
เงินทองต้องรู้ : ข้อคิดจากเดอะ บิ๊ก ชอร์ต
25 ม.ค. 2559
เงินทองต้องรู้ : ข้อคิดจากเดอะ บิ๊ก ชอร์ต : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
ก่อนจะเริ่ม “เงินทองต้องรู้” ฉบับนี้ มีเรื่องต้องขอบคุณผู้อ่านที่กรุณาส่งอีเมลมาแจ้งให้ทราบเรื่องบทความที่เขียนแต่ละตอน ซึ่งผู้อ่านท่านนี้บอกว่า “มีประโยชน์และสามารถนำไปใช้ดำเนินชีวิตได้” เพราะจะว่าไปแล้ว ความสุขแท้จริงของคนทำงาน นอกจากทำงานแลกเงินแล้ว ก็มีเรื่องที่มีคนเห็นคุณค่าของงานที่เราทำนี่แหละ ที่เป็นเหมือน “รางวัล” ที่มีค่ามากกว่าผลตอบแทนใดๆ
ส่วน “เงินทองต้องรู้” สัปดาห์นี้เป็นอีกครั้งที่ขอหยิบยกบางแง่มุมที่ได้จาก “เดอะ บิ๊ก ชอร์ต” (The Big Short) ซึ่งเป็นหนังเรื่องล่าสุดที่เพิ่งไปดูมา เป็นหนังที่ว่าด้วยจุดเริ่มต้นของวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐ หรือวิกฤติซับไพรม์ อันเกิดจากความแยบยลในการแสวงหาผลตอบแทนแบบไร้ขอบเขต จนนำมาซึ่งวิกฤติที่กินเวลายาวนานตั้งแต่ปี 2008 หรือ พ.ศ.2551 ซึ่งแม้เวลาจะผ่านไป 8 ปีแล้ว และเศรษฐกิจสหรัฐมีสัญญาณบ่งชี้การฟื้นตัว แต่บาดแผลจากวิกฤติครั้งนั้นก็ยังคงอยู่
การดำเนินเรื่องของ “เดอะ บิ๊ก ชอร์ต” นั้น นอกจากจะชี้ให้เห็นถึงที่มาของวิกฤติแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจยังอยู่ที่การตอกย้ำคำว่า “ในวิกฤติมีโอกาส” ซึ่งหลายๆ คนอาจจะส่ายหน้า เพราะได้ยินจนเบื่อ และจนแล้วจนรอดสำหรับตัวเองแล้ว “ในวิกฤติก็ยังมีเพียงแค่วิกฤติ” อยู่ดี ไม่เคยเห็นมี “โอกาส” ปรากฏแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ยิ่งต้องติดตาม “เงินทองต้องรู้” วันนี้
เพราะในขณะที่สถาบันการเงินและโลกกำลังหลงละเลิงอยู่กับการลงทุนในสินทรัพย์ที่นำเอาสัญญาสินเชื่อกู้ซื้อบ้านมามัดรวมกันเป็นก้อนๆ แล้วให้มูลค่ากับมันในฐานะตราสารการลงทุน หนุ่มใหญ่ผู้มีดีกรี “ดอกเตอร์” ที่ออกจะดูเพี้ยนๆ อย่าง “ไมเคิล เบอร์รี” กลับมองเห็นความไม่ชอบมาพากลอะไรบางอย่าง
เขาเชื่อว่า สิ่งที่ทุกคนกำลังลงทุนกันอยู่ ทำกำไรกันอย่างสนุกสนาน กำลังจะเข้าสู่ภาวะ “หายนะ” นั่นทำให้ “ไมเคิล” ตัดสินใจลุยหาข้อมูลเชิงลึกเพื่อยืนยันว่า สิ่งที่ตัวเองคิดนั้นถูกต้อง แม้พนักงานที่ทำงานให้กับกองทุนของไมเคิล จะแย้งว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะนั่งอ่านสัญญากู้ซื้อบ้านเป็นพันๆ สัญญาที่มัดรวมกันเป็นตราสารเพียง 1 ก้อน และตราสารที่ว่า มันไม่ได้มีแค่ก้อนเดียว