
16ส.ว.ลุ้นประธานวุฒิจ่อส่งศาลรธน.ศุกร์นี้
16 ส.ว.ลุ้นระทึก ประธานวุฒิจ่อส่งเรื่องศาล รธน.ศุกร์นี้ ชี้ข้อเสนอ กก.สมานฉันท์ ยุติที่รัฐสภา อภิวันท์ โยนรัฐบาลเสนอเป็นญัตติถกในสมัยประชุมนี้ สดศรี ระบุ กกต.ให้ขยายเวลา 44 ส.ส.ถือหุ้นออกไปอีก 15 วัน พร้อมให้เวลา"วิสุทธิ์" ร่วมพิจารณา เชื่อไม่มี 2 ม
นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงความคืบหน้าในการส่งเรื่อง 16 ส.ว.ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้มูลให้พ้นสมาชิกภาพเนื่องจากถือหุ้นที่ได้รับสัมปทานจากรัฐว่า ในวันที่ 31 ก.ค.จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกรณีของนายสุรเดช รัฐิติเจริญ ส.ว.ปราจีนบุรี ที่กกต. ชี้มูลมาก่อนหน้านี้ ว่าขาดสมาชิกภาพไปพร้อมกันด้วย
เมื่อถามถึงกรณีนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) โยนเรื่องรายงานของคณะกรรมการสมาฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีข้อเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในระยะสั้น 6 ประเด็นให้สภาพิจารณา นายประสพสุข กล่าวว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเริ่มให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้พิจารณาก่อน เพราะประเด็นปัญหาที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ตรงนั้น หากสภาพิจารณาแล้วมีความเห็นเป็นอย่างไร ก็ส่งต่อมายังวุฒิสภา และหากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องเป็นการประชุมร่วมกันสองสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากจะมีการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 3 หรือ ส.ส.ร.3 จะมีขึ้นได้ต้องเริ่มจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน
ด้านพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาคนที่ 2 กล่าวว่า รัฐสภาไม่ได้นิ่งนอนใจในรายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ แต่กระบวนการในเรื่องนี้ต้องเริ่มต้นที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลทำการพิจารณาและเสนอมายังสภาฯ ส่วนสภานั้นมีหน้าที่รับเรื่องและบรรจุเป็นญัตติเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมเพื่อพิจารณาต่อไป ซึ่งเชื่อว่าจะได้พิจารณาในสมัยการประชุมนี้ เมื่อถึงเวลานั้นสมาชิกทุกคนสามารถแสดงความเห็นได้ว่าเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร และมีเอกสิทธิ์ในการลงมติในแต่ประเด็น
"สดศรี"ชี้เหตุขยายเวลา 44 ส.ส.รอเอกสารตลท.-ให้เวลาวิศุทธิ์
นาง สดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงการพิจารณาสมาชิกภาพของ 44 ส.ส. ที่อาจกระทำการต้องห้ามมาตรา 48 ประกอบ มาตรา 265 ( 2 ) ( 4 ) ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากถือหุ้นในกิจการสื่อและหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานรัฐ ว่า เรื่องดังกล่าว ได้มีอยู่ในวาระการประชุมแล้ว ซึ่งทางคณะอนุกรรมการไต่สวนได้ขอขยายเวลา ออกไปอีก 15 วัน ทั้งนี้คิดว่ากกต.น่าจะให้เวลาในการขยายเวลาเป็นครั้งสุดท้าย เนื่องจากพบว่ายังมีหุ้นของบริษัทหลายตัวที่ไม่ตรงกับหุ้นในที่ กกต.เคยวินิจฉัยไปก่อนหน้านี้ ซึ่งคณะอนุกรรมการต้องรอเอกสารจากตลาดหลักทรัพย์ก่อน นอกจากนี้ ยังต้องให้เวลากับนาย วิสุทธิ์ โพธิแท่น ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง กกต. ได้อ่านรายละเอียดก่อน เพราะนายวิสุทธิ์จะต้องร่วมวินิจฉัยด้วย เมื่อท่านเข้ามาทำหน้าที่ กกต. ก็ต้องมีส่วนร่วมในงานของ กกต.ทุกส่วน ซึ่งคิดว่าจะไม่เป็นปัญหา เพราะโดยปกติท่านมีนักกฎหมายคอยช่วยในการให้ความเห็นอยู่แล้ว คิดว่าจะไม่มีสองมาตรฐานเกิดขึ้น
“ การที่ขอขยายเวลาแล้วขยายเวลาอีก ไม่ได้เป็นการประวิงเวลา แต่คณะอนุกรรมการฯก็มีกรรมการบางคนอาจไม่ชำนาญเรื่องหุ้น อีกทั้งข้อมูลของ 44 ส.ส.ก็มีเป็นจำนวนมาก ดังนั้น คงต้องให้เวลา ในการพิจารณารายละเอียดเพื่อความรอบคอบ และทางคณะอนุกรรมการฯควรจะแยกประเภทของหุ้นว่า ส.ส.คนไหนถือหุ้นของบริษัทอะไร ลักษณะไหน ให้ชัดเจนเหมือนอย่างที่กกต.ได้เคยพิจารณากลุ่มของส.ว.และส.ส.ในส่วนของพรรประชาธิปัตย์ไปแล้ว ” นางสดศรี กล่าวและว่า หากรายละเอียดชัดไม่ต้องกลับไปทำใหม่ เพราะ กกต.ทำงานอย่างรวดเร็วอยู่แล้ว และเมื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ก็หมดหน้าที่ของ กกต.
