ข่าว

จักรยานตามใจคนปั่นราคาดีมีออเดอร์ตลอด

จักรยานตามใจคนปั่นราคาดีมีออเดอร์ตลอด

03 ก.พ. 2559

จักรยานตามใจคนปั่นราคาดีมีออเดอร์ตลอด : คมคิดธุรกิจนิวเจน เรื่อง/ชาญยุทธ ปะวะขัง ภาพ/สุกล เกิดในมงคล

            “ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามภาพลักษณ์ของวงการจักรยาน สภาพเศรษฐกิจ รวมถึงการกีฬาที่เติบโต เราเองก็ได้รับการยอมรับมากขึ้น จากเมื่อก่อนคนขี่จักรยานยังน้อย ส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับเรา เดี๋ยวนี่้เรามีผลงานให้เห็น ไม่ว่าจะผลงานในสนาม บริการหลังการขาย อีกทั้งมีคนที่ต้องการจักรยานแบบนี้เยอะขึ้น” นี่เป็นคำตอบของ “ชิน” ชินธิป บุญโชคหิรัญเมธา เจ้าของ NICH CYCLING (นิช ไซคลิง) ผู้จำหน่ายและให้บริการชิ้นส่วนจักรยานประเภทแข่งขัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสือหมอบ” หลังจากใช้เวลาราว 5 ปี ในการเข็นธุรกิจสองล้อปั่น จนทุกวันนี้ใส่เกียร์เดินหน้ารับออเดอร์ทั้งในและต่างประเทศอย่างคึกคัก...

            ตามที่เจ้าตัวบอก หากย้อนไปในยุคที่ผู้คนไม่ค่อยสนใจยานพาหนะสองล้อใช้แรงคนขับเคลื่อน อย่าว่าแต่จะมีคนเปิดร้านขายเลย แค่รณรงค์ให้คนหันมาใช้ยังยาก บางครั้งจักรยานต้องอาศัยจังหวะเวลาที่ดี และเมื่อทุกอย่างลงตัวเหมือนวันนี้ เห็นภาพชัดเจนว่า ทุกชิ้นส่วนล้วนมีอนาคตสดใส เช่นเดียวกับ “นีช” ที่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยๆ ต่อเติมเต็มคัน!

            “จริงๆ จักรยานนี่่ผมขี่มาแต่เด็ก เสาร์อาทิตย์ชอบไปนั่งดูเขาทำอยู่ตามร้านจักรยานแถวบ้าน พอโตก็เลิกขี่ เพราะเป็นวัยรุ่น เฮฮาอยู่กับเพื่อนฝูง แล้วพอทำงานเป็นช่างภาพและนักเขียนอยู่นิตยสารท่องเที่ยวฉบับหนึ่ง ชีวิตแอดเวนเจอร์ตลอด ก็เริ่มมาขี่จักรยานไปทำงาน เพราะไม่ไกลจากบ้าน เริ่มหากลุ่มในสังคมออนไลน์ไปปั่นจักรยานกัน 7-8 ปีที่แล้วขี่จริงจังมากจนเป็นนักกีฬา เป็นจังหวะที่แต่งงานเริ่มสร้างฐานะ ก็เลยเริ่มหารายได้เสริม มีรับของมาขาย สักพักตัดสินใจทำสิ่งที่เราถนัดที่สุดคือสั่งเสื้อจักรยานจากเว็บอีเบย์ในราคาส่งมาขายในราคาบ้านเรา ก็ขายได้เรื่อยๆ สักพักรู้สึกว่าเราไม่มีเงินซื้อของแบรนด์อิมพอร์ตมากนัก ตอนนั้นล้อจักรยานคู่หนึ่งก็ 5-6 หมื่นแล้ว ตัวเลือกก็ไม่เยอะ คิดว่าคนที่รักการปั่นแบบเรามีอยู่แล้ว แต่สู้ราคาไม่ไหว จึงเริ่มเสาะหาส่วนประกอบมาทำล้อเอง สั่งจากโรงงานที่จีนและไต้หวันเป็นชิ้นๆ โดยตรงแล้วมาประกอบในเมืองไทยขายราคา 2 หมื่นกว่าแต่คุณภาพยังไม่เท่าแบรนด์นอกนะ พอใช้ได้” นักธุรกิจหนุ่มมองไกลวัย 35 ปี เล่าที่มาของชีวิตติดสองล้อก่อนจะก้าวมาเป็นผู้จำหน่าย

