ข่าว

‘ผบ.ตร.’สั่งตรวจเข้ม‘ตุ๊กตาลูกเทพ’

‘ผบ.ตร.’สั่งตรวจเข้ม‘ตุ๊กตาลูกเทพ’

25 ม.ค. 2559

ผบ.ตร.สั่งตรวจเข้ม ‘ตุ๊กตาลูกเทพ’ หวั่นมิจฉาชีพซุกซ่อนยาเสพติด-ของผิดกฎหมาย ด้านกรมสุขภาพจิตยันเป็นความเชื่อ คนเลี้ยงไม่ผิดปกติทางจิต แนะตั้งสติยึดความเป็นจริง

 
      25 มกราคม 2559 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงกระแสการเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพ หลังจากสายการบินดังของไทยเปิดจำหน่ายตั๋วให้เป็นการเฉพาะพร้อมทั้งบริการเสร็จสรรพเหมือนบุคคลทั่วไป ว่า ตรงนี้ถือเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งตนก็เคารพสิทธิส่วนนี้ แต่ส่วนตัวมองว่าไม่เหมาะสมที่จะเอาตุ๊กตาลูกเทพขึ้นเครื่องบิน เพราะกลุ่มมิจฉาชีพอาจฉวยโอกาสใช้เป็นช่องทางในการซุกซ่อนยาเสพติด หรือสิ่งผิดกฎหมายมากับตุ๊กตาดังกล่าว จึงสั่งการให้ตำรวจตามด่านตรวจไม่ประมาท เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตรา เพราะในอดีตก็เคยมีการซุกซ่อนยาเสพติดในตุ๊กตามาแล้ว
 
      “การนำตุ๊กตาลูกเทพขึ้นเครื่องบินถึงแม้จะเสียค่าโดยสารพาขึ้นเครื่อง แต่อยากให้คำนึงถึงคนที่นั่งด้านข้างจะรู้สึกอย่างไร ผมเข้าใจว่าตรงนี้เป็นสิทธิ แต่อยากให้เคารพสิทธิผู้โดยสารคนอื่น ๆ ด้วย ล่าสุดพอมีเครื่องบินให้นำตุ๊กตาลูกเทพขึ้นได้ รถทัวร์โดยสารก็จะเอาบ้าง ต่อไปรถไฟก็เอาตามทีนี้ไปกันใหญ่ จึงอยากฝากขอความร่วมมือด้วย” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ได้แสดงความเป็นห่วง
 
      ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า ตนไม่รู้ว่าตุ๊กตาตัวละเท่าไหร่ และมีที่มาอย่างไร แม้แต่พระเองยังไม่เห็นด้วย เอาเงินไปทำบุญเสียยังจะดีกว่า แต่ก็เข้าใจว่าเป็นสิทธิเป็นความเชื่อส่วนบุคคล คงไม่ไปละเมิดสิทธิท่าน เพียงแต่ตนมองว่าไม่เหมาะสม เหมือนกุมารทอง หรือทามาก็อตจิในสมัยก่อน ไม่รู้ว่าประเทศเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง ก็ยังงงอยู่เหมือนกัน เป็นไปได้
 
      “แต่ส่วนตัวคงไม่เลี้ยง ผมคงไม่บ้าพอคุยกับตุ๊กตาบาร์บี้อะไรอย่างนี้ ผมคงไม่เอาด้วยคน เดี๋ยวเด็กก็เอาอย่างเป็นลัทธิเอาอย่าง จึงอยากขอความร่วมมือว่าการนำตุ๊กตาขึ้นเครื่องบิน อยากให้เป็นห่วงคนข้างๆ สิทธิตัวเองมีอยู่ แต่ต้องเคารพสิทธิคนอื่นด้วย ไม่ใช่มีเงินแล้วซื้อที่นั่งให้ตุ๊กตา แต่คิดว่าเอาเงินไปทำอย่างอื่นจะมีประโยชน์กว่า” พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวทิ้งท้าย
 