แต่เจ้านายอย่างไมเคิลไม่สนใจ เขายังคงรื้อค้นข้อมูลอย่างหนักด้วยตัวเอง เพื่อคัดสัญญากู้ซื้อบ้านที่ส่งสัญญาณ “เน่า” แล้วเดินหน้าลงทุนในสัญญาเหล่านั้นด้วยการทำสิ่งที่เรียกว่า “ขายชอร์ต” ซึ่งหมายถึงเมื่อถึงวันที่ระบบการเงินล่มสลาย จากการที่คนกู้ซื้อบ้านไม่มีปัญญาผ่อนบ้าน หนี้เสียถีบตัวสูงขึ้น วันนั้นทั้งไมเคิลและกองทุนของเขาจะได้กำไรมหาศาล
แต่การเดินหน้าลงทุนในสินเชื่อเน่าๆ เพื่อ “ซื้อขาลง” ที่เป็นหายนะของเศรษฐกิจสหรัฐ ของ “ไมเคิล” ไม่ใช่ความลับ เรื่องนี้รู้ไปถึงผู้บริหารกองทุนอย่าง “มาร์ค บาม” เช่นเดียวกันกับที่ผู้จัดกองทุนไซส์จิ๋วที่เป็นเด็กหนุ่ม 2 คน “เจมี่ มาย” และ “ชาร์ลี รีดลีย์” ก็ล่วงรู้เรื่องนี้โดยบังเอิญ
เท่ากับว่า ตอนนี้บุคคล 3 กลุ่ม นั่นคือ กองทุนของไมเคิล เบอร์รี่, กองทุนของมาร์ค บาม และกองทุนของเจมี่ มาย-ชาร์ลี รีดลีย์ ต่างมีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือ การลงทุนในสัญญาเงินกู้ซื้อบ้าน ด้วยความหวังว่า หายนะจะเกิด สวนทางกับสภาพความเป็นจริง ที่สินเชื่อบ้านของสหรัฐ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
พวกเขาต่างมองเห็น “โอกาส” ใน “วิกฤติ” ข้างหน้าเหมือนกัน แต่วิธีการแตกต่างกัน และตรงนี้แหละที่เป็นจุดน่าสนใจสำหรับการหยิบมาใช้ประโยชน์ในการลงทุน
“ไมเคิล เบอร์รี” เห็นความไม่ชอบมาพากลก่อนใคร จากนั้นเขาก็ลงมือค้นข้อมูลด้วยตัวเอง แต่การมองเห็น “โอกาสก่อน” หาข้อมูลก่อน และชิงลงมือก่อน อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะไมเคิลใช้เวลานานหลายปีเพื่อรอหายนะมาถึง ระหว่างการรอคอย กองทุนของเขาต้องจ่ายเบี้ยประกันให้แบงก์เป็นค่าการันตีจำนวนมหาศาล ไมเคิลยังต้องแบกรับแรงกดดันจากผู้ถือหุ้น หลังจากกองทุนของเขาเริ่มขาดทุนมากขึ้นๆ ราคาหุ้นลดลง และผู้ถือหุ้นขอถอนเงินลงทุนคืน เพราะไม่มั่นใจว่า สิ่งที่เขาคิดนั้นถูกต้องหรือไม่
แม้สุดท้าย วิกฤติเศรษฐกิจจะเดินทางมาถึงในปลายปี 2008 และกองทุนของไมเคิลทำกำไรได้มากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6-7 หมื่นล้านบาท เทียบกับอัตราแลกเปลี่ยน ณ ขณะนั้น) แต่การลงทุนครั้งนี้ก็สอนให้รู้ว่า “จังหวะในการเข้าลงทุน” นั้น สำคัญพอๆ กับโอกาส และ “การอดทน-รอคอย” อย่างมุ่งมั่นก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จุดหนึ่งที่ทำให้เขา “ยอมอดทน” ก็เพราะการลงทุนครั้งนี้อยู่บนพื้นฐานของการศึกษา ค้นคว้าข้อมูลอย่างรอบคอบ จนมั่นใจ
