ข่าว

อากาศหนาวเตือนเกษตรกรมั่นดูแลปลาอย่างใกล้ชิดหวั่นเกิดโรคง่าย

อากาศหนาวเตือนเกษตรกรมั่นดูแลปลาอย่างใกล้ชิดหวั่นเกิดโรคง่าย

28 ม.ค. 2559

ประมงแจ้งเตือนอากาศหนาวเกษตรกรมั่นดูแลปลาอย่างใกล้ชิดหวั่นเกิดโรคง่าย

 
          เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 28 ม.ค. 59 นายสุวรรณ มีชนะ รักษาราชการ ประมงจังหวัดปทุมธานี แจ้งเตือนเกษตรกรประมงผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ในช่วงฤดูหนาวปลาต่างๆ ที่เกษตรกรเลี้ยงไว้มักจะเกิดโรคระบาดได้ง่าย ความแข็งแรง และความต้านทานโรคลดลง ปลาจะเครียด ไม่กินอาหาร จึงเป็นช่วงที่ต้องระวังไม่ให้ปลาที่เลี้ยงไว้เป็นโรคระบาด ไม่ว่าจะเป็นโรคจุดขาวในปลาดุก ปลาสวาย โรคหนอนสมอในปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ โรคเห็บปลา ในปลาที่มีเกล็ด ปลาที่มีหนัง เป็นต้น เกษตรกรควรรีบจับปลาที่ไม่เป็นโรคจำหน่ายแม้จะได้ราคาไม่ดี
 
          ด้านนายสุวรรณ มีชนะ รักษาราชการประมงจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า สำนักงานประมงจังหวัดปทุมธานี ได้ประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องเกษตรกรประมงได้รับทราบด้วยความห่วงใยในการประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในช่วงฤดูหนาว ที่จะเกิดผกระทบกับการเลี้ยงปลาในกระชังและปลาในบ่อเลี้ยง โดยเฉพาะอ.หนองเสือ อ.คลองหลวง ซึ่งเมื่ออากาศหนาวเย็น บ่อหรือคลองที่ตื้นจะมีผลกระทบมาก แต่หลากเป็นบ่อที่มีความลึกปลาก็จะยังอาศัยอยู่ได้ โดยการดูแลและการป้องกันโรคปลาในช่วงฤดูหนาว คือ ลดปริมาณในการให้อาหารปลาให้น้อยลง เพราะในช่วงฤดูหนาว อุณหภูมิในตัวปลาจะลดต่ำลง การเผาผลาญอาหารก็จะต่ำลงไปด้วย
 
พยายามงดการเปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อ และไม่นำน้ำจากธรรมชาติเข้ามาในบ่อ เช่น น้ำในลำคลอง เพราะอาจมีเชื้อโรคปะปนเข้ามา ถ้าต้องการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ก็ควรมั่นใจได้ว่าน้ำที่จะเปลี่ยนนั้นสะอาดจริงๆ สำหรับปลาที่เลี้ยงในบ่อดินควรรักษาสภาพน้ำให้อยู่ในสภาพดี โดยสาดปูนขาวลงในบ่อ ประมาณ 60 - 100 กิโลกรัมต่อบ่อเลี้ยงปลา 1 ไร่ และใส่ซ้ำอีกในอัตราเดียวกันทุก 3 ถึง 4 สัปดาห์
 
          ในกรณีที่มีแก๊สผุดขึ้นมาจากพื้นก้นบ่อ ให้สาดเกลือ 200 ถึง 300 กิโลกรัมต่อบ่อขนาด 1 ไร่ โดยให้สาดเกลือตรงบริเวณที่มีแก๊ส สำหรับปลาที่เลี้ยงในกระชังบริเวณน้ำตื้น ควรเคลื่อนย้ายไปอยู่บริเวณน้ำลึก ซึ่งจะเป็นการปรับอุณหภูมิของน้ำ เพราะอุณหภูมิน้ำลึกจะสูงกว่าบริเวณน้ำตื้น และช้อนปลาที่ตายหรือป่วยใกล้ตายออกเท่าที่จะทำได้ และทำลายโดยการฝังดินหรือเผาทิ้ง
 
