ข่าว

ดินแดนเสรีภาพแห่งนี้ใครครอง

ดินแดนเสรีภาพแห่งนี้ใครครอง

31 ม.ค. 2559

ดินแดนเสรีภาพแห่งนี้ใครครอง : ปิดโลกวันอาทิตย์ โดยบุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

            ยายไฮ ขันจันทา ที่ยืนหยัดต่อต้านการสร้างเขื่อนห้วยละห้า ที่บ้านโนนตาล ต.นาตาล อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี นานมาราธอนถึง 27 ปี คงจะชิดซ้ายไปเลย เมื่อเทียบกับ นางคอนเซบซิโอน หรือคอนนี หรือคอนชิตา พิคซิโออ็อตโต ผู้สร้างสถิติปักหลักประท้วงอย่างสงบที่สวนสาธารณะลาฟาแย็ตต์ หน้าทำเนียบขาวนานที่สุดในแดนดินถิ่นอินทรีถึง 32 ปี จวบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต ที่เพิ่งหลุดลอยไปด้วยความเหนื่อยล้าเมื่อวันจันทร์ที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมานี้เอง ที่บ้านพักสำหรับผู้หญิงจรจัดในกรุงวอชิงตัน ด้วยวัยราวปลาย 70 หรือต้น 80 ปี

            “ทุกๆ คืนเธอจะปักหลักอยู่ที่นี่ตลอดทั้งคืน โดยไม่ออกไปไหน ไม่ว่าอากาศจะร้อน จะหนาว ฝนจะตก แดดจะออก มีลูกเห็บ หรือหิมะจะซัดกระหน่ำหนักหน่วงแค่ไหน เธอก็ปักหลักอยู่โดยไม่ย้ายไปไหน” แม็ตต์ รูสซิลโล หนึ่งในผู้ร่วมประท้วงเผย ก่อนจะเสริมว่า “เธอเป็นแบบอย่างของสันติภาพ คนทั่วทุกมุมโลกต่างรู้จักเธอ คอนนีเป็นเสียงเงียบที่ทรงพลังที่หาใครมาเหมือนได้ยากมาก"

            จากเต็นท์เล็กๆ ของเธอในสวนสาธารณะลาฟาแย็ตต์ ทางตอนเหนือของทำเนียบขาว ถือเป็นทำเลทองที่สามารถมองเห็นทั้งนักท่องเที่ยวและผู้บริหารของประธานาธิบดีไปๆ มาๆ ตลอดเวลา ข้างเต็นท์นั้นมีสัญลักษณ์มือที่ระบายสีเอง พร้อมข้อความว่า “อยู่กับระเบิด..ตายกับระเบิด” แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 30 ปี แต่คอนนีก็ไม่เคยละทิ้งอุดมการณ์อันแน่วแน่และจุดยืนที่มั่นคง เธอยังคงเดินแจกใบปลิวให้คนที่เดินผ่านไปมา และยังกระตือรือร้นที่จะเล่าเรื่องการต่อสู้กับรัฐบาลวอชิงตันให้คนแปลกหน้าฟัง พร้อมกับเตือนถึงอันตรายจากระเบิดนิวเคลียร์ ก่อนจะตบท้ายด้วยการเรียกร้องให้คนที่เดินผ่านไปมาช่วยกันต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์และความรุนแรงต่อเด็ก เธอจึงเป็นที่รักใคร่ของนักเคลื่อนไหวร่วมอุดมการณ์

            แต่คนที่มีความเห็นตรงกันข้ามกลับมักจะทำท่าหงุดหงิดใส่ หรือหัวเราะเยาะกับเป้าหมายการประท้วงของเธอ ที่แสนจะไร้สาระและเลื่อนลอย หรือที่ร้ายที่สุดอาจจะพาลพาโลถึงขั้นทำร้ายด้วยกำลัง ดังคราวที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช สั่งกรีธาทัพใหญ่บุกอิรัก คนที่เกลียดเธอเข้ากระดูกถึงกับแอบจุดไฟเผาเต็นท์ที่เธอพักอยู่ คอนนีได้แต่รีบดับไฟอย่างเงียบๆ โดยไม่ร้องโวยวายว่าถูกใครกลั่นแกล้ง เพราะไม่อยากให้เป็นจุดสนใจของใคร ได้แต่ก้มหน้าก้มตาสร้างเต็นท์หลังใหม่ขึ้นมาเอง และยังคงไว้ซึ่งอารมณ์ขันเหลือเฟือ โดยเรียกประธานาธิบดีทุกคนว่าเป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงมากที่สุด ไม่ว่าเพื่อนบ้านจะร้ายกาจสักเพียงใดก็ตาม