            ชิน บอกว่า ในวงการจักรยานแข่งขันคนที่มีเสือหมอบอยู่แล้วก็อยากได้ล้อที่ดีขึ้น เพื่อประสิทธิภาพไม่ใช่เพียงความสวยงาม ทำให้ “นิช” ค่อยๆ ได้รับการยอมรับ แต่กว่าที่แบรนด์จะเป็นที่สนใจ จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อปี 2011 ตอนตัดสินใจออกแบบและสั่งตัดเสื้อแข่งเองจากที่เคยรับสำเร็จรูปมา แล้วสร้างแบรนด์ “นิช (nich)” มาจาก “นิช มาร์เก็ต (niche market)” แปลว่า ตลาดเฉพาะกลุ่ม และส่วนหนึ่งมาจากชื่อตัวเอง “ชิน (chin)” เขียนกลับกันแล้วตัดตัว “e (อี)” ออก จากนั้นประมาณหนึ่งปีให้หลังก็สั่งเฟรมจักรยาน (ตัวโครง) เข้ามา ทำตามที่อยากได้และไม่เหมือนใคร ราคาไม่สูงมาก สั่งคละกันมาแบบแยกโรงงานผลิต ซึ่งทุกวันนี้้มีคอนเนกชั่นถึง 20- 30 โรงงานแล้ว

            น่าสนใจว่า ธุรกิจของเขาค่อยๆ พัฒนาขึ้นทุกวัน ในระยะเวลา 5 ปีตอนนี้มีความคล่องตัว มีโชว์รูมในซอยพัฒนาการ 20 สำหรับลูกค้าเข้ามาเลือกซื้อชิ้นส่วนจักรยานที่ชอบ มีรายละเอียดให้ลูกค้าศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ มีห้องทำสีอยู่ย่านบางกะปิ ซึ่งโมเดลธุรกิจจักรยานที่เขาคิดว่านั้น มีความแตกต่างจากร้านอื่นๆ แต่แรก ลูกค้าสามารถเลือกชิ้นส่วนเพื่อประกอบเป็นจักรยานตามชอบ มีสีให้เลือกค่อนข้างมาก หลายขนาด อุปกรณ์ครบ อะไหล่หลากหลาย ที่สำคัญคุณภาพสูง ทว่าราคาไม่ได้สูงตามเหมือนสินค้าอิมพอร์ต เพราะยังตรึงไว้สำหรับคนไทย

            “เราสรรหาอะไรให้ได้ ทำอะไรให้ได้บ้าง สินค้าพวกนี้เป็นแบรนด์ของเราเลย เราไปสั่งโรงงานรับผลิตตามสเปกที่เราต้องการ แล้วติดแบรนด์นีช เรื่องซื้อขายหรือบริการหลังการขายมีให้เท่าที่เราจะดูแลจักรยานเขาได้ ไม่ต้องเป็นกังวล สินค้าของเราก็ต้องมาแก้ที่เราไม่ใช่ปล่อยทิ้งลูกค้าให้ไปหาทางแก้ที่อื่น ตอนนี้ที่กำลังได้รับความนิยมเลยคือ เฟรมจักรยานเสือหมอบประเภท โรดไบค์ (road bike) และล้อคาร์บอน ถ้าเป็นตัวเฟรมมีทั้งคาร์บอนและอะลูมินัมเกรดคุณภาพสูง รวมทั้งล้อคาร์บอนกับล้ออะลูมินัม เหล่านี้เป็นสินค้าหลักของเรา ต้องขายได้ทุกอย่าง” เจ้าของแบรนด์นิช การันตีสินค้าพร้อมกับบอกว่า ถ้าสินค้าตรงใจคนซื้อเรื่องการขายก็ไม่ยาก สมมุติลูกค้าอยากซื้อจักรยานอย่างที่คิดไว้ เริ่มจากการพูดคุยถึงความต้องการ ขับขี่ลักษณะไหน งบประมาณเท่าไร แล้วจึงเลือกรุ่น สี และขนาด เสร็จสรรพจึงมีการสั่งชิ้นส่วนมาประกอบ ซึ่งจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับรุ่นของจักรยานนั้นๆ ถ้ามีของ 4-5 วันรับรถได้เลย แต่หากเป็นรุ่นที่ต้องสั่งชิ้นส่วนหลายวันหรือทำสีใหม่ก็อาจต้องรอคิวนาน 30 วัน