          ใช้ยาปฏิชีวนะผสมอาหาร เช่น ยาอ๊อกซี่ ในปริมาณ 5 กรัม ต่อ อาหาร 1 กิโลกรัม ผสมอาหารให้ปลากินนาน 14 วัน และไม่ควรใช้ยาสองชนิดรวมกัน เพราะอาจทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง ซึ่งไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ ส่วนวิตามินซีให้ใช้ได้ ถ้าให้ปลากินอ๊อกซีแล้ว 7 วัน ปลาที่เลี้ยงไว้ยังไม่ลดการตายลง ให้เปลี่ยนตัวยา โดยใช้ยาอัมม๊อกซีรีน 250 หรือ 500 ผสมอาหาร 1 เม็ด ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ให้ปลากินนาน 7 วัน ทั้งนี้การใช้ยาต้องงดการใช้ยาก่อนจับปลาขายอย่างน้อย 15 วัน
 
          เมื่อพบว่าปลาในบ่อและปลาในธรรมชาติหายป่วยแล้ว จึงทำการเปิดถ่ายน้ำ และให้อาหารปลาปกติ
 
          การป้องกันเชื้อโรคและปรสิตภายนอก ใช้ด่างทับทิม 1 ช้อนชา ห่อด้วยผ้าหนาๆ เช่น ผ้ายีนถ่วงด้วยหินแช่น้ำลึกประมาณ 1 ศอก ผูกตามมุมกระชังให้ทั่วเพื่อไล่เชื้อโรคปรสิต ให้ทำ 3 วันต่อ1 ครั้ง ส่วนการป้องกันปลาในกระชังที่ยังไม่ติดเชื้อ ใช้กระเจี๊ยบแดง 3 ส่วนต่อน้ำอุ่น 1 ส่วน แช่น้ำอุ่นข้ามวันแล้วกรองเอาแต่น้ำใช้ผสมอาหารให้ปลากิน อัตราส่วน น้ำกระเจี๊ยบแดง 50 ซีซี ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
 
          ในส่วนของจังหวัดปทุมธานียังไม่มีเกษตรที่ประสบปัญหาการเลี้ยงปลาในกระชังและในบ่อตายจากภัยหนาวที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน แต่อย่างไรก็ตามเกษตรก็ควรเฝ้าระวังและมั่นดูแลรักษา สุขภาพของปลาที่เลี้ยง เพื่อป้องกันโรคปลาที่อาจจะระบาดได้ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของตัวเกษตรกรเอง
 
          ด้านการช่วยเหลือภัยแล้งของจังหวัดปทุมธานี ด้านประมงจังหวัดปทุมธานี ได้มีเกษตรกรที่งดทำนาปรัง จำนวน 4,818 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ได้ประสงค์เลี้ยงปลาดุกในบ่อดิน เลี้ยงปลาในบ่อพลาสติก เลี้ยงกบในกระชังบก ขณะนี้ประมงจังหวัดปทุมธานีอยู่ในขั้นตอนของการจัดหาพันธุ์ปลาและกบ คาดว่าเดือนหน้าจะสามารถให้เกษตรกรที่มาลงชื่อที่มีความประสงค์จะเลี้ยงพันธุ์สัตว์เหล่านี้ โดยใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงไม่เกิน 4 เดือนก็จะสามารถจับขายได้ ถือเป็นอาชีพเสริมในช่วงที่ภาครัฐขอความร่วมมืองดทำนาปรังตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อเป็นอาหารภายในครอบครัว ส่วนที่เหลือก็จำหน่ายได้ผลกำไร โดยประมงจังหวัดปทุมธานีได้ประสานพาณิชจังหวัดเพื่อหาตลาดรองรับ ผลผลิตของเกษตรกรทั้ง 4,818 รายแล้ว