            จากประวัติส่วนตัวที่เธอโพสต์ในออนไลน์พูดสั้นๆ เพียงแค่ว่า เกิดที่สเปน และอพยพมาที่นิวยอร์กเมื่อราวปี 2503 ตอนที่มีอายุ 18 ปี โดยได้งานทำเป็นพนักงานต้อนรับที่สำนักเศรษฐกิจและการพาณิชย์ของสถานทูตสเปน ช่วงนั้นเธอได้พบรักกับหนุ่มอิตาลีคนหนึ่ง ถึงขั้นตัดสินใจแต่งงานกันเมื่อปี 2512 และได้รับทาริกาน้อยผู้หนึ่งมาเป็นลูกบุญธรรม อย่างไรก็ดี ชีวิตแต่งงานไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่น สุดท้ายก็หย่าร้างกัน และต่างแย่งสิทธิในการเลี้ยงดูบุตรสาวบุญธรรม ซึ่งเธอมารู้ภายหลังว่า กระบวนการรับเลี้ยงดูนั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และสามีได้ลักพาตัวเด็กหญิงผู้นั้นไปเลี้ยงดูเอง คอนนี่ปักใจเชื่อว่า เธอเป็นเหยื่อของการสมคบคิดระหว่างแพทย์ ทนายความและเจ้าหน้าที่รัฐ

            ด้วยความผิดหวังเธอย้ายไปอยู่ที่กรุงวอชิงตัน แล้วได้พบกับวิลเลียม โทมัส ที่ยึดสวนสาธารณะฝั่งถนนเพนซิลเวเนีย ตรงข้ามกับทำเนียบขาว เป็นบ้านตั้งแต่ปี 2521 โดยโทมัสให้นิยามตัวเองว่า เป็นคนเร่ร่อน เป็นนักปรัชญาและนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพ คอนนี่ตัดสินใจเข้าร่วมการประท้วงกับเขาเมื่อปี 2524 ด้วยความผิดหวังที่ไม่สามารถทวงลูกกลับคืนมาได้ จึงอยากทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยเหลือเด็กๆ ให้พ้นจากการกระทำรุนแรง

            ทั้งสองคนจับมือเป็นพันธมิตรในการประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ประเทศมหาอำนาจลดอาวุธเคลียร์ลง แม้จะมีกันแค่ 2 คนก็ตาม ก่อนที่เอลเลน เบนจามิน จะมาเข้าร่วมการประท้วงในปี 2527 หลังจากนั้นไม่นานนักก็ได้แต่งงานกับวิลเลียม โทมัส ท่ามกลางความไม่พอใจของคอนนี ที่ระแวงเอลเลนไม่มีความจริงใจในการเข้าร่วมการประท้วง แต่ต้องการปอกลอกเงินของโทมัสมากกว่า

            กระนั้นทั้งสามคนก็ยังร่วมกันประท้วงนานถึง 25 ปี ก่อนที่ความสำเร็จเพิ่งจะมาถึงในปี 2536 เมื่อนักเคลื่อนไหวกลุ่มอื่นๆ นำข้อเสนอนี้ไปถามใจประชาชนในกรุงวอชิงตันระหว่างการหย่อนบัตรเลือกตั้ง ปรากฏว่าผู้มีสิทธิออกเสียงส่วนใหญ่ต่างออกเสียงว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ แต่กลับไม่มีนักการเมืองคนใดให้ความสนใจและไม่มีการผลักดันให้บรรจุให้อยู่ในวาระการอภิปรายหรือการออกเสียงในรัฐสภาแม้แต่ครั้งเดียว

            แต่สามสหายก็ไม่เคยย่อท้อ ยังคงเดินหน้าประท้วงต่อไป เพื่อให้ประชาชนตระหนักว่า ปัญหานี้ยังไม่เคยได้รับการแก้ไข แม้ความสนใจของประชาชนไม่ได้อยู่ที่ประเด็นการเรียกร้อง หากอยู่ที่เต็นท์ที่พักของพวกเขาซึ่งกลายเป็นแหล่งดึงดูดการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต้องแวะมาชม ในภาพยนตร์สารคดีการเมืองของไมเคิล มัวร์ เรื่อง “ฟาเรนไฮต์ 9/11” สร้างเมื่อปี 2547 ก็มีเต็นท์ที่พักของพวกเขาเป็นฉากหลัง และยังปรากฏในฉากสารคดีเรื่อง “The Oracles of Pennsylvania Avenue” เมื่อปี 2554 ส่วนหัวข้อการเรียกร้องให้ยุติการสะสมอาวุธนิวเคลียร์กลายเป็นหัวข้อที่นักศึกษาต้องหยิบยกขึ้นมาถกเป็นประจำ

