ข่าว

เปิดมุมมอง‘ศุภชัย เจียรวนนท์’

เปิดมุมมอง‘ศุภชัย เจียรวนนท์’

25 ม.ค. 2559

เปิดมุมมอง ‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ ดึงประชารัฐยกระดับการศึกษาไทย...สู่ศูนย์กลางอาเซียน! : บายไลน์ ทีมข่าวเศรษฐกิจ

 
     หนึ่งในบรรดา “ซีอีโอ” ระดับประเทศที่เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศนั้น คือ “ศุภชัย เจียรวนนท์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งร่วมในนโยบายประชารัฐด้านการศึกษา ที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นเรื่องที่มีความหวังพอสมควร แต่เป้าหมายแรกคือ จะทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชน และผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนในการพลิกระบบการศึกษาไทย จนไปสู่เป้าหมายของการเป็น “ศูนย์กลางการศึกษาของอาเซียน”
 
     เขาให้สัมภาษณ์สื่อในเครือเนชั่นเกี่ยวกับแนวคิดและแนวทางในการผลักดันด้านการศึกษา ว่า การจะพลิกระบบการศึกษาในบ้านเรา สิ่งที่ต้องเริ่มต้นก่อนคือ เรื่องของความโปร่งใส ปัจจุบันระบบการศึกษา 3 หมื่นโรงเรียนดูแลโดยภาครัฐ และมีงบประมาณถึง 5.1 แสนล้านบาทต่อปี แต่พบว่ายังขาดในเรื่องความโปร่งใส ขาดการเปรียบเทียบ และมองว่าคนที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาได้ก็คือครูใหญ่ของโรงเรียน ที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกกระดานนี้
 
     การพูดในเรื่องความโปร่งใสก็เพื่อที่ว่า ภาคธุรกิจที่ต้องการเข้าไปบริจาค หากสามารถเข้าถึงข้อมูลในเรื่องการใช้จ่ายของทางโรงเรียนได้รู้ว่าทำอะไร อยู่ หรือรู้ว่าเงินที่ได้ไปนำไปใช้ทำอะไร อีกทั้งยังได้เห็นสิ่งที่เกิน หรือสิ่งที่ยังขาดได้ และเมื่อเอกชนมีความมั่นใจเขาก็จะกล้าเข้าไปช่วยสนับสนุน เงินก็จะไหลเข้าสู่ระบบการศึกษาได้มากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ การเข้าไปมีส่วนร่วมของชุมชน การมีส่วนร่วมของพ่อแม่ เพราะพวกเขาอยากให้ลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีอยู่แล้ว จะต้องมีส่วนช่วยผลักดันโรงเรียนของลูกหลานตัวเอง ซึ่งจะต้องเริ่มจากความโปร่งใสเช่นกัน แล้วจึงจะมีทุนจากชุมชนเข้าไปด้วย
 
     “ผมว่าคนทั่วประเทศอยากจะช่วย เพราะทุกคนตระหนักดีว่า การศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป แต่เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าโรงเรียนนี้เป็นอย่างไร ถ้าไม่มีการบอกกล่าว ไม่มีข้อมูล ไม่รู้ว่าโรงเรียนนี้ยังขาดเรื่องอะไร และยังต้องการค่าใช้จ่ายในเรื่องอะไร หรือผลที่ออกมาเป็นอย่างไร มีการใช้จ่าย และมีวินัยอย่างไร ซึ่งจุดเริ่มต้นที่สำคัญคือ ความโปร่งใส ตามมาด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน และเงินทุน ดังนั้นตัวครูใหญ่จึงจะเป็นกลไกการขับเคลื่อนที่สำคัญ แต่นอกจากที่เขาจะได้รับการสนับสนุนแล้ว ขณะเดียวกันก็จะต้องถูกประเมินด้วย ซึ่งจะเป็นการประเมินทั้งจากรัฐและจากชุมชนเอง”
นอกจากนี้ การที่จะพัฒนาด้านการศึกษาก็ต้องยอมรับได้หากจะมีผู้นำมาจากต่างประเทศด้วย อีกประเด็นคือ ในเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอน ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการจะต้องมาเขียนตำราเรียนใหม่ แต่จะหมายถึงการเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอน จากวันเวย์ เป็นทูเวย์ คือจากการสอนให้นักเรียนท่องจำและเข้าใจ เป็นการให้นักเรียนตั้งคำถาม โดยมีครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้แก่นักเรียน ซึ่งครูจะมีหน้าที่ในการมองหา และดึงศักยภาพของนักเรียนเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เด็ก
 
