
ผกก.ทุ่งสองห้องเปิดใจย้ำทำทุกเรื่องถูกกฎหมาย
ผกก.ทุ่งสองห้องเปิดใจทุกกรณี-ย้ำทำทุกเรื่องถูกกฎหมาย อยากให้เรื่องจบและทำงานดีกว่ามาต่อสู้ ผบก.น.2 ระบุผกก.ทุ่งสองห้องเคยโทรปรึกษาคดียึดรถและยืนยันไม่เคยกดดัน
ที่สน.ทุ่งสองห้อง เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ชาวบ้านจากชุมชนต่างๆ ในพื้นที่เขตหลักสี่จำนวนกว่า 30 คน ได้มารวมตัวกันพร้อมนำช่อดอกไม้ ดอกกุหลาบมามอบให้กำลังใจพ.ต.อ.เติมเผ่า สิริภูบาล ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง ภายหลังจากที่มีกลุ่มออกมาต่อต้านการปฏิบัติหน้าที่และขอให้ย้ายพ.ต.อ.เติมเผ่าออกจากพื้นที่
พ.ต.อ.เติมเผ่า กล่าวว่า ทางพล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น.2 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา มีความยึดมั่นในอุดมการณ์การทำงานปกป้องคนทำงานคนทำดี ไม่อิงไปตามกระแสที่มีคนมาโจมตีใส่ร้าย และขอขอบคุณผู้มาให้กำลังใจ เพราะทุกคนรู้ดีว่าในพื้นที่ใครทำดีใครทำไม่ดี เป็นเรื่องไม่ชอบใจตัวบุคคลไม่สามารถกดดันผมได้ก็ออกมาทำอะไรอย่างที่เห็นกันอยู่ แต่ก็ถือว่าไม่เป็นไร เพราะตนเป็นตำรวจ มีอุดมการณ์ตลอดว่าเราไม่เคยทะเลาะกับกต.ตร.
“กต.ตร.ทุกคนที่ทำงานกับผม ผมก็ดีด้วย แต่ถ้าคนไหนที่มีความรู้สึกไม่ดีกับเราแล้วจะมากดดันทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือมาเคลื่อนไหว เพื่อหวังประโยชน์ทางการเมืองหรืออะไรก็ตามผมก็ไม่แน่ใจ ไม่ขอพูด ผมไม่เคยมีปัญหากับกต.ตร. เพราะกต.ตร.เป็นคนที่คอยช่วยตำรวจ ถ้าผมไปทะเลากับกต.ตร.แล้วใครจะช่วยตำรวจ” พ.ต.อ.เติมเผ่า ระบุ
พ.ต.อ.เติมเผ่า กล่าวต่อว่า ตนพร้อมจะชี้แจงทั้ง 3 ประเด็นที่ถูกกล่าวหา เรื่องแรกถูกกล่าวหาว่าผมหักเบี้ยเลี้ยงลูกน้อง ในเรื่องนี้มีปัญหามานานแล้ว พูดกันมา 3-4 เดือน คือด่านมั่นคงก็จะมีเบี้ยเลี้ยงให้ลูกน้อง ตนถูกผู้บังคับบัญชาสั่งมาให้ไปดูแลเบี้ยเลี้ยงของลูกน้องด้วย จะมีเงินให้หรือไม่ให้ก็ไม่รู้ ตนก็ต้องไปพูด ไปจัดการเรื่องเบี้ยเลี้ยงให้ลูกน้องมีข้าวกินมาโดยตลอด พอเสร็จเรียบร้อยก็มีเงินเบี้ยเลี้ยงออกมาก้อนหนึ่ง ก็เข้าไปดำเนินการชดใช้ให้กับผู้ที่ดูแลตรงนั้น เขาก็บอกกลับมาว่าโอเค ไม่เป็นไรผู้กำกับ เงินตรงนี้เดี๋ยวผู้กำกับเอาเงินกลับไปจัดการบริหาร