ส่วน “มาร์ค บาม” ซึ่งเมื่อรู้ข้อมูลอย่างบังเอิญ เขาใช้วิธีลงพื้นที่จริง สืบเสาะจริงว่า สินเชื่อบ้านกำลังมีปัญหาจริงหรือไม่ สิ่งที่เขาค้นพบแตกต่างจากภาพที่คนอื่นเห็นว่าสินเชื่อบ้านกำลังเติบโต สดใส และสวยงาม เมื่อทีมของมาร์คพบว่า ในขณะที่คนเช่าบ้านจ่ายค่าเช่าทุกเดือนไม่เคยขาด แต่เจ้าของบ้านกลับผิดนัดผ่อนชำระค่าบ้าน หรือแม้แต่สาวอะโกโก้ในบาร์ ก็ได้รับการอนุมัติสินเชื่อบ้านถึง 5 หลังกับคอนโดมิเนียมอีก 1 ห้อง ซึ่งแน่นอนว่า เธอไม่มีปัญญาผ่อนชำระ พวกเขายังได้เจอเจ้าหน้าที่สินเชื่อของสถาบันการเงินที่พร้อมจะอนุมัติสินเชื่ออย่างไม่มีหลักเกณฑ์และไม่มีหลักประกัน
ในตอนจบของเรื่อง กองทุนของ “มาร์ค บาม” ผู้มาทีหลัง สามารถทำกำไรจากวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐ ไปได้ราว 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท
ที่สนใจคือ กองทุนเล็กๆ ไซส์จิ๋วของ “เจมี่และชาร์ลี” เด็กหนุ่มสองคนนี้ แม้จะมีความรู้ มีข้อมูล แต่ด้วยขนาดที่เล็กเป็นกองทุนโรงรถ ทำให้เขาขาดโอกาสในการลงทุน เพราะเล็กเกินกว่าที่ตกลงซื้อขายกับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ โชคดีที่เด็กหนุ่มทั้งสองรู้จักคุ้นเคยกับ “เบน ริคเคิร์ต” ผู้รับบทโดยแบรด พิตต์ ผู้ซึ่งเคยทำงานในสถาบันการเงินชั้นนำ และรังเกียจความฟอนเฟะ ฉ้อฉลในโลกการลงทุน จนตัดสินใจหันหลังให้วอลล์สตรีท ด้วยความช่วยเหลือจากเบน ทำให้เด็กหนุ่มทั้งสองมีกำไรจากการลงทุนในรอบนี้ 80 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 2,400 ล้านบาท
นึกถึงผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่มีพอร์ตการลงทุนราว 1,000 ล้านบาท เคยสอนไว้ว่า ถ้าคิดจะลงทุน ก็ต้องมีกฎ 4 ข้อ นั่นคือ มีเงินลงทุน มีความรู้-มีข้อมูล มีคอนเนกชั่น-มีคนรู้จักช่วยเหลือ และสุดท้ายคือ “ใจต้องถึง”
ก่อนออกจากโรงหนัง ถ้าเพียงไม่เห็นฉากสุดท้าย ที่ผู้เช่าบ้านต้องระเห็จออกจากบ้านที่เจ้าของไม่ได้ผ่อนชำระ สถาบันการเงินปิดกิจการ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อและผู้คนจำนวนมากต้องตกงาน หนังอย่าง “เดอะ บิ๊ก ชอร์ต” คงบอกแค่ “ในวิกฤติมีโอกาส” แต่เมื่อฉากสุดท้ายมาถึง หนังเรื่องนี้ยังบอกและเตือนเราว่า ในโลกของการลงทุน หลายครั้งที่กำไรมหาศาล ก็ล้วนมาจากหายนะ ความพ่ายแพ้และคราบน้ำตา
“กำไรจากการลงทุนกับความสุขจากการลงทุน” จึงอาจจะไม่ได้สอดคล้องเป็นไปในทางเดียวกัน ซึ่งทั้งไมเคิล-มาร์ค-เจมี่และชาร์ลี ก็อาจจะรู้สึกแบบนั้นเช่นกัน



