ข่าว

‘ถนนทรุด-ดินสไลด์’วิกฤติแล้ง8จังหวัดภาคกลางจุดเสี่ยง

‘ถนนทรุด-ดินสไลด์’วิกฤติแล้ง8จังหวัดภาคกลางจุดเสี่ยง

28 ม.ค. 2559

‘ถนนทรุด-ดินสไลด์’วิกฤติแล้ง8จังหวัดภาคกลางจุดเสี่ยง : นิธิศ นาเจริญรายงาน

             วิกฤติภัยแล้งนอกจากจะทำให้เกิดภาวะการขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค รวมถึงขาดน้ำทำการเกษตรแล้ว ยังทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลองส่งน้ำและแหล่งน้ำต่างๆ ใน 8 จังหวัดภาคกลางคือ สิงห์บุรี สระบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และนครนายก ต้องหวาดผวาจากปัญหาถนนทรุดและดินสไลด์ โดยหลายพื้นที่ที่มีปัญหาดินริมคลองหรือแหล่งน้ำทรุดตัวเพราะน้ำในคลองหรือแหล่งน้ำแห้งขอด

             อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่หนึ่งที่เกิดปัญหาถนนทรุดตัวและดินสไลด์เป็นวงกว้าง ถนนหลายสายได้รับความเสียหาย เช่นเดียวกับบ้านเรือนประชาชนรวมถึงสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ริมคลองเกิดพังทลายหลังการสไลด์และทรุดตัวของดินริมคลองและแหล่งน้ำ

             “ป้ากำลังขายของอยู่ดีๆ รู้สึกเหมือนกับพื้นดินเลื่อนตัว หลังจากนั้นก็ทรุดลงไปบ้านที่เปิดเป็นร้านค้าค่อยๆ พังลงมาเหลือเพียงเสาบ้าน ข้าวของในร้านเสียหายหมดบางส่วนฝังไปกับดิน เหตุเกิดเร็วมากตั้งตัวไม่ทัน ไม่เคยคิดว่าจะเป็นเช่นนี้” “เที่ยง กำปั่น” หญิงวัย 59 ปี ชาว ต.ลาดบัวหลวง อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา เล่าถึงเหตุการณ์บ้านที่ปลูกอยู่ริมถนนเลียบคลองสาน พังเสียหายเพราะดินริมคลองเกิดการสไลด์ตัวทำให้ถนนบริเวณนั้นทรุดตัวตามเป็นแนวยาวกว่า 50 เมตร ลึกกว่า 1 เมตร โดยเหตุเกิดเมื่อเร็วๆ นี้

             เที่ยงและครอบครัว อาศัยอยู่ในบ้านซึ่งเปิดเป็นร้านขายของชำมานานกว่า 20 ปี ต้องย้ายออกจากพื้นที่ทันทีเพราะบ้านเสียหายทั้งหลัง ขณะที่พื้นดินบริเวณนั้นเสี่ยงต่อการสไลด์ตัวตลอดเวลา ทำให้ไม่มั่นใจในความปลอดภัย

             เช่นเดียวกับนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนคู้สลอด 2 ต.คู้สลอด อ.ลาดบัวหลวง ซึ่งห่างออกไปราว 10 กิโลเมตร เกิดปัญหาดินบริเวณโรงเรียนเกิดรอยแยกเป็นแนวยาวประมาณ 50 เมตร ลึก 2-3 เมตร ทำให้สิ่งปลูกสร้างในโรงเรียนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยโรงเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่ริมคลองขนมจีนซึ่งขณะนี้น้ำในคลองแห้งขอดจนแทบไม่มีน้ำหลงเหลือ

             นอกจากนี้ ชาวคลอง 6 อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ที่มีบ้านเรือนปลูกอยู่ใกล้แนวคลองส่งน้ำ ซึ่งมีปัญหาดินสไลด์ตัวทำให้ถนนเลียบคลองเกิดการทรุดตัวมาตั้งแต่ปี 2558 ยังคงต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความวิตกกังวลกันต่อไป เพราะปัญหาดินริมคลองสไลด์ยังไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควรและบางจุดมีแนวโน้มขยายวงกว้างขึ้น เจ้าของบ้านหลายหลังต้องนำท่อนไม้ทำเป็นเสาเข็มเพื่อตอกไว้ริมคลองส่งน้ำในหลายจุดเพื่อยับยั้งการสไลด์ตัวของดินเพราะน้ำในคลองแทบไม่มีเหลือ