“มันมีบางส่วนผมเป็นคนพูดตรงๆ ไม่โกหกอยู่แล้ว ไม่สนใจหรอกเงินแค่นี้ ผมก็นำเงินไปบริหารจะอย่างไรก็ได้ ซึ่งตอนนั้นเงินออกมาแค่ไม่กี่เดือน แต่ระยะเวลาที่ลูกน้องผมกินข้าวไป หรือคนอื่นกินข้าวไปอีก 2-3 เดือน ก็ต้องไปเอาข้าวของคนอื่นมาอีก ซึ่งคนแรกๆ ไม่ช่วยเหลือแล้ว ผมต้องเอาเงินก้อนนี้ไปให้ เพราะผมไม่มีเงิน ถูกไหม ผมต้องดูแลลูกน้องมื้อละ 3,000 บาท แล้วผมจะไปเอาเงินที่ไหน ดีที่มีคนช่วยเหลือมาในรอบแรก ก็นำเงินให้เขาไป เมื่อมีปัญหาร้องเรียนขึ้นมาผู้บังคับบัญชาก็สั่งให้หยุด ก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก เพราะผมต้องมารับผิดชอบเงินให้ลูกน้องมื้อละ 3,000 บาท วันหนึ่ง 9,000 บาท ผมก็ต้องบากหน้าไปขอ” พ.ต.อ.เติมเผ่าระบุ
พ.ต.อ. เติมเผ่า กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาเขาฟังเพียงเด็กคนหนึ่งซึ่งเด็กอาจจะไม่ได้คิดอะไร หลังจากนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย โดยได้ไปบอกกับทางร้านเนื่องจากเห็นว่าปกติทางร้านส่งอยู่ 30-40 กล่อง แต่เด็กมีแค่ 10 คน ก็เลยไปสั่งลดจำนวนข้าวกล่องลง ตนยอมรับว่าเกิดความผิดพลาด เพราะไม่ได้ดูค่าอาหาร ข้าวมา 30 กล่องปริมาณอาหารมันเยอะ แต่เมื่อลดจำนวนลงข้าวที่เขาส่งมาให้ก็ลดไปด้วย ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดที่ไม่ได้ดูปริมาณอาหาร แต่ดีที่เด็กมาบอกตนว่า 50 บาทมีปริมาณอาหารแค่นี้หรือ ตนก็ยอมรับและไปต่อว่ากับทางร้าน สิ่งที่ผิดตนก็พร้อมยอมรับ ไม่เคยมาโต้แย้ง ก็จบกันไปเรื่องนี้แต่ก็คงยังนำมาพูดกันเหมือนเดิม
พ.ต.อ.เติมเผ่า กล่าวชี้แจงต่อว่า ประเด็นที่สองเรื่องเบี้ยเลี้ยงสวัสดิการลูกน้องและเงินค่าพัสดุ ตนไม่อยากจะพูดคนในเป็นคนไปบอกข้อมูล เรื่องมีอยู่ว่าเงินโอทีจะให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติหน้าที่ธุรการแล้วไม่มีเงินประจำตำแหน่ง ก็จะเบิกให้กับเขาซึ่งมีอยู่ประมาณ 10 คน หลังจากนั้นก็มีคนมาร้องเรียน บอกว่าเงินก้อนนี้เบิกให้กับตำรวจที่ทำหน้าที่ธุรการไม่ได้ต้องเบิกให้กับชุดพนักงานสอบสวน แล้วจะทำอย่างไร หลักปฏิบัติก็ทำกันมานานแล้ว ตนจะทำให้ได้ไหม ตนก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีคนร้องเรียนขึ้นมา ตนก็ไม่ได้ทำแต่ได้สั่งการกับลูกน้องว่า คนที่ไม่มีเงินประจำตำแหน่งเดือนกุมภาพันธ์ให้คุณมาทำงานจะออกคำสั่งให้ โดยมาทำงานให้คนที่ร้องเรียนเห็น ตนจะได้เซ็นเบิกให้ได้ หลังจากนั้นก็มีคนมาทำเรื่องเบิกพัสดุว่าเงินพัสดุกำลังจะหมดแล้ว ก็ไปเอาเงินโอทีของลูกน้องจะมาเบิกเป็นค่าพัสดุ ตอบให้หน่อยสิครับ คิดกันดูนะว่าผมไม่เบิกเงินโอทีให้ลูกน้อง แล้วจะให้ผมเอาเงินโอทีมาเบิกเป็นเงินค่าพัสดุอีก แล้วคนที่ไม่ได้โอทีเขาจะคิดอย่างไร ก็โดนโจมตีว่าผู้กำกับอมเงิน ไม่ยอมเบิกค่าโอทีให้ ตนก็เลยบอกให้ไปหาเงินจากส่วนอื่นที่จะเบิกได้ หลังจากนั้นเขาก็หายไป
