
ชมพลอย หลีระพันธ์ปักธง'มัลลิการ์'ต้อง'ว้าว'
ชมพลอย หลีระพันธ์ ปักธง'มัลลิการ์'ต้อง'ว้าว' : คมคิดธุรกิจนิวเจน กอบแก้ว แผนสท้าน....เรื่อง รัชชานนท์ อินทร์รักษา....ภาพ
ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกเส้นทางในการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่มีสองหลักใหญ่ คือถ้าไม่ฉีกตัวไปเลือกเรียนตามความชอบความถนัด ก็ต้องเลือกเรียนตามกิจการของครอบครัวจะถนัดหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องขอแค่ได้เรียนมาให้ตรงกับสายธุรกิจเป็นพอ...น้อยคนนักจะโชคดีอย่าง “ปาล์ม” ชมพลอย หลีระพันธ์ ทายาทคนเล็กของมหาเศรษฐีพันล้าน อ.มัลลิการ์ หลีระพันธ์ เจ้าของธุรกิจอาหาร 5 แบรนด์ในเครือมัลลิการ์ อินเตอร์ฟู้ด ได้แก่ ร้านเย็นตาโฟเครื่องทรง อ.มัลลิการ์, เรือนมัลลิการ์, ร้านอาจารย์มัลลิการ์, ปาป้า ปอนด์ และ ปังยิ้ม เพราะแม้ก่อนหน้านี้จะตั้งเข็มชีวิตไว้กับอาชีพ “หมอ” แต่แล้วเส้นทางชีวิตก็มีเหตุต้องพลิกให้ไปเรียนทางด้าน “ฟู้ดไซน์”...ด้วยเหตุผลง่ายๆ ไม่อยากให้คุณแม่ทำงานหนักคนเดียว
“ปาล์ม” ชมพลอย ในตำแหน่ง โอเปอเรชั่น แอนด์ ซัพพลาย เชน เมเนเจอร์ เล่าย้อนหลังให้ฟังว่า ตอนเรียนมัธยมปลายที่สาธิตเกษตร มีโอกาสได้ไปฝึกงานที่โรงพยาบาลยุวประสาท ทำให้มีแรงบันดาลใจอยากเรียนเป็นจิตแพทย์ เฉพาะด้านออทิสติก แต่บังเอิญว่าคุณแม่เปิดร้านเย็นตาโฟที่เมเจอร์ รัชโยธิน ตอนปิดเทอมต้องไปช่วยงานในร้านทั้งเสิร์ฟ ล้างจาน รับออเดอร์ เรียกว่าทำทุกอย่างในร้าน ทำให้เริ่มรู้สึกว่าเราไม่ช่วยไม่ได้ จะรู้สึกผิดด้วยถ้าเราไปเป็นหมอออกไปอีกโลกหนึ่ง ปล่อยให้แม่ทำงานหนักอยู่คนเดียว จุดนั้นจึงทบทวนตัวเองใหม่ในเมื่อตัวเองชอบเรียนสายหมอ ขณะที่ฟู้ดเป็นอะไรที่ตรงกับธุรกิจที่บ้าน ก็เลยเลือกเรียนทางด้านฟู้ดไซน์ หลักสูตรอินเตอร์จากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นเรื่องคุณสมบัติของอาหาร วิธีการถนอมอาหาร พอจบมาช่วยที่บ้านได้สักระยะ เห็นอีกว่าเรารู้ในแง่ผลิตอย่างเดียวยังไม่พอที่จะเข้าใจระบบทั้งหมดของธุรกิจ จึงไปเรียนต่อทางด้าน ฟู้ด ซัพพลาย เชน ที่ประเทศอังกฤษ เป็นการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นนำถึงปลายน้ำ ได้แก่ การคัดเลือกวัตถุดิบ การแปรรูป การจัดเก็บ การขนส่ง การกระจายสินค้า ไปจนถึงหน้าร้าน ทำอย่างไรให้คุณภาพสม่ำเสมอจนถึงมือผู้บริโภค