             ขณะที่ปัญหาของชุมชนคลอง 13 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ก็เกิดปัญหาถนนทรุดตัว เพราะดินริมคลองสไลด์ตัวเช่นกัน เนื่องจากน้ำในคลองแห้งขอด โดยประชาชนพื้นที่นี้ก็ยังต้องอยู่ในพื้นที่ด้วยความหวาดผวา เพราะรอยแยกของดินและการทรุดตัวของถนนริมคลอง ยังไม่มีการแก้ไขและมีแนวโน้มขยายวงกว้างขึ้น

             ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ที่ปรึกษาภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า การเกิดถนนทรุดและดินสไลด์ มีสาเหตุมาจากชั้นของดินซึ่งภาคกลางเป็นดินทะเลเก่า มีแร่ธาตุสูงถึงร้อยละ 80 ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้มีคุณสมบัติเมื่อเจอน้ำแล้วจะเกิดการพองตัวและขยายตัว แต่เมื่อไม่มีน้ำหรือน้ำในคลองแห้ง ทำให้ดินคายน้ำและหดตัวและแห้ง จนเกิดการแตกตัวของดินทำให้เกิดดินสไลด์ซึ่งเป็นลักษณะธรรมชาติของชั้นดิน

             “ดินริมคลองเกิดการสไลด์ตัว เพราะผลต่อเนื่องจากภาวะภัยแล้ง ซึ่งต่อเนื่องมาจากปีก่อน เพราะฝนตกน้อยเกิดภาวะน้ำขาด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดสรรน้ำอย่างเข้มงวด มีการปล่อยน้ำเข้าคลองส่งน้ำตามพื้นที่ต่างๆ น้อยลง บางคลองถึงกับแห้งขอด ไม่มีน้ำไปอุ้มดินริมคลอง จึงทำให้ดินหดตัวเกิดปัญหาการสไลด์ตัว และคลองส่งน้ำเหล่านี้ มักมีถนนเลียบคลองเมื่อเกิดปัญหาดินสไลด์ตัวถนนก็ทรุดตาม" ศ.ดร.ธนวัฒน์ ให้ข้อมูล

             สอดคล้องกับ รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมปฐพีและฐานราก ภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ยืนยันว่า ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป ในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคกลาง คือ สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา สระบุรี และปทุมธานี จะประสบปัญหาดินสไลด์และถนนทรุดหนักขึ้น เพราะน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะยิ่งน้อยลง ทำให้ไม่มีน้ำเข้าไปในแหล่งน้ำต่างๆ ที่จะช่วยพยุงดิน ซึ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ตามริมคลองหรือแหล่งน้ำต่างๆ ควรระมัดระวัง ซึ่งพื้นที่เสี่ยงจะมีชั้นดินเป็นดินเหนียวอ่อน กินเนื้อที่ประมาณ 100 ตารางกิโลเมตร ตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยาจากทางเหนือตั้งแต่ จ.อ่างทอง ไล่ลงมาทางทิศใต้จนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา และฝั่งทิศตะวันออกตั้งแต่ จ.นครนายก ไล่มายังทิศตะวันตกจนถึง อ.บางเลน จ.นครปฐม ซึ่งเคยเป็นทะเลมาก่อน ต่อมามีตะกอนจากแม่น้ำมาทับถม

             “พื้นที่ควรเฝ้าระวังคือ นนทบุรี ปทุมธานี นครนายก พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง เพราะเป็นขอบบริเวณที่เป็นดินเหนียวอ่อน ถนนที่ปทุมธานีและพระนครศรีอยุธยาที่เกิดทรุดตัวเยอะๆ ก็อยู่แนวคลองทั้งนั้น สาเหตุเพราะการก่อสร้างโดยการขุดก็เอาดินขึ้นถมข้างๆ เป็นคันดินแล้วทำเป็นถนนเลย ก็เลยเรียกว่าถนนริมคลอง คลองธรรมชาติว่าเยอะมากแล้วยังมีคลองขุดอีก เพราะฉะนั้นในจังหวัดนี้ก็มีคลองเยอะ มีถนนริมคลองสร้างขึ้นมาเพื่อสัญจร มันไม่ได้เพิ่งพัง แต่มันพังมา 20 ปีแล้ว” รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ กล่าว