     “จากการค้นคว้าของหลายสถาบันทั่วโลก ระบุออกมาว่า ถ้าครูไปตัดสินเด็กแต่แรก เด็กก็จะเป็นอย่างนั้น แล้วจะทำให้เด็กกลายเป็นคนขาดความมั่นใจไปเลย แต่ถ้าครูมองศักยภาพของเด็กด้วยการสังเกต ส่งเสริมในด้านที่เข้าเก่งและมีความถนัดได้ อย่างน้อย 1 วิชา เขาก็จะมั่นใจไปด้านอื่นด้วย และครูต้องเข้าใจด้วยว่า เด็กมีความเก่งไม่เหมือนกัน มีแบ็กกราวนด์ไม่เหมือนกัน ซึ่งครูจะต้องเคารพเขาในเรื่องนี้ด้วย ไม่ใช่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ส่วนการตั้งคำถามว่า ทำไม นี่แหละคือการเรียนรู้สูงสุดทั้งชีวิตและการทำงาน เพราะสูงสุดของการศึกษาก็คืองานวิจัย นั่นคือการตั้งทำถามว่าทำไม”
 
     อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กล่าวมาอาจต้องใช้เวลาหลายปี แต่การจะทำให้เร็วขึ้นก็คือเราจะต้องมีตัวเร่ง ซึ่งวิธีการที่รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมจำนวนมาก ก็เพื่อจะเป็นตัวเร่งให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้เร็ว และภาคเอกชนส่วนใหญ่อยากเข้ามาช่วยในเรื่องการศึกษาอยู่แล้ว อีกอย่างคือ สามารถนำไปหักภาษีได้ วิธีการคือ จะมีแพ็กเกจเข้ามา และให้เอกชนเข้ามาเป็นสปอนเซอร์สนับสนุน แต่การจะเป็นสปอนเซอร์นั้น คงไม่ใช่แค่ให้เงินอย่างเดียว แต่จะต้องมีบุคลากรที่เข้าใจและอุทิศตัวได้มากพอที่จะเข้าไปทำความเข้าใจในปัญหา และเข้ามาจัดหาในสิ่งที่ทางโรงเรียนต้องการหรือขาดได้
 
     นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดทำแผน ซึ่งได้ประชุมและเสนอแนวคิดนี้ไปเบื้องต้นแล้ว แต่จะต้องนำมาทำแผนในรายละเอียดอีก โดยจะต้องนำเสนอ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ก่อน ซึ่งท่านสนับสนุนและต้องการให้เกิดการขับเคลื่อนโดยเร็ว คาดว่าน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้านี้
 
     สำหรับแผนจะต้องมีทั้งแผนเร่งด่วน และแผนระยะกลาง ที่สำคัญคือ จะต้องมีเป้าหมายเพื่อให้การทำงานบรรลุได้ตามเป้าหมาย ซึ่งแผนในระยะ 5 ปี มีเป้าหมายที่ว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางของการศึกษาในอาเซียน”
 
     ซีอีโอ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ขยายความให้ฟังถึงแนวทางการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาในอาเซียนว่า ปลายทางของการศึกษาจะไปจบที่การวิจัย และการที่เอกชนสามารถนำงานวิจัยของนักวิจัยนั้นไปใช้ได้ ดังนั้นสิ่งที่จะต้องทำคือ เราจะต้องรู้ก่อนว่า การวิจัยในเชิงเทคโนโลยีที่เป็นอนาคตของโลกนั้น มีกี่ด้าน ซึ่งจริงๆ แล้วจะมีอยู่ด้วยกัน 4 ด้าน ได้แก่ 1.ไบโอ เทคโนโลยี ซึ่งจะรวมไปถึงด้านการแพทย์ และมองว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานที่ดีในเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะจะมีความเกี่ยวข้องกับการเกษตรด้วย ที่เรามีพื้นฐานอยู่แล้ว 2.ดิจิทัล เทคโนโลยี แน่นอนว่าไทยเรามีศักยภาพมหาศาล 3.โรบอติก ซึ่งไทยมีอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างใหญ่ คืออุตสาหกรรมยานยนต์ และยังมีกลุ่มนักศึกษานำหุ่นยนต์ไปแข่งขันและชนะเลิศในต่างประเทศมาจำนวนมาก สุดท้าย 4.นาโน เทคโนโลยี
 
     นั่นคือเทรนด์ของโลกในอีกกว่า 10 ปีข้างหน้า และอย่างน้อยประเทศไทยเรามีศักยภาพและมีพื้นฐานที่ค่อนข้างดีอยู่ด้วยกันถึง 3 เรื่อง..!!!
 