            ตอนที่ วิลเลียม โทมัส เสียชีวิตเมื่อปี 2552 เอลเลน ผู้เป็นภรรยาตัดสินใจย้ายไปสร้างบ้านพักสำหรับนักเคลื่อนไหว เรียกว่า บ้านสันติภาพ แต่คอนนีประกาศจะสานต่อเจตนารมณ์นี้ แม้ว่าจะเริ่มมีการตั้งคำถามมากมาย เนื่องจากเธอมีอายุมากขึ้นและเริ่มมีปัญหาด้านสุขภาพ

            คำถามนี้ได้รับการแก้ไขหลังจากนั้นไม่นานนัก เมื่อคอนนีถูกรถแท็กซี่ชนล้มเมื่อปี 2555 ขณะขี่จักรยานที่พีซเฮ้าส์ของเอลเลน ทำให้นักเคลื่อนไหวต่างหันมาอาสาช่วยคอนนีประท้วง โดยจะสลับเปลี่ยนไปประท้วงตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เธอได้พักผ่อนมากขึ้น และใช้เวลาประท้วงตามปกติแค่วันละไม่กี่ชั่วโมงก็พอ

            แต่การทำงานด้วยความมุ่งมั่นกับการทำงานด้วยจิตอาสา ย่อมแตกต่างกัน ตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาคอนนีไม่เคยทิ้งเต็นท์พักไปที่ไหน โดยเฉพาะในเวลากลางคืน แต่การประท้วงอย่างสงบของเธอเกิดสะดุดลงช่วงสั้นๆ เพียงแค่คืนเดียวในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี 2556 เมื่อจิตอาสาได้ทิ้งเต็นท์นั้นในช่วงกลางคืน ทำให้ตำรวจได้โอกาส รีบยกกำลังมารื้อเต็นท์และทำลายป้ายประท้วง แม้จิตอาสาจะรีบสร้างเต็นท์ใหม่ให้และทางการได้คืนข้าวของที่ยึดไปกับให้พีซเฮ้าส์ ซึ่งขายทิ้งเมื่อปีที่แล้ว เหตุการณ์นี้ทำให้คอนนีจำต้องปรับตัวใหม่ กลางวันเธอปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอาสาสมัคร ส่วนเธอจะขอนอนเฝ้าเต็นท์ในตอนกลางคืน "ตอนนี้ฉันยังอยู่ที่นี่ นี่คือชีวิตของฉัน”

            หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ ซึ่งเสนอข่าวของเธอเป็นระยะๆ ติดต่อกันมาหลายปี เคยเขียนประวัติของเธอเมื่อปี 2556 ว่า คอนนีใช้เวลากว่า 30 ปีอยู่หน้าทำเนียบขาว "เพื่อช่วยโลกให้พ้นจากการถูกทำลาย” และการที่เธออยู่ที่นี่ก็เพื่อให้ทุกคนเห็นว่า ทุกคนมีสิทธิจะประท้วงด้วยรูปแบบใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงเดี่ยว หรือเป็นกลุ่มเล็กๆ

            และเมื่อเธอเสียชีวิต หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ ได้เขียนบทไว้อาลัยว่า “คอนนีได้ปักหลักประท้วงที่สวนสาธารณะแห่งนี้เพราะหวังจะเตือนใจทุกคนให้ร่วมกันทำ ไม่ว่าจะด้วยกำลังเพียงเล็กน้อย เพื่อช่วยกันระงับสงครามและความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุนแรงต่อเด็กๆ...พิคซิอ็อตติ ผู้หญิงตัวเล็กๆ ผู้คลุมผ้าคลุมศีรษะและสวมหมวกนิรภัยตลอดเวลา เป็นคนกระตือรือร้นอยากรู้อยากเห็นและเป็นตัวปัญหาในกรุงวอชิงตันเรื่อยมา บรรดานักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวต่างยกย่องเธอเยี่ยงวีรสตรี แต่คนที่ไม่เห็นด้วยหรือแม้กระทั่งคนที่เดินผ่านไปมา มองเธอว่าโง่ หรืออาจจะเลวร้ายถึงขั้นว่าปัญญาอ่อน หรืออะไรทำนองนี้ เธอมักจะโทษรัฐบาลเสมอๆ ว่าเป็นตัวการทำให้สุขภาพของเธออ่อนแอลงจนล้มเจ็บหลายต่อหลายครั้ง

            ส่วนจุดที่เคยเป็นที่พักของยายคอนนี พิคซิโออ็อตโต ก็มีป้ายปักไว้แทนว่า "หลับให้สบายเถอะ คอนเซบซิโอน พิคซิโออ็อตติ ผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์” เพื่อให้เพื่อนๆ ผู้สนับสนุนและคนที่เดินผ่านไปมาได้เคารพและร่วมรำลึกถึงเธอ ในฐานะนักสู้ผู้โดดเดี่ยว

