจำนวน 4 ราย และสั่งพักห้ามใช้ใบอนุญาต 236 ราย