     แต่สิ่งที่จะทำให้เกิดขึ้นได้คือ จะต้องมี “แล็บ ฟาซิลิตี้” ไม่ใช่แล็บที่หลุดออกไปจากนอกวงของมหาวิทยาลัย และไม่ได้มองตามระบบเดิมๆ คือจะต้องเลือกมหาวิทยาลัยที่จะเข้ามาทำงานร่วมกับภาคเอกชน จะเป็นการเชื่อมต่อระหว่างกันในการสนับสนุนด้านการลงทุน และการนำนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์เก่งๆ ระดับโลกเข้ามา โดยภาครัฐสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้หลายวิธี ทั้งในเรื่องเงินและการให้แรงจูงใจ ลองคิดดูว่า การลงทุน 1 เทคโนโลยี ใช้เงินลงทุนราว 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในแต่ละงานวิจัย สำหรับประเทศไทยถ้ามีการลงทุนใน 3 ด้านที่ไทยมีศักยภาพ ด้วยระยะเวลา 3-5 ปี คาดว่าจะใช้เงินงบประมาณราว 1 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 2 หมื่นล้านบาท
 
     “หากรัฐเจียดงบประมาณมาปีละ 2 หมื่นล้านบาท จากงบประมาณด้านการศึกษาที่มีอยู่แล้วปีละ 5.1 แสนล้านบาท มาทำแล็บ ฟาซิลิตี้ และบางส่วนนำไปจ้างบุคลากรระดับโลกเวียนเข้ามาตามสัญญาจ้าง ผมเชื่อได้เลยว่าอย่างน้อยจะมี 3 มหาวิทยาลัยของไทยได้ขึ้นแท่นเป็นสถานศึกษาระดับโลก จากปัจจุบันที่ไม่มีติดอยู่ใน 50 อันดับแรกเลยด้วยซ้ำ และการที่่ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้ามานั้น ก็เพราะว่าเราต้องการเร่งรัดดำเนินการให้เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น จากนั้นยังสามารถต่อยอดงานวิจัยไปสู่งานระดับสูง และนำไปใช้ด้านการพาณิชย์ ทางการค้าได้อีก”
 
     นายศุภชัยกล่าวด้วยว่า ส่วนตัวแล้วจะเห็นภาพในด้านเทคโนโลยีค่อนข้างชัด การที่เราจะดึง บิ๊กบอย เข้ามา ก็เพราะเขานั้นพร้อมอยู่แล้ว เขามองว่าเราเป็นอาเซียนเหนือ จากที่มองสิงคโปร์เป็นอาเซียนใต้ และถ้าเราทำได้เราก็จะกลายเป็นอาเซียนได้ โดยเขาเชื่อว่าเราพร้อมที่สุดในแนวคิดนั้น แต่ประเด็นคือ เราทำตัวเองให้พร้อมแล้วหรือยัง ซึ่งเราก็ยังคงทำกันแบบเดิมๆ และที่ผ่านมาก็มักจะพูดกันว่า เราอยากจะสร้างคน แต่เราก็ไม่ยอมลงทุน แล้วจะสร้างได้อย่างไร
 
     อย่างไรก็ตาม เป้าหมายที่ว่า เป็นแผนระยะ 5 ปี แต่การจะบรรลุได้ตามเป้าหมายนั้น หมายถึงว่าจะต้องเริ่มลงทุนและให้แรงจูงใจในการลงทุนในทันที โดยในส่วนของภาคเอกชนทุกคนรู้และตระหนักดีว่า นี่คือปัญหาของประเทศ 
 
     ...แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีเวทีแบบนี้มาก่อน ทำให้ไม่มีช่องทางที่ทำให้คนเหล่านี้ได้มีโอกาสเข้ามาสร้าง จึงเป็นลักษณะต่างคนต่างทำ  แต่เวทีนี้ได้เปิดโอกาสนั้นแล้ว..!!!