            ในแง่ของราคา นักธุรกิจหนุ่มเปิดเผยว่า วางตำแหน่งสินค้าอยู่ในระดับเกรดพรีเมียม ราคาจึงขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ผลิต เช่น ถ้าโครงอะลูมินัมราคาทั้งคันถูกสุดประมาณ 3-4 หมื่นบาท เฉพาะโครงก็ 1.7 หมื่นบาทแล้ว ส่วนโครงที่เป็นคาร์บอนมีอยู่ 3 รุ่น ราคาจะไต่ระดับ แพงสุดทั้งคันที่เคยขายคือประมาณ 2 แสนบาท ซึ่งหลักๆ แล้วเหมือนกับการขายเฟรมจักรยานแล้วก็มีชิ้นส่วนอื่นๆ เสริมเข้าไป

            “ถ้าเทียบราคาตลาดโลก เราเป็นสินค้าคุณภาพสูง แต่ราคาไม่แพง สมมุติในราคา 3.6 หมื่น ถ้าไปซื้อเฟรมอิมพอร์ตก็ได้แค่เฟรมเริ่มต้น แต่เฟรมของเราเป็นเฟรมระดับท็อป จุดเด่นของนิชคงอยู่ที่คุณภาพและราคาสมเหตุสมผลกับคนไทย คือไม่แพงมาก เป็นงานฝีมือ โดยเฉพาะตัวเฟรมยังใช้งานพ่นสีอยู่ไม่ใช่งานสติกเกอร์แบบโรงงาน และนี่ก็เป็นจุดแข็งเวลาเราส่งออก คนต่างประเทศดูออกว่านี่เป็นงานระดับแฮนด์เพ้นท์เหลืออยู่ไม่กี่ยี่ห้อที่ทำแบบนี้ เพราะค่าแรงก็แพง” เจ้าของจักรยานสั่งได้ แจกแจงและเผยด้วยว่า ชั่วโมงนี้นอกจากขายในประเทศยังเริ่มส่งออกไปสิงคโปร์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย คิดราคาแล้วของไทยถูกกว่ามากในคุณภาพพอๆ กัน

            ทั้งนี้ ชิน เปรียบเทียบตลาดจักรยานเกรดพรีเมียมในเมืองไทยเมื่อ 4-5 ปีก่อนกับปัจจุบันให้ฟังอย่างน่าสนใจว่า ช่วงที่ซบเซาคนเล่นเสือหมอบมีอยู่กลุ่มเล็กๆ เพราะราคาค่อนข้างแพง แต่เดี๋ยวนี้ราคาเริ่มผันแปร ส่วนหนึ่งเกิดจากความนิยมที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งตลาดโลกก็โตขึ้น มีการแข่งขันราคา ทำให้ราคาเฉลี่ยต่ำลง ช่วงแรกๆ นิชขายค่อนข้างยาก ต้องอาศัยการทำตลาดแบบปากต่อปาก และเน้นขายออนไลน์ เนื่องจากไม่มีงบซื้อโฆษณา สำคัญว่าผลงานจากการแข่งขันรายการต่างๆ ที่ทีมนิชลงแข่งส่งผลต่อการยอมรับแบรนด์โดยตรง มาวันนี้การทำตลาดง่ายขึ้น การจะสื่อสารสินค้าออกไปลูกค้าจะคลิกเร็ว ส่วนหนึ่งเคยรู้จักนิชมาบ้างแล้ว

            ปัจจัยบวกหลายด้านดูเหมือนว่าจะช่วยดันให้ธุรกิจไหลลื่นดี แต่แล้วเรื่องอมตะอย่าง “ราคา” ยังตามมาฉุดรั้งอยู่บ้าง เพราะลูกค้าบางรายตั้งข้อสงสัยว่าสินค้าไทยทำไมแพง ชิน ระบุว่า อยู่ที่การนำไปเปรียบเทียบกับอะไร หากเป็นแบรนด์นอกคงต้องเปรียบเทียบกับตัวท็อป ไม่ใช่นำตัวท็อปของนิชไปเปรียบเทียบกับตัวล่างสุดของแบรนด์นอกในราคาเท่ากัน ซึ่งเทียบกันไม่ได้เพราะนิชทำแต่รถคุณภาพสูงเพื่อตั้งราคาที่สมเหตุสมผล เพื่อให้มีกำไรสามารถนำมาพัฒนาธุรกิจต่อไป