แม้จะร่ำเรียนจนจบระดับชั้นปริญญาโท ทว่า ชมพลอย เชื่อว่าความรู้จากตำรายังไม่น่าจะเพียงพอต่อการเข้าสานงานของครอบครัว จึงหาประสบการณ์ด้วยการสมัครเข้าทำงานในองค์กรใหญ่อยู่นาน 3 ปี (ที่ละปี) เพื่อเรียนรู้ระบบการจัดการของบริษัทใหญ่ๆ ว่าเขาทำกันอย่างไร เจ้าตัวเผยว่าที่แรกสมัครเข้าทำงานบริษัทบูทส์ รีเทล ทำเรื่องการวางแผนการจัดเก็บสต็อก การกระจายสินค้า ตรงนี้ได้ประสบการจริงเกี่ยวกับการบริหารสินค้าและสต็อก แม้จะยังไม่ค่อยตรงเท่าไหร่เพราะธุรกิจของครอบครัวเป็นอาหารแต่ก็พอจะได้เห็นเค้าโครงบ้าง ทว่าสิ่งสำคัญที่ได้รับจากบริษัทนี้ซึ่งไม่มีสอนในโรงเรียนนั่นคือ ได้ฝึกใช้ระบบเอ็กเซลจนคล่อง จากนั้นก็เปลี่ยนไปที่บริษัทซีพีออล ทำงานด้านการตลาด ฟู้ดมาเก็ตติ้งดูกลุ่มอาหารแช่แข็ง ตรงนี้ได้อีกแง่มุมหนึ่งเพราะเป็นการจัดการด้านการตลาดเกี่ยวกับอาหาร ได้เห็นว่าบริษัทใหญ่เป็นอย่างไร วัฒนธรรมองค์กรเป็นอย่างไร โดยเฉพาะก่อนทำงานในตำแหน่งจริงพนักงานใหม่ทุกคนต้องเข้ารับการฝึกงานที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น เป็นเวลา 1 สัปดาห์และจากการทำงานทั้งกะกลางวันและกะกลางคืน สิ่งที่ได้อีกหนึ่งแง่มุมคือเข้าใจหัวอกพนักงานมากขึ้น กระทั่งที่สุดท้ายก็ได้ทำงานที่บริษัทไมเนอร์กรุ๊ป ด้านการจัดการซัพพลายเชน ที่นี่ถือว่าตรงกับที่เรียนมาและมีส่วนคล้ายกับธุรกิจของที่บ้านจึงได้หลักการบริหาร วิธีการบริหารพนักงานอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ บริหารยอดขาย บริหารองค์กรให้แข็งแรงต้องทำอย่างไร นอกเหนือจากการเรียนรู้งานด้านซัพพลายเชนโดยตรง การวางแผนการสั่งสินค้า ของสดต้องบริหารอย่างไร
ด้วยดีกรีปริญญาโท และประสบการณ์จากโลกกว้าง “ปาล์ม” ชมพลอย พกความมั่นใจกลับสู่อ้อมกอด “มัลลิการ์” มาเต็มกระเป๋า ประกาศพร้อมลุยตลาดธุรกิจอาหารเคียงบ่าเคียงไหล่คุณแม่ แต่เมื่อโดนมืออาชีพที่สั่งสมประสบการณ์มายาวนานยิ่งกว่าเบรกความตั้งใจ ผู้บริหารเจนสองไฟแรงเผยว่า ตอนนั้นเสียใจ เสียน้ำตาจนแทบกราบลา...ออกไปหางานใหม่ทำ!!
