ข่าว

สอนมนต์ให้ฤาษี

สอนมนต์ให้ฤาษี

01 ก.พ. 2559

สอนมนต์ให้ฤาษี : โดยเฉพาะวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา

             เราต้องยอมรับว่า บรรดาข่าวคราว ปรากฏการณ์ทางสังคม ที่มักเป็นเรื่องให้ผู้คนพากันวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ ส่วนหนึ่งมาจากพระสงฆ์องค์เจ้า ดูเหมือนบรรดาหลวงพ่อ หลวงพี่ และหลวงตาทั้งหลาย กลัวว่าจะน้อยหน้าบรรดาประสก ก็เลยแข่งกันสร้างข่าวให้เกิดขึ้นอยู่ไม่ขาดสาย หากใครลองสำรวจข่าวที่เกี่ยวข้องกับพระ โดยเฉพาะข่าวที่ส่อไปในทางเสื่อมเสีย จะพบว่า ในแต่ละเดือนจะต้องมีข่าวทำนองนี้ไม่ต่ำกว่าสองสามข่าว

            ล่าสุดที่วงการสงฆ์ถูกสื่อวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง คือข่าวที่หลวงพ่อชื่อดังเปิดกิจการรับปลุกเสกลูกเทพ ส่งเสริมเติมเต็มให้ความเชื่องมงายนี้เข้าสู่กระบวนการความเชื่อทางไสยศาสตร์เต็มรูปแบบ แถมออกมาให้ข่าวแก้เกี้ยว ทำให้ตัวเองดูดีว่าเต็มไปด้วยเมตตา กรุณา ทั้งที่ฟังยังไงก็ไม่ขึ้น กระทั่งมีข่าวว่า ตอนนี้วัดบางวัดที่ร่วมสังฆกรรมกับขบวนการ “ลูกเทพ” อันเป็นนวัตกรรมใหม่ของความเชื่อ ได้ยุติกิจการเจิมลูกเทพไปแล้ว แต่เรายังไม่รู้ว่ามีพระในวัดไหนอีกบ้างที่ยังคงเปิดกิจการปลุกเสกลูกเทพ ทำการตลาดทางความเชื่อและจิตวิญญาณอยู่อีก

            พูดไปก็ไม่จบสิ้น พูดมากก็อาจถูกหาว่าเป็นพวกมารศาสนา บ่อนทำลายวงการสงฆ์ไปโน่น แต่เราต้องยอมรับความจริงกันอย่างหนึ่งว่า พระสงฆ์ของเราจำนวนมาก ที่ทำตัวไม่เหมาะต่อกิจของสงฆ์ นอกรีตนอกรอย ใช้ช่องทางบางอย่างแสวงหาประโยชน์และอามิส ช่องทางในการทำมาหากินของบรรดาภิกษุเหล่านี้ คือ ความอ่อนแอของชาวบ้านที่หลงอยู่ในวังวนของอวิชชาและความเชื่องมงาย ยิ่งในสังคมสมัยใหม่ ที่ผู้คนพากันเกิดจลาจลทางความคิดและจิตใจ ก็ยิ่งเป็นช่องทางสะดวก เป็นขุมทรัพย์มหาศาล ให้ผู้ทำการตลาดทางจิตวิญญาณในคราบผ้าเหลืองได้ใช้เป็นช่องทางในการแสวงหาผลกำไรผ่านวาทกรรมเนื้อนาบุญกันเป็นล่ำเป็นสัน ไม่ว่าจะเป็นพระรายย่อย หรือสำนักใหญ่ๆ ที่มีลูกค้าค่อนประเทศ

            กรณีของลูกเทพอันอื้อฉาว เมื่อมีคนอุ้มลูกเทพไปวัด เพื่อให้หลวงพ่อปลุกเสกและเจิมตามความเชื่อของพวกเขา สิ่งที่พระควรทำก็คือ สอนหรือชี้แนะให้คนเหล่านี้ได้รู้แจ้งเห็นจริงว่า ลูกเทพที่ว่านั้นคือ วัตถุ ข้าวของอย่างหนึ่ง ที่คนพากันใส่ความหมายและคุณค่าให้มันอย่างเลอะเทอะ ไร้เหตุผล ให้พวกเขาตื่นรู้จากความมืดบอด แล้วบอกให้กลับไป ไม่ใช่มาเปิดกิจการทำธุรกิจปั๊มตรา เพื่อประกันคุณภาพสินค้าแห่งอวิชชานั้นให้มีมูลค่ามากขึ้นไปอีก

            บทบาทหน้าที่อย่างหนึ่งของพระภิกษุสงฆ์ตามอุดมการณ์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ การน้อมรับหลักธรรมของพระองค์มาแปรเป็นภาคปฏิบัติ เพื่อ “ลุทางที่อัน ระงับและดับทุกข์ภัย” แก่บรรดาพุทธศาสนิกชน ยกจิตใจของคนให้สูงขึ้น ให้รู้รักษาศีลธรรม รู้ผิดรู้ชอบ และตื่นรู้จากอวิชชาความมืดบอดทั้งหลาย พระสงฆ์คือตำรวจทางจิตวิญญาณ ถ้าเราประณามตำรวจที่เลี้ยงโจรได้ เราก็ย่อมที่จะตำหนิและว่าร้ายพระที่ส่งเสริมให้คนจมปลักอยู่กับความเชื่องมงายได้เช่นกัน

            ในประเทศของเรา มีองค์กรของสงฆ์ที่ชัดเจนและมีระบบโครงสร้างที่ถูกกำหนดไว้แน่ชัด เพื่อบริหารจัดการดูแลให้พระในวัดวาอารามอยู่ในกรอบของการปกครองและควบคุมกำกับ คำถามก็คือ องค์กรในการปกครองของสงฆ์ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบแล้วหรือยัง?

            วงการศาสนาของเรา ได้เดินทางมาถึงจุดที่ต้องปฏิรูปสังคายนากันยกใหญ่ ก่อนที่บุคคลผู้อ้างตัวว่าเป็นพระสงฆ์จะเข้าไปวุ่นวายกับกิจการทั้งหลายอันไม่เกี่ยวกับกิจของสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจ การเมือง หรือกิจการใดๆ ไม่ต้องไปกล่าวโทษหลักธรรมคำสอนใๆ ทั้งสิ้น เพราะหลักธรรมของพระพุทธองค์นั้นท่านได้บัญญัติไว้ชอบแล้ว

            สำนวน “สอนมนต์ให้ฤาษี สอนหนังสือให้สังฆราช” ของคนโบราณที่กล่าวไว้ มีความหมายว่า อย่าให้เราไปวุ่นวายกับเรื่องพระสงฆ์องค์เจ้าเลย เพราะมันไม่มีประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น แต่บ้านเมืองทุกวันนี้ เราคงต้องสอนมนต์ให้ฤาษีกันบ้าง ส่วนเรื่องบาปกรรมนั้นค่อยว่ากันทีหลัง