            “ถ้าคุณถามว่า ทำไมสินค้าไทยบางเจ้าขายถูกกว่า เพราะเราไม่ได้สักแต่ว่าจะทำของถูกๆ ออกมาขายปริมาณเยอะๆ เพื่อเอากำไรนิดๆ หน่อยๆ เราไม่ได้มองตลาดตรงนั้น แต่มองตลาดคุณภาพจริงๆ ทุกวันนี้นิชขายได้เรียกว่าเป็นชิ้นดีกว่า อย่างน้อยเดือนละ 30 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นเฟรม ล้อ แฮนด์ ฯลฯ บางคนไม่ได้ซื้อทั้งคัน กลุ่มคนไม่ใช่เฉพาะนักแข่ง แต่เป็นคนที่อยากออกกำลังกายด้วยจักรยานจริงจังกันมากขึ้น ยอมจ่ายเพื่อสุขภาพ” นักธุรกิจหนุ่มเผย พร้อมกับยอมรับว่า อีกหนึ่งปัญหาใหญ่คงต้องยกให้เรื่องการผลิตที่ต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด จึงต้องใช้เวลาพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ อย่างงานทำสีหรืองานคาร์บอนในเมืองไทยยังไม่เป็นที่นิยมจึงไม่มีองค์ความรู้ ช่วงที่กำลังเรียนรู้งานคันหนึ่งใช้เวลาทำสีนานถึง 6 เดือนก็มี

            “จริงๆ บ้านเราเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนจักรยานระดับต้นๆ ของโลก แต่เป็นจักรยานแม่บ้าน ขณะที่จักรยานแข่งขันเกรดไฮเอนด์แทบไม่มี จะทำกันมากทางไต้หวัน โนฮาวน์จึงมาจากไต้หวันค่อนข้างเยอะ ตอนนี้คู่แข่งที่ทำสินค้าในระดับเดียวกันในเมืองไทยก็พอมีบ้าง แต่เราไม่ได้มองว่าเขาเป็นคู่แข่ง เป็นลักษณะช่วยกันทำตลาดให้ได้รับการยอมรับมากกว่า เท่าที่ดูก็แข่งกันดุเดือดมาปีสองปีแล้ว ทำให้รายได้กระจายกันออกไป เกิดการเปรียบเทียบราคาอยู่บ้าง สิ่งที่เป็นจุดแข็งของเราคือ นำเสนอเรื่องคุณภาพ ตรึงราคาไว้ ไม่ได้มองว่าต้องลงไปตีกับใคร” ชินธิป อธิบาย

            ในอนาคต พ่อค้าจักรยานตามใจคนปั่นเปิดเผยว่า อาจจะจับกลุ่มผู้ใช้จักรยานทั่วไปมากขึ้น เพืิ่อเพิ่มช่องทางการขาย และเป้าหมายต่อไปคือการมองตลาดสากล เริ่มจากกลุ่มอาเซียน เพราะง่ายต่อการติดต่อสื่อสาร การขนส่ง ขณะที่ตลาดแถบยุโรปมีโอกาสเติบโตสูง เพราะเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยยึดติดกับแบรนด์แต่จะเน้นที่คุณภาพเป็นสำคัญ...

            เถ้าแก่น้อยควรใส่ใจ... “ไม่ใช่ทุกคนที่อยากมายืนในจุดนี้ มันไม่สบาย มันไม่มีเวลาพัก ทุกวันนี้มีคำคมตามสื่อต่างๆ ออกมา อยากเป็นนายตัวเองต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ ถ้าเราเป็นทีมงานไม่ใช่เจ้าของ ถ้ามีความสุขกับมันก็ทำไป แต่ถ้าคุณรับตรงนี้ไม่ได้ อยากทำอะไรตามไอเดียของตัวเอง ก็อยากให้เริ่มทำในสิ่งที่ตัวเองชอบก่อน ถามตัวเองว่า พร้อมยอมรับความลำบาก อดทนได้ไหม ไอเดียเราดีพอที่จะทำได้จริงหรือไม่ ถ้าคิดว่าทำได้แน่ ได้ศึกษาจริงจังหรือยัง คนไม่ประสบความสำเร็จก็มีเยอะ นั่นคือความไม่รอบคอบ เพราะฉะนั้นต้องรอบคอบและรักมัน อย่างผมก้าวผ่านจุดนี้มาได้ก็เพราะรักที่จะทำ ตื่นมามีความสุขที่ได้ทำ ธุรกิจนี้เหมือนเริ่มที่จะเทกออฟ สร้างปีก สร้างเครื่องเรียบร้อยแล้วพร้อมบิน...”