"กว่าจะผ่านมาได้ ต้องใช้หลักความเข้าใจและการปรับตัวในการก้าวข้ามปัญหา อย่างในช่วงแรกที่บอก ช่วงแรกๆ ยอมรับว่ายังปรับตัวไม่ได้ เพราะมีความมั่นใจมากกับการเรียนและประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมา 3 ปี 3 แห่ง มาเจอกับคุณแม่ (อ.มัลลิการ์) ซึ่งมีความเชื่อมั่นในตัวเองไม่น้อยไปกว่ากัน ประการแรกคุณแม่เป็นคนเริ่มทำที่นี่มาตั้งแต่ต้น ท่านเชื่อในประสบการณ์ของตัวเองที่มีมากกว่า ขณะเดียวกันท่านยังเชื่อมั่นในวิธีการจัดการ วิธีการบริหารคน ท่านคิดว่าที่ผ่านทำงานกันแบบนี้ก็ไม่เห็นเป็นอะไรทำไมจะต้องเปลี่ยน ขณะที่เราเองก็มีความมั่นใจสูงมากจากการได้เรียนรู้กับองค์กรใหญ่ๆ ที่ทำงานอย่างเป็นระบบและสิ่งที่ตัวเองร่ำเรียนมาโดยตรง เรื่องคนก็เช่นเดียวกัน แรกๆ มัวแต่ยึดต้นแบบจากองค์กรใหญ่ที่เราเคยร่วมงานพอมามองของตัวเอง
ทำไมประสิทธิภาพเป็นอย่างนี้ ในมุมของคุณแม่ก็จะบอกว่าใช้ได้จริงบ้าง ไม่ได้บ้างต้องมียืดหยุ่น แต่เราไม่เชื่อ ปีแรกทะเลาะกันจนร้องไห้ ถึงกับจะออกไปหางานใหม่ทำเอง เมื่อแม่คิดอย่างหนึ่ง เราคิดอย่างหนึ่ง จึงต้องปรับเข้าหากัน ปรับวิธีแก้ปัญหา เราเองก็ต้องเรียนรู้ว่าการทำงานกับคุณแม่บางครั้งต้องอ้อมๆ ก่อน หรือโปรเจกท์อะไรที่อยากทำจริงๆ ต้องแอบไปทำก่อนแล้วค่อยเอาผลงานมาพิสูจน์จากนั้นมาคุณแม่จึงค่อยๆ เชื่อในตัวเรา เช่น การจัดระเบียบในสายงานการผลิต จากเดิมพนักงานต้องเลิกงาน 4 ทุ่ม เรารู้สึกว่าต้องปรับปรุงประสิทธิภาพ ช่วงแรกประสบปัญหาบ้าง ทำงานไม่ทันต้องจ่ายโอที โดนคุณแม่เอ็ดเพราะกลายเป็นว่าเราไปทำระบบเก่ารวน แต่พอเริ่มเข้าที่คุณแม่ถึงจะเห็นกับเราทำได้ มาถึงวันนี้งานด้านฝ่ายผลิตและซัพพลายเชน ท่านก็ปล่อยให้เราดูเต็มๆ แต่เรื่องหน้าร้านยังไม่ค่อยได้รับความไว้วางใจนัก ต้องสร้างความน่าชื่อถือกันต่อไป"
เมื่องานในสายซัพพลายเชนตั้งแต่การผลิตจนถึงหน้าร้านดำเนินการได้ตามระบบที่วางไว้ “ทายาทสาวของ อ.มัลลิการ์” ไม่รอช้าลุยขยับขยายต่อยอดธุรกิจที่คุณแม่สร้างฐานไว้ทันที เรื่องนี้เจ้าตัว เล่าว่า ที่ผ่านมาในช่วงคุณแม่เน้นขยายตามกำลังเท่าที่ทำได้ทำไปเรื่อยๆ ไม่ได้ตั้งเป้าว่าแต่ละปีจะต้องโตเท่าไหร่ พอมาในยุคที่ตัวเองเข้ามาช่วย ถึงจะไม่ได้ตั้งเป้าเหมือนอย่างบริษัทใหญ่ๆ แต่แน่นอนว่าต้องหาช่องทางเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน อย่างตอนนี้ เราขยายงานในส่วนของเคเทอริ่งให้มีความชัดเจนมากขึ้น จากเดิมลูกค้าจะติดต่อมาเองในเรื่องของบุฟเฟ่ต์เพียงแต่ตอนนี้ทำให้ชัดเจนเป็นมืออาชีพมากขึ้นว้าวขึ้นโดยนำเอาเรื่องการดีไซน์สินค้า การออกแบบใบออเดอร์มาเสริมให้ดูน่าสนใจมากขึ้น ขณะเดียวกันก็สร้างทีมขายขึ้นสำหรับไปน็อกดอร์ตามบริษัทลูกค้ารายใหญ่ๆ ที่มีจัดประชุมกันบ่อยๆ ในส่วนของ “สแนกบ็อกซ์” ตอนรุ่นของคุณแม่จัดไว้เพียง 5 เซต ขนมปังหน้าตาพื้นๆ รสชาติอร่อยแต่ไม่ว้าว แต่พอมาถึงรุ่นเราเราตีโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าสนใจที่ไม่ใช่เป็นเพียงขนมปังธรรมดาทั่วๆ ไป ที่ลูกค้าสามารถไปหาซื้อได้ตามท้องตลาดเราจึงเพิ่มมูลค่าด้วยการทำขนมปังหน้ายิ้มขึ้นมา พอลูกค้าเปิดกล่องออกมาแล้วอารมณ์ดีเพื่อให้สอดคล้องกับแบรนด์ จึงเป็นที่มาของ “สแนกบ็อกซ์หน้ายิ้ม” ปรากฏว่าได้รับเสียงตอบรับดีมากๆ รวมถึงการจัดทำโบรชัวร์ที่ชัดเจน ล่าสุดกำลังเริ่มตลาดนิวบ็อกซ์ ด้วยการปรุง “อาหารบรรจุกล่อง” จับกลุ่มออฟฟิศที่จัดประชุม หรือสั่งไปรับประทานที่บ้าน ซึ่งตรงนี้อารมณ์เหมือนทำตามสั่งแต่เราจะเลือกเฉพาะอาหารที่ทิ้งช่วงไปสักพัก แต่รสชาติอาหารยังอร่อยอยู่โปรเจกท์นี้้กว่าจะผ่านด่านคุณแม่มาได้ก็หืดขึ้นคอเหมือนกัน เพราะท่านไม่มีความเชื่อว่าการส่งอาหารใส่กล่องรสชาติจะยังอร่อยคงเดิม จนตัวเองต้องแอบไปซื้อกล่องมาแล้วจัดอาหารใส่ให้คุณแม่ดูและชิม พอท่านเห็นดีด้วยจึงช่วยกันเซตเมนูอาหาร
สำหรับโปรเจกท์นี้คิดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้ภายในปีนี้ อีกหนึ่งโครงการที่ได้ไอเดียมาจากงานแต่งพี่ชาย คือการจัดอาหารประเภท ค็อกเทล ซึ่งแน่นอนว่าเป็นคุณแม่ที่ีคิดขึ้นมา แล้วเราเองตั้งใจว่าจะนำมาต่อยอดให้อีกหนึ่งบริการของแบรนด์มัลลิการ์ แค่เอาสิ่งที่มีในร้านมาใช้ให้ได้ทุกอย่าง นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งช่องทางได้แก่ “การขายแฟรนไชส์ร้านเย็นตาโฟทรงเครื่อง” จากเดิมมีอยู่ 27 สาขาทั่วประเทศ ตอนนี้ขายแฟรนไชส์ไปแล้ว 2 สาขา ที่อาคารสองท่าอากาศยานดอนเมือง สำหรับในส่วนของ “ร้านเรือนมัลลิการ์” ซึ่งถือว่าเป็นร้านอาหารจับกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์นั้นถ้ามีโอกาสก็อยากจะเปิดสาขาเพิ่มเช่นกัน แต่มุ่งเฉพาะตลาดต่างประเทศเท่านั้น
ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่เข้ามาช่วยกิจการครอบครัว “ทายาทบริษัทอินเตอร์ฟู้ดส์” เผยถึงหลักการทำงานของตัวเองว่า ด้วยความที่คลุกคลีกับคุณแม่จึงซึมซับมาเต็มๆ โดยเฉพาะในเรื่องความอดทน ความไม่ท้อถอย คุณแม่ถือเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิตทุกอย่าง ทั้งจริงจังในการทำงาน ทำงานด้วยความรัก ทำให้ดีที่สุด เป็นคนจริงใจ ขณะเดียวกันคุณแม่สอนอยู่เสมอว่า จุดยืนเราต้องชัด เราคือแบรนด์ที่มีคุณภาพ เราจะไม่ลดคุณภาพวัตถุดิบเพื่อลงไปขายแข่งกับของถูก ดังนั้นเวลาที่จะคิดเมนูสักอย่าง เราจะเน้นรสชาติถูกปากแล้วถึงจะตั้งราคาขาย ไม่ใช่ว่าตั้งราคาขายแล้วค่อยหาวัตถุดิบเพื่อให้ได้ราคา ที่สำคัญต้องไม่ลืมแบ่งเวลากับการพักผ่อนบ้าง เพื่อชีวิตสมดุล เช่น การไปดำน้ำบ้าง เล่นโยคะบ้าง...