
เปิดใจวัยรุ่นขายโลชั่นแค่ปีกว่าฟันเฉียด100ล.
26 ม.ค. 2559
คมคิดธุรกิจนิวเจน : เปิดใจวัยรุ่นขายโลชั่น แค่ปีกว่าฟันเฉียด 100 ล้าน
“ถ้าเราเดินตามรอยเท้าคนอื่น เราจะไม่มีรอยเท้าเป็นของตัวเอง”
นี่คือคติที่มีส่วนทำให้ชีวิตของ พลอย นาคน้อย นักศึกษาสาวชาวปทุมธานี วัย 21 ปี เปลี่ยนไป หลังจากตัดสินใจพลิกชะตาชีวิต ถีบตัวเองหนีจากความลำบาก... เธอบอกว่าอ่านเจอในอินเทอร์เน็ต ใครเป็นคนกล่าวไว้ครั้งแรกไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าอ่านแล้วมันทำให้เกิดความคิดและกล้าที่จะทำธุรกิจ แม้เป็นเพียงธุรกิจเล็กๆ แต่เวลาแค่ 1 ปีกว่าๆ สามารถทำรายได้เกือบ 100 ล้านบาท
พลอย นาคน้อย ทำธุรกิจอะไรและทำอย่างไร เจ้าตัวพร้อมเปิดใจอย่างหมดเปลือก
จากการสูญเสีย “พ่อ” อันเป็นเสาหลักของบ้าน ซึ่งมีรายได้เลี้ยงครอบครัวจากการขับรถแท็กซี่ เฉลี่ยวันละ 3,000 กว่าบาท ทำให้ ครอบครัวนาคน้อยได้รับผลกระทบ แม่ที่รับบทแม่บ้านอย่างเดียวมาตลอด ออกมาเข็นรถขายผลไม้หาเงินส่งลูกๆ เรียนแทน พลอยที่กำลังเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายก็หางานพิเศษด้วยการซื้อสินค้ามาขายต่อเพื่อแบ่งเบาภาระแม่อีกแรง เธอทำแบบนี้มาจนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันเรียนปี 3 คณะนิเทศศาสตร์ ม.อีสเทิร์นเอเชีย
ด้วยความที่ไม่อยากเห็นแม่เหนื่อยอีก อยากจะหนีความลำบาก พลอยที่ในขณะนั้นอายุ 20 ปี จึงคิดการณ์ใหญ่ ตัดสินใจเสี่ยงดูสักครั้งเมื่อปลายปี 2557 ด้วยการ “ผลิตโลชั่นขาย” กับเงินลงทุนที่มีอยู่เพียง 1 แสนบาท ซึ่งเป็นน้ำพักน้ำแรงของเธอและแม่คนละครึ่ง
“พลอยจะเอาเงินไปซื้อมือถือแพงๆ ก็ได้ แต่คิดว่าการทำแบบนั้น เงินจะไม่งอกเงย คิดว่าเราน่าจะเอาไปลงทุน ตอนนั้นคิดทำโลชั่น เพราะพี่สาว ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกันและช่วยเลี้ยงพลอยมา ทำเครื่องสำอางขายอยู่ จึงรู้จักกับโรงงานที่ได้มาตรฐาน พลอยจึงเข้าไปคุยและบอกกับเขาว่ามีเงินลงทุนเท่านี้ อยากได้โลชั่นที่คนใช้แล้วมันดีจริงๆ ต้นทุนสูงไม่เป็นไร กำไรนิดหน่อยช่างมัน ขอให้ลูกค้าชอบ”
พลอย เล่าต่อว่า โรงงานผลิตโลชั่นในแบบที่ต้องการได้ครบถ้วน คุณภาพดีและหอม ซึ่งใช้น้ำหอมนำเข้าราคาสูง กลิ่นจึงไม่เหมือนโลชั่นตามตลาดทั่วไป ได้กลิ่นแล้วไม่มึนศีรษะและติดทนนาน ที่สำคัญมีเลขที่จดแจ้งกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างถูกต้อง ภายใต้แบรนด์ Bella KISS (เบลลา คิส) เป็นโลชั่นที่ผลิตจากสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น สตรอเบอร์รี่ กีวี และวิตามินซี เน้นแต่สิ่งปลอดภัย มี 2 สี 2 กลิ่น คือ สีชมพูอ่อน กลิ่นสวีท แคนดี้ และสีฟ้าอ่อน กลิ่นบลูเบอรี่ มิลค์ ซึ่งผลิตและจำหน่ายโดย หจก.บุญศิริสกินแคร์ โดยติดราคาที่ขวดไว้ 450 บาท
จากนั้นพลอยจึงลงมือจำหน่าย โดยอาศัยโซเชียลมีเดีย ผ่านทางเฟซบุ๊ก Bellakiss และจัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ ปรากฏว่า ขายได้แต่ไม่ดีมาก ผ่านไป 6 เดือน หักลบกลบหนี้ยังไม่คุ้มทุนและเป็นหนี้โรงงาน จึงคิดหาช่องทางโปรโมทใหม่ ช่วงนั้นกระแส “เน็ตไอดอล” ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับความนิยมบนโลกออนไลน์ ทั้งหน้าตา ไลฟ์สไตล์และความสามารถ กำลังมาแรง เธอจึงจ้างมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ปรากฏว่าได้ผลกลับมาดีมาก เปิดตัวเน็ตไอดอลเป็นพรีเซ็นเตอร์ 1 คน ได้ออเดอร์หรือยอดสั่งซื้อกลับมาเป็นพันขวด ยอดกระเตื้องจากหลักพันสู่หลักหมื่นและหลักแสนในที่สุด
นักธุรกิจสาววัย 21 ปี กล่าวต่อว่า การจ้างเน็ตไอดอลนั้น ไม่มีหลักการ เน้นคนที่มีผู้ติดตามเยอะ แต่เวลาผ่านไป ล่าสุดต้องยอมรับว่าเน็ตไอดอลอยู่ในช่วงขาลง คิดว่าทำไปก็ไม่ได้ผล เพราะคนที่ซื้อสินค้าทราบดีว่า เน็ตไอดอลไม่ได้ใช้สินค้าจริง เหมือนเป็นการรีวิวและมีพรีเซ็นเตอร์เท่านั้น จึงเปลี่ยนกลยุทธ์ เน้นหนักไปที่สมาร์ทโฟน ด้วยการ “ส่งข้อความไปทางไลน์และเฟซบุ๊ก” ทำให้คนทั่วไปเห็นสินค้าและติดต่อกันง่ายขึ้น ปรากฏว่า กลยุทธ์นี้กอบโกยความสำเร็จเช่นกัน ตอนนี้รวมขายได้ประมาณ 4 แสนขวดแล้ว นับตั้งแต่เปิดตัว “โลชั่นเบลลาคิส” มาได้ประมาณ 1 ปีกว่า
แม้กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้มียอดสั่งซื้อเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งมีลูกค้าทั่วประเทศ บางรายสั่งซื้อไปขายต่อด้วย จึงเหมือนเป็นการเพิ่มจุดปล่อยสินค้าไปในตัว แต่พลอยยังไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เธอเดินหน้าผลักดัน “โลชั่นเบลลาคิส” ให้ติดตลาดต่อเนื่อง โดยมองไปที่ การออกบูธตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ เป็นการเพิ่มโอกาสในการทำความรู้จักกับลูกค้า และล่าสุดยังดังไกลข้ามประเทศไปถึง “อินโดนีเซีย” มีลูกค้าเหมาไปใช้และขายต่อด้วย ซึ่งเป็นไปตามแผนการขยายธุรกิจที่ต้องการส่งออก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์และตัวสินค้า
“โลชั่นเบลลาคิสเป็นโลชั่นคนละตลาดกับแบรนด์ที่คนรู้จักทั่วไป เราเป็นโลชั่นตามกระแส ฉะนั้นจึงต้องคิดตลอดว่าจะทำอย่างไรให้สินค้าติดตลาดเหมือนโลชั่นแบรนด์อื่นที่หาซื้อได้ตามห้างร้านทั่วไป ขณะที่เบลลาคิสต้องสั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ตเท่านั้น เคยคิดจะเอาไปวางขายตามห้างเหมือนกัน แต่ด้วยต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง หากมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ บวกเพิ่มอีก จะทำให้ราคาสูงกว่าแบรนด์อื่นอีกมาก ทำให้ขายได้ยาก ฉะนั้นจึงเล็งไปที่การออกบูธ รวมถึงเจาะตลาดต่างประเทศ ล่าสุดกำลังจะขยายไปยังมาเลเซียและจีน นอกจากนี้ยังผลิตสินค้าตัวอื่นเพิ่ม เช่น เจลอาบน้ำ มากส์หน้า ครีมทารักแร้ และครีมบำรุงผิวขาว"
พลอย เปิดใจต่อว่า เบลลาคิสเป็นแบรนด์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นนานแล้ว ตอนนั้นคู่แข่งน้อย แต่ตอนนี้มีเกือบ 40 แบรนด์ แต่ด้วยคุณภาพของโลชั่นทำให้ยอดขายยังคงที่ และจาก ยอดขายโลชั่น 4 แสนขวด ทำรายได้ให้เกือบ 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยังไม่ได้หักต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ แต่ก็ยังมีเงินเหลือพอที่จะสร้างความสุขสบายให้แม่อีกครั้ง รวมถึงส่งตัวเองและน้องชายเรียนต่อได้อย่างไม่ขัดสน ขณะเดียวกันยังเหลือไว้สร้างอนาคตด้วยการผ่อนบ้านและรถอีกด้วย
“พลอยเล่าเรื่องชีวิตให้ใครฟังเขาก็หาว่าแต่งเรื่อง ไม่มีใครเชื่อว่าเคยลำบากมาก่อน จากที่เคยโหนรถเมล์ ตอนนี้ก็มีรถขับเองและมีบ้านราคาหลายล้านบาท ซึ่งมาจากการขายโลชั่นเบลลาคิสนี่แหละค่ะ แม้ตอนนี้มีเงินแล้ว แต่ก็ยังใช้อย่างประหยัด พลอยคิดว่า หากเรียนจบแล้วทำงานเป็นพนักงานในบริษัทก็เหมือนเราเดินตามรอยเท้าผู้อื่น อยากมีรอยเท้าเป็นของตัวเองบ้าง จึงทำโลชั่นเบลลาคิสขึ้นมา เป็นโลชั่นในแบบฉบับที่สร้างความสุขให้ตัวพลอย รวมถึงทุกคนรอบข้าง และคนสำคัญอย่างลูกค้าด้วย”
นั่นคือการกล่าวปิดท้ายของ พลอย นาคน้อย นักธุรกิจวัยรุ่น ที่ทำเงินเฉียดร้อยล้านบาทในเวลาเพียงปีกว่า และเชื่อว่าอีกไม่นานตัวเลขจะทะยานไปไกลกว่านี้ ตราบใดที่ “ความคิด” และ “ความกล้า” ของเธอยังไม่หยุดนิ่ง