            คอนเซบซิโอน พิคซิโออ็อตติ อาจจะเป็นตัวอย่างของนักต่อสู้โดยสันติที่ถูกทำเนียบขาวเมินเฉย เพราะถือว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยเสรีที่ไม่ส่งผลกระทบต่อความสงบสุขในสังคมหรือต่อความมั่นคงของประเทศ ตรงข้ามกับการประท้วงของคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้ปืนเป็นอาวุธในการต่อสู้กับอำนาจรัฐ เหมือนกับเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน แทบไม่ผิดเพี้ยนกับการกระทำของกลุ่มโจรนอกกฎหมายในอดีต อย่าง บิลลี่ เดอะคิด, เจสสี เจมส์, วายแอทท์ เอิร์ป และบุทช์ แคชสิดี้ ที่ฮอลลีวู้ดนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์จนกลายเป็นตำนานหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ของแดนดินถิ่นอินทรี

            การต่อสู้ด้วยวิธีย้อนยุคของบรรดาคาวบอยตัวจริงมีขึ้นเมื่อสองพี่น้องคาวบอยตระกูลบันดี ทั้งแอมมอน บันดี และไรอัน บันดี ซึ่งเป็นทายาทของเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์รัฐเนวาดา ที่กำลังมีปัญหาว่าด้วยสิทธิในการให้ฝูงปศุสัตว์เล็มหญ้าในที่ของรัฐบาลกลางมาตั้งแต่ปี 2557 ได้ใช้ปืนเป็นอาวุธบุกยึดอาคารที่ทำการของเขตอุทยานแห่งชาติและรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเมลเฮอร์ ที่รัฐโอเรกอน นานถึง 25 วัน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าสนับสนุนการต่อสู้เพื่อสิทธิของเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ของสองพ่อลูกตระกูลแฮมมอนด์ ทั้งดไวท์ แฮมมอนด์ จูเนียร์ วัย 78 ปี และสตีฟ แฮมมอนด์ วัย 48 ปี ที่จะให้ฝูงปศุสัตว์มีสิทธิกินหญ้าในทุ่งหญ้าสาธารณะ นับตั้งแต่ปลายยุค 2533 ทั้งสองคนพ่อลูกได้จุดไฟเผาป่าหลายครั้ง เพื่อให้เป็นทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงปศุสัตว์ แต่ในช่วงต้นศตววรษที่ 21 หรือในราวปี 2544-46 ไฟได้ลามเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเมลเฮอร์ ที่อยู่ไม่ไกลจากกันมากนัก

            ตำรวจได้จับกุมพ่อลูกคู่นี้ในข้อหาวางเพลิง และศาลได้กตัดสินความผิดเมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดย ดไวท์ แฮมมอนด์ ผู้เป็นพ่อ ถูกจำคุก 3 เดือน ส่วนลูกชายถูกจำคุก 1 ปี อย่างไรก็ดี ผู้พิพากษาศาลในกรุงวอชิงตันแย้งว่า คำตัดสินนั้นโทษเบาไป จึงมีการตัดสินใหม่ให้จำคุกสองพ่อลูกคนละ 5 ปี โดยต้องเดินทางมาติดคุกเพิ่มให้ครบเวลาตามที่ตัดสินไปแล้ว

            จุดนี้เองจึงทำให้เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์นำโดยพี่น้องตระกูลบันดี รวมตัวกันประท้วงและยึดที่ทำการของรัฐบาลนานเกือบหนึ่งเดือนเต็ม ก่อนที่เอฟบีไอและตำรวจในพื้นที่จะตัดสินบุกยึดอาคารคืนและจับกุมพี่น้องบันดีและพรรคพวกระหว่างเดินทางไปพูดที่เมืองจอห์น เดย์ กระทั่งเกิดยิงปะทะกันมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ถูกจับกุมอีก 8 ราย รวมทั้งสองพี่น้องบันดี ในข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายรัฐบาลกลางสหรัฐ ในการซ่องสุมด้วยการใช้กำลังอาวุธ ข่มขู่ และคุกคามเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่

            แต่เหตุการณ์ก็ยังไม่ยุติด้วยดี ผู้ประท้วงอีกหลายร้อยคนยังคงปักหลักสู้ต่อภายในอุทยานแห่งชาติ โดยยืนยันเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่จะปกป้องที่ทำกินไม่ให้ถูกรัฐบาลคุกคาม แม้จะต้องใช้อาวุธต่อสู้กับอำนาจรัฐจากส่วนกลางก็ตามที จนหลายคนวิตกว่าจะเกิดเหตุรุนแรงซ้ำรอยเหตุการณ์ ที่รัฐไอดาโฮและรัฐเท็กซัส เมื่อช่วงทศวรรษ 2533 ขณะที่สื่อออนไลน์ชี้ว่า สถานการณ์ยิ่งส่อเค้าตึงเครียด เนื่องจากกลุ่มผู้ประท้วงเหล่านี้เป็นคนผิวสี