             นักวิชาการด้านวิศวกรรมปฐพีและฐานรากรายนี้ยังให้ข้อมูลด้วยว่า ดินริมคลองสไลด์ตัว และถนนริมคลองทรุดตัวพังเสียหาย จะเกิดในช่วงปลายฝนต้นหนาว เพราะในฤดูฝนจะมีน้ำอยู่เต็ม แต่พอเข้าฤดูหนาวน้ำจะเริ่มลดลงเร็ว ซึ่งกรณีนี้เรียกว่าเป็นการพังเนื่องจากน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว น้ำที่เคยช่วยพยุงตลิ่งอยู่ดีๆ พอน้ำคลองหายไป น้ำตลิ่งก็พยายามออกมาทำให้มันดันทั้งดินทั้งน้ำออกมา แต่เมื่อปี 2558 เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้มีฝนน้อยแล้งกว่าทุกปี น้ำในคลองแห้งขอดไม่สามารถพยุงดินได้

             “การสไลด์ของดินที่เจอบ่อยจะมี 2 ประเภท คือ การสไลด์แบบตื้น สไลด์เฉพาะส่วนที่เป็นไหล่ถนนไม่ได้ล้ำเข้าไปลึกถึงตัวถนน การสไลด์แบบนี้เกิดจากตัวตลิ่งมีความชันเกินไป ซึ่งแต่ก่อนเวลาชันก็อาจจะมีน้ำมาช่วยพยุงเอาไว้ก็ไม่เป็นไรแต่น้ำลดก็เกิดการสไลด์ ตลิ่งตอนสร้างอาจจะเอาดินที่อยู่ตรงคลองมาถม ไม่ได้มีการบดอัดพอถึงเวลาแดดก็หดตัวความแข็งแรงก็พากันดึงลงไป คือการพังแบบตื้น ชาโล้สไลด์ กับอีกแบบหนึ่ง เป็นรูปแบบการสไลด์ล้ำเข้ามาข้างใน เกิดขึ้นโดยตรงกับเรื่องของความแข็งแรงของดินฐานราก พื้นที่ที่เป็นดินเหนียวอ่อนก็อาจจะพังแต่พังน้อย แต่แบบนี้พังจากดินฐานราก ถ้าพังแบบนี้ได้มันต้องดันตัวลงไปในดินฐานรากก่อนถึงจะสไลด์และพัง” รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ กล่าว 

             ด้าน “พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน” อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ซึ่งรับผิดชอบถนนริมคลอง ยอมรับว่า ปัญหาการถล่มของถนนริมคลองในหลายจังหวัดของภาคกลาง เกิดจากดินริมคลองสไลด์ตัว เพราะน้ำในคลองแหงขอดจะยังคงเกิดขึ้นต่อไปในปี 2559 แต่จะมีแนวโน้มดีขึ้นในปี 2560 เพราะคาดว่าจะมีฝนตกมากกว่า 2 ปีที่ผ่านมา

             พิศักดิ์ บอกว่า การทรุดตัวของถนนเกิดจากระดับน้ำในคลองลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ชลประทานไม่สามารถเติมน้ำได้เพียงพอ ส่งผลให้คันทางเดิมที่ต้องอาศัยน้ำอุ้มเกิดทรุดตัว ทั้งนี้ต้องยอมรับถนนริมคลองมีวัตถุประสงค์ในการสร้างไว้เพื่อการบำรุงรักษาคลองชลประทานเท่านั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อสัญจรแต่ปัจจุบันกลับใช้เป็นเส้นทางสัญจรมากก็ยิ่งทำให้พังเสียหายเร็ว

             “มีการคาดการณ์ว่าปี 2559 ปัญหาถนนริมคลองจะเกิดการทรุดตัวจากวิกฤติแล้งอีกมาก แต่ในปีที่ผ่านมามีถนนริมคลองทรุดตัวมากถึง 83 จุด ซึ่งในส่วนนี้มีการตั้งงบประมาณไว้ซ่อมแซมแล้วกว่า 1,675 ล้านบาท” อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าว

             ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา กรมทางหลวงชนบทส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบถนนที่เสี่ยงต่อการทรุดตัว หากพบจุดใดมีปัญหาจะติดตั้งแบร์ริเออร์เพื่อห้ามรถบรรทุกน้ำหนักเกิน 18 ตันใช้เส้นทางดังกล่าว และในระยะยาวจำเป็นต้องปรับเส้นทางใหม่โดยจะใช้ประโยชน์จากถนนเลียบคลองเป็นเพียงเส้นทางจักรยาน และสร้างถนนเพื่อใช้สัญจรใหม่ชิดแนวเขตชลประทานแทน แต่แผนการนี้อาจต้องใช้งบประมาณที่สูงซึ่งต้องใช้เวลาอีกนาน