      ขณะที่ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า พื้นฐานจิตใจของคนไทยส่วนมากมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องไสยศาสตร์อยู่แล้ว ทุกคนล้วนมีความเชื่อในเรื่องลี้ลับกันทั้งสิ้น ไม่ได้ต่างอะไรไปจากคนสมัยก่อนที่เลี้ยงกุมารทอง ซึ่งจะว่าไปแล้ว ตุ๊กตาลูกเทพ ก็คือ การประยุกต์ ไสยศาสตร์ให้มาหลอมรวมกับยุคดิจิตอลได้อย่างลงตัว อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพไม่ถือว่าเป็นผู้ที่มีความผิดปกติทางจิต ส่วนหนึ่งมาจากกระแสของสังคม และ อีกส่วนก็มาจากความเชื่อส่วนตัว
 
      “ อาจมีบ้างที่เลี้ยงเพื่อต้องการที่พึ่งทางใจ เพราะตามหลักทางจิตวิทยา ก็สามารถอธิบายได้ว่า เราทุกคนยังต้องการแสวงหา ในสิ่งที่จิตใจยังขาดอยู่ บางคนมีความไม่สบายใจอะไรบางอย่าง หรือบางคนนั้นรู้สึกว่าขาดอะไรสักอย่างในชีวิต จึงต้องการบางสิ่งบางอย่างมายึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งตรงนี้ อยากแนะนำให้ยึดเหนี่ยวศาสนาเป็นที่พึ่งจะดีกว่าเพราะมีที่มาที่ไปชัดเจนและเชื่อถือได้ นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่เลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพทุกท่าน ก็อยากขอแนะนำว่า การที่เราจะรับพรจากสิ่งใดนั้น ต้องเกิดจากการคิดดี ทำดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวส่งเสริมให้ความหวังเกิดผลสำเร็จ ได้อย่างแท้จริงแน่นอน”อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว
 
      ด้าน นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ถ้ามองว่าเป็นความเชื่อ เหล่านี้ก็คือการเสริมสร้างกำลังใจประเภทหนึ่ง คือ ความศรัทธาในรูปแบบหนึ่ง แต่ความศรัทธาเหล่านี้ต้องอยู่บนหลักของความจริงด้วย ด้วยการทำงานอย่างมุ่งมั่น วางแผนอย่างดี ใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง จึงจะเกิดผล อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่ง เป็นเรื่องของการหาผลประโยชน์จากการตลาด ที่เห็นได้ตั้งแต่การใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง หรือ ดารา มาเป็นผู้นำหรือมีอิทธิพลทางความคิดต่อคนอื่นๆ ผนวกกับการนำความเชื่อ ความศรัทธาของคนในเรื่องลี้ลับ โชคลาภ เข้ามาดึงดูดความสนใจ ตลอดจนการอาศัยโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นช่องทางการสื่อสารที่ถูกส่งต่อไปได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง เมื่อเห็นบ่อยๆ ซ้ำๆ จึงกลายเป็นกระแสฮิตได้ไม่ยากนัก แต่คาดว่า กระแสนี้น่าจะค่อยๆ เงียบลงไป ถ้าไม่มีเหตุการณ์อื่นๆ มากระตุ้นอีก
 
      “ปฏิเสธไม่ได้ว่า กระแสฮิตที่เกิดขึ้นเป็นการเปิดโอกาสให้มิจฉาชีพ เข้ามาหลอกลวง หวังผลประโยชน์ได้เสมอ จึงขอให้ระวังให้มาก สิ่งที่สามารถทำได้ ก็คือ การมีสติ อย่ารีบตอบสนอง โดยไม่ยั้งคิด ซึ่ง สติ จะช่วยให้เราไม่ประมาท ยับยั้งชั่งใจตัวเองได้ ไม่คิด พูด ทำ อย่างหุนหันพลันแล่น จะได้ไม่ถูกหลอกลวง เสียทรัพย์สินเงินทองมากมาย ทั้งนี้ คนไทยเป็นศาสนิกที่ดี ขอให้ยึดหลักศาสนาไว้ ถ้าอยากเป็นสุขก็ต้องขยันทำมาหาเลี้ยงชีพ ไม่ก่อหนี้ยืมสิน ใช้จ่ายให้พอดี ไม่สุรุ่ยสุร่าย เป็นต้น” นพ.ยงยุทธ กล่าว