พ.ต.อ.เติมเผ่า กล่าวอีกด้วยว่า ประเด็นที่สามก็พูดไปหลายครั้งแล้วเรื่องรถ เจ้าของกรรมสิทธิ์กับผู้ครอบครองมีสิทธิ์จะมาขอคืน แต่หากมีการโต้งแย้งกันก็ต้องรอศาลสั่ง ในตอนแรกลิสซิ่งก็สงสารผู้ครอบครองรถไม่อยากดำเนินคดี เพราะบางส่วนผู้ครอบครองรถจะมี 3 เดือน 6 เดือน ก็อยากจะเจรจา แต่ก็มีคนมาล้มโต๊ะ มีคนมากดดันทำให้เกิดปัญหา ทางลิสซิ่งซึ่งถือว่าเขาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ก็ได้ดำเนินการตามกฎหมายเข้ามาแจ้งความ เรื่องนี้ก็ต้องว่ากันไป
"ผมผิดหรือครับ ผมเข้าข้างลิสซิ่งหรือครับ จะไปเข้าข้างลิสซิ่งทำไม เขาไม่ได้ร้องเรียนผม ตอนแรกลิสซิ่งไม่ได้ฟ้องแพ่งผม แต่ตอนนี้ล่าสุดผมโดนไฟแนนซ์ฟ้องแพ่งอยู่ จากอีกฝ่ายหนึ่ง ผมและพนักงานสอบสวนที่เสียชีวิตก็โดนฟ้องแพ่งเหมือนกันกับผม ตอบคำถามผมได้ไหมครับว่าผมเข้าข้างลิสซิ่งหรือยึดหลักการ ผมยึดตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาอย่างเดียวว่าในเมื่อเราทำถูกกฎหมายเราก็ต้องทำ ใครจะมาทำอะไรเรา เราก็ไม่สนใจ เขาอาจจะใช้โอกาสก็เรื่องของเขา อยากฝากว่าให้ดูพฤติการณ์กันต่อไป ผมก็ไม่อยากจะพูดถึง ก็อยากจะขอให้จบลงตรงนี้ทุกอย่าง เพราะผมก็ต้องทำงานดีกว่าต้องมาต่อสู้ และเครียดกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ผมเอง ผมถือว่าผมทำดี ผมถึงไม่กลัวใคร ใครไม่สามารถมากดดันผมได้ ถ้าเป็นคนที่ทำไม่ถูกต้อง แต่ถ้าคนทำถูกต้องผมยินดีรับใช้” พ.ต.อ.เติมเผ่า กล่าว
นอกจากนี้พ.ต.อ.เติมเผ่ายังเปิดเผยกับสื่อมวลชนถึงปมเหตุที่ทำให้ร.ต.อ.ทวี หมื่นรักษ์ ใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเสียชีวิตว่า ปมเหตุหลักคงไม่ได้มาจากเรื่องการทำคดียึดรถจำนำจำนวน 204 คัน ที่มีการกล่าวหาว่าตนไปเร่งรัดคดี เพราะก่อนที่จะเกิดเหตุไม่ได้พบหรือได้พูดคุยกับร.ต.อ.ทวีมาประมาณ 5 วันแล้ว ดังนั้นหากจะกล่าวหาว่าตนไปเร่งรัดคดีกดดันจนเป็นเหตุให้ร.ต.อ.ทวี เสียชีวิตนั้นคงไม่ใช่ และเพิ่งทราบจากตำรวจสืบสวนว่าก่อนเกิดเหตุ 1 วัน ทางพนักงานสอบสวนที่ทำคดีฉ้อโกงเงินจำนวน 2 ล้านบาทคนเก่า จะมีการโอนคดีมาให้ร.ต.อ.ทวีดำเนินการต่อ และในคืนนั้นได้มีการพูดคุยกันจนถึงตีสอง
ที่บ้านทรงไทยแจ้งวัฒนะ เมื่อเวลา 12.30 น. นายสิระ เจนจาคะ ประธานกต.ตร. สน. ทุ่งสองห้อง พร้อม ด้วยชายคนหนึ่งซึ่งอ้างว่าเป็นเพื่อนของ ร.ต.อ. ทวี ร่วมแถลงข่าว กรณีขอให้ย้ายพ.ต.อ.เติมเผ่า โดยนายสิระ เปิดเผยว่า วันนี้ได้นำพยานคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของ ร.ต.อ.ทวี มาเปิดเผย
ผบก.น.2 ระบุผกก.ทุ่งสองห้องเคยโทรปรึกษา
ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต เมื่อเวลา 14.30 น. พล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น.2 เป็นประธานประชุมประจำปี สน.ทุ่งสองห้อง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจของสน.ทุ่งสองห้องร่วมประชุม พล.ต.ต.เจริญ เปิดเผยถึง กรณีที่มีกระแสข่าวการล่ารายชื่อตำรวจที่จะขอให้พิจรณาย้ายผกก.สน.ทุ่งสองห้องออกนอกพื้นที่ ว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานดังกล่าว
และยังไม่ได้รับรายงานเรื่องการฆ่าตัวตายของร.ต.อ.ทวี ส่วนเอกสารหรือข้อมูลที่นายสิระจะนำมามอบนั้น ตนก็จะรับไว้เพื่อส่งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป ในส่วนกรณีการตรวจสอบคดียึดรถ จำนวน 204 คัน นั้นเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั้งสองฝ่ายที่มีการโต้แย้งกันในคดีดังกล่าว ซึ่งได้มีการส่งฟ้องไปแล้วบางส่วนแต่การคืนรถยังมีการโต้แย้งกรรมสิทธิ์กัน เพราะลิสซิ่งแจ้งมาว่าบางคันมีการถูกยักยอกมา ทำให้พนักงานสอบสวนต้องระงับการคืนรถไว้ก่อน
“ทั้งนี้ผกก.เคยโทรศัพท์มาปรึกษาผมในการทำคดีดังกล่าว เพราะเกิดความกดดันในการทำงานและผกก.ยืนยันว่าไม่เคยกดดันผู้ใต้บังคับบัญชา ขณะเดียวกันผมได้แต่งตั้งพ.ต.อ.กิตภัท เพ็งรุ่ง รองผบก.น.2 ที่ดูแลงานสอบสวนหาข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวให้กระจ่าง โดยยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งนี้ตามกำหนดการเดิม สน.ทุ่งสองห้องจัดการประชุมมอบนโยบายประจำปีที่ห้องประชุมสัจจา 1 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต เป็นประจำอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดกรณีร.ต.อ.ทวียิงตัวดับ ผมจึงเดินมางมาร่วมพูดคุย ซักถามถึงปัญหาต่างในการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาว่ามีอุปสรรคใดๆหรือไม่ พร้อมให้กำลังใจในการทำงานอีกด้วย” พล.ต.ต.เจริญ ระบุ