รีไซเคิลน้ำภาคอุตฯ-ครัวเรือนลดใช้20%ทางออกรับมือภัยแล้ง

             งานเสวนา “น้ำน้อย แพ้พลังใจ รวมพลังคนไทย ร่วมใจฝ่าภัยแล้ง” จัดโดยคณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่น 2550 เมื่อวันที่ 25 มกราคม มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงผลกระทบของปัญหาภัยแล้งในปี 2559 ที่แนวโน้มวิกฤติรุนแรงกว่าทุกปี โดยมีข้อเสนอแนะจากนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญบริหารจัดการน้ำ

             “ชวลิต จันทรรัตน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายต่างประเทศ บริษัท ทีมกรุ๊ป ออฟ คัมปานีส์ จำกัด ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำ ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันน้ำต้นทุนของประเทศน้อยลงทุกวัน และพบสถิติบางอย่างเกิดขึ้น คือตั้งแต่วันที่ 1-25 มกราคม มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวเพิ่มขึ้นอีก 140,000 ไร่ เฉลี่ยวันละ 10,000 ไร่ แม้จะมีอัตราเพิ่มขึ้นที่ลดลง แต่ก็แสดงว่าความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นแน่นอนจึงน่าเป็นห่วงการแย่งชิงน้ำของเกษตรกรในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม อาจจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง

             ประเทศเผชิญกับภัยแล้งมีสาเหตุจากทั่วทุกภาคมีเกณฑ์ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาน้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา เป็นไปตามปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” โดยปีนี้จะมีความแห้งแล้งในระดับที่สูงขึ้น ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพฤษภาคม นั่นหมายความว่าเราต้องฟันฝ่ากับภาวะภัยแล้งกันไปอีกยาวนาน ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของเราทุกคนที่ทำลายระบบนิเวศทางธรรมชาติ ทั้งป่าไม้ที่ยังพบเขาหัวโล้นจากการบุกรุก

             นักวิชาการผู้นี้กล่าวว่า สำหรับภาพรวมการขาดน้ำ จะส่งผลกระทบ 4 ส่วน คือ 1.ภาคเกษตร 2.น้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศ ที่มีคงที่ 8 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวัน 3.ภาคอุตสาหกรรม และ 4.ภาคครัวเรือน โดยเฉพาะสิ่งที่น่าตกใจ คือ พวกเราทุกคนในภาคครัวเรือนใช้น้ำในชีวิตประจำวัน ประมาณ 8 ล้าน ลบ.ม. ส่วนคนกรุงเทพฯ ใช้น้ำวันละ 5 ล้าน ลบ.ม. รวมถึงประชาชนในเขตปริมณฑลที่มีปริมาณใช้ใกล้เคียงคนกรุงเทพฯ แต่หากเราช่วยกันประหยัดการใช้น้ำเพิ่มขึ้นคนละ 20% จากปริมาณเดิมที่เคยใช้ เช่น ปกติเคยใช้น้ำวันละ 200 ลิตร ลดปริมาณไป 70 ลิตร เราจะประหยัดได้วันละ 1 ล้าน ลบ.ม. เวลาผ่านไป 100 วัน เราจะเก็บน้ำได้ 100 ล้าน ลบ.ม.

             “ภาคเกษตรกรรมมีน้ำสำหรับพื้นที่ 330,000 ไร่ แต่ปลูกกันตั้ง 2 ล้านไร่ นั่นเป็นเพราะเกษตรกรคุ้นเคยกับวิถีชีวิตดั้งเดิม การเปลี่ยนแปลงเพาะปลูกต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี แต่เราคนเมืองไม่ควรปล่อยให้มีการบีบบังคับชาวนาเพียงฝ่ายเดียว” ชวลิต กล่าว

             ด้าน “วิทยา ฉายสุวรรณ” ประธานกรรมการ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำ ภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์วอเตอร์ ในฐานะผู้ส่งน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมภาคตะวันออก บอกว่า ภาคตะวันออกไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง เพราะความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนในพื้นที่ โดยภาคอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกใช้น้ำเพียง 3% ของปริมาณที่มีอยู่ทั้งหมด ส่วนผู้ประกอบการร่วมใจกันด้วยการดำเนินโครงการรีไซเคิลน้ำในกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุนน้ำ ขณะที่ภาคเกษตรซึ่งถือเป็นเรื่องโชคดีที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรแบบพืชสวน มีการนำภูมิปัญญาชาวบ้านในการบริหารน้ำมาประยุกต์ใช้ เช่น การปลูกพืชน้ำหยด รวมทั้งวางระบบส่งน้ำที่เชื่อมโยงกันระหว่างแหล่งน้ำต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งเป็นไปตามแนวพระราชดำริ ที่สร้างศักยภาพที่ดีต่อการบริหารจัดการน้ำ