"สดศรี"แย้มอาจมีการสับเปลี่ยนงาน 5 กกต.
นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงการเข้ามาทำงานของนายวิสุทธิ์ โพธิแท่น กกต.คนใหม่ ว่า นายวิสุทธิ์เป็นคนที่มีประสบการณ์สูง มีความละเอียดลออ น่าจะช่วยงานกกต.ได้เป็นอย่างดี เพราะงานกกต.จะต้องอาศัยทั้งหลักรัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ในการพิจารณา
เมื่อถามว่าจะมีการปรับเปลี่ยนหน้าที่ของ กกต.ใหม่หรือไม่ นางสดศรี กล่าวว่า อาจ จะมีการพูดคุยกัน และคงพูดคุยกันหลายเรื่องในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงาน กกต. โดยนายวิสุทธิ์อาจเข้ามาดูงานด้านกิจการการมีส่วนร่วมแทนตำแหน่งของนายสุเมธ อุปนิสากร ที่หมดวาระไป แต่ทั้งนี้ อาจจะมีการเปิดโอกาสให้นายวิสุทธิ์เลือกว่าจะดูแลงานด้านไหน ซึ่งตนคิดว่าไม่มีปัญหาในการทำงานร่วมกัน เพราะเราทำงานด้วยความสามัคคีกันอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับงานด้านกิจการพรรคการเมืองที่ตนเองดูแลอยู่นั้น ขณะนี้กำลังเป็นประเด็นร้อนแต่หลังจากนี้ เมื่องานต่างๆลงตัวก็อาจจะขอไปดูงานส่วนอื่นแทน แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับที่ประชุม กกต.ว่าจะมีความเห็นว่าอย่างไร
“ ส่วนตัวเคยมีความคิดว่ากกต.ทั้ง 5 คนน่าจะผลัดเปลี่ยนงานกันได้ เพราะงานที่หนักขณะนี้คืองานด้านสืบสวนสอบสวน อาจจะมีการเปลี่ยนงานกันในวันข้างหน้า ส่วนงานด้านบริหารสำนักงานที่นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.ดูแลอยู่นั้น อาจมีการหารือกันว่าจะให้ประธาน กกต. เปลี่ยนมาดูด้านอื่นหรือไม่ เพราะไม่ใช่อยู่กันไปเรื่อยๆ แบบนี้ อาจผลัดเปลี่ยนงานกันไปได้ สุดท้ายก็แล้วแต่ที่ประชุมต่อไป ” นางสดศรี กล่าว
เมื่อถามว่า ในส่วนตำแหน่งของประธาน กกต .นั้นจะสลับสับเปลี่ยนกันบ้างหรือไม่ นางสดศรี กล่าวว่า ตำแหน่งประธานนั้นอาศัยทั้งหลักรัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ในการพิจารณา หากนายอภิชาติ รู้สึกเบื่อ จะเปลี่ยนให้คนอื่นทำก็ได้ ซึ่งก็ต้องแล้วแต่เจตจำนงของนายอภิชาตเอง กกต.คนอื่นคงไม่มีความเห็นว่าท่านจะต้องเปลี่ยนตำแหน่งหรือไม่ ส่วนตัวไม่เคยมีความคิดเป็นประธานกกต.เพราะอยู่อย่างนี้ก็สบายอยู